ธรรมาภิบาลกับบทบาทการสอนธรรมะของวัด

ธรรมาภิบาลกับบทบาทการสอนธรรมะของวัด

พระครูโอภาสสราธิคุณ (ชาตรี อาสโภ)

พระพุทธศาสนาเกิดขึ้นบนความเพียรพยายามที่จะแก้ปัญหาของสังคมที่กำลังเปลี่ยนแปลงของยุคพุทธกาล เมื่อศาสนาพุทธและพระสงฆ์ได้เข้ามาเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของสังคมไทยมาตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุบัน และที่สำคัญก็คือ คำสอนในศาสนาพุทธได้ทำหน้าที่กล่อมเกลาในทางสังคม สร้างค่านิยมและแบบอย่างของพฤติกรรมให้กับคนในสังคม โดยมีธรรมของผู้ครองเรือน เช่น การรักษาความสุขในครอบครัว ความสัมพันธ์ในครอบครัว การประกอบธุรกิจค้าขาย ซึ่งทั้งหลายทั้งปวงนี้ก็มีอยู่ในคำสอนของพระพุทธศาสนา จึงควรที่จะให้วัดได้ตระหนักตนและมีบทบาทในการสอนหลักพุทธปรัชญาแก่พุทธบริษัทในการดำรงชีวิตในสมดุล มีความสงบสุขและมีปัญญาในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ทุกระดับ ซึ่งหากยิ่งเข้าใจการเปลี่ยนแปลงทางสังคม หลักการปกครองแห่งรัฐ และหลักปรัชญาได้อย่างเพียงพอ ก็ย่อมจะมีส่วนสำคัญในการชี้นำสังคมในปัจจุบันอีกด้วย

สังคมโลกพยายามที่จะผลักดันให้ขับเคลื่อนด้วยธรรมาภิบาล ทุกคนปฏิบัติตามกฎหมาย กฎระเบียบ และข้อบังคับ ย่อมทำให้สังคมสงบสุข นโยบายของรัฐที่เกี่ยวข้องกับธรรมาภิบาลเน้นเพียงว่า เราจะแก้ปัญหาความทุจริต และสร้างสังคมปราศจากคอร์รัปชั่น ธรรมาภิบาลเป็นหลักเกณฑ์ปกครองเพื่อความสงบเรียบร้อยของหมู่คณะ เพื่อป้องกันคอร์รัปชั่น จึงเน้นปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ บนหลักการสากล ที่สามารถแสดงได้เป็นรูปธรรมเพื่อให้ประเทศชาติพัฒนาให้เจริญก้าวหน้าได้ โดยมีแนวคิดทุกคนทำดีเป็นหน้าที่ (category imperative) ซึ่งเป็นไปตามคำสอนของคานท์ หากแต่มุ่งไปเพียงเท่านี้ย่อมดำเนินตามแนวทางระเบียบโลกใหม่เท่านั้น 

กระแสคิดเช่นนี้ดำเนินไปบนหลักปรัชญากระบวนทรรศน์นวยุค (modern paradigm) ที่เกิดขึ้นเนื่องจากการเห็นตรงกันว่า ความรับผิดชอบทางคุณธรรมคือ การที่แต่ละบุคคลเชื่อฟังและยอมประพฤติตามระเบียบและหลักเกณฑ์แห่งความประพฤติที่ผู้เชี่ยวชาญหรือผู้มีอำนาจกำหนดขึ้นเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขในสังคม แต่ก็ทำให้มนุษย์สูญเสียเสรีภาพส่วนบุคคลไป บอมันเสนอให้มนุษย์แต่ละคนที่มีสมรรถภาพคิดได้ตัดสินใจเลือกกระทำโดยผ่านการคิดอย่างมีวิจารณญาณที่จะประพฤติดีได้โดยเสรีและรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง การแยกส่วน (fragmentation) ได้เกิดขึ้นโดยผู้เชี่ยวชาญเพื่ออำนวยความสะดวกให้มนุษย์ดำเนินชีวิตได้ง่าย แต่ก็ทำให้เกิดการพึ่งพิงผู้เชี่ยวชาญ แม้แต่ในด้านจริยธรรมที่ต้องมีผู้เชี่ยวชาญมากำหนดมาตรการความประพฤติในสังคม ซึ่งชุดความรู้คุณธรรมจะกลายเป็นกรอบบีบรัดประชาชนไว้ดังเช่นที่นักหลังนวยุคสายสุดขั้วได้ประณามไว้

ในขณะเดียวกัน ธรรมาภิบาลเป็นหลักการปกครอง อภิบาลหมู่คณะ ซึ่งปรากฎในพระพุทธศาสนา ดังเช่น หลักทศพิธราชธรรม และหลักธรรมอื่นๆ ที่สามารถนำมาบูรณาการคำสอนร่วมกัน และในการสร้างจิตสำนึกในการสอนนี้ ควรให้ประชาชนแต่ละคนต้องพัฒนาตนเองให้มีความรู้และความสามารถในเรื่องที่เกี่ยวข้องและใช้สมรรถภาพคิดของตนตัดสินใจเลือกประพฤติได้อย่างเหมะสมด้วยตนเอง (Bauman, 1996) จากแนวคิดนี้ กีรติ บุญเจือจึงเสนอว่าการสอนคุณธรรมนั้นต้องเป็นการอบรมสร้างจิตสำนึกอย่างต่อเนื่อง การสร้างจิตสำนึกนี้นำไปสู่การมีมโนธรรม (consciousness) เป็นขั้นตอนสำคัญของการชำระกิเลส (purify mind) ดังนั้น การอบรมพุทธรรมาภิบาลจึงเป็นการพัฒนาจิตใจ และเพื่อชำระกิเลสได้มากขึ้น ย่อมเป็นการพัฒนาจิตวิญญาณ (spirit) ของผู้ปฏิบัติตนนั้นในการปฏิบัติอย่างเป็นธรรมชาติอีกด้วย

แนวทางการขับเคลื่อนสังคมที่ดีกว่าอย่างถาวรจึงควรอยู่ที่การปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมที่ไม่ดีและสร้างระบบคุณค่าใหม่ นั่นคือ จำเป็นต้องปลูกฝังให้เกิดธรรมาภิบาลในทุกระดับ แนวทางนี้สอดคล้องกับหลักการทางปรัชญาซึ่งเห็นพ้องต้องกันและสอนสืบต่อกันมาว่าคุณธรรมนั้นสอนกันไม่ได้ (Virtue is unteachable) คือ สอนไว้เป็นความรู้ก็ไม่พอ  ต้องอบรมสั่งสอน (educate) กันอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต หากหยุดอบรมสั่งสอนเมื่อไรกิเลสก็จะคืนตัวกลับคืนสภาพเดิมเมื่อนั้น ต้องอบรมสั่งสอนกันตลอดชีวิตเพื่อให้คนมีความรู้และตัดสินใจปฏิบัติคุณธรรมได้อย่างเหมาะสมได้จริง ทั้งนี้ จะต้องอบรมสั่งสอนกันตั้งแต่วัยเยาว์เพื่อให้เขาเป็นผู้เรียนรู้คุณธรรมและลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง (ethical virtue) ด้วยความพอเหมาะโดยเน้นความเป็นเลิศ (arête) ซึ่งหมายถึง การมีคุณธรรมด้วยปัญญาเชิงปฏิบัติ (phronesis) และ มีความสุข (eudaimonia)

การตีความหลักธรรมาภิบาลควรทำให้เกิดความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งและชัดเจน (clear and distinct) นั่นถือ เข้าใจได้อย่างถูกต้อง ตรงตามธรรมและไม่เกิดข้อกังขาเชิงตรรกะอีก และแสดงให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของธรรมาภิบาลในฐานะข้อธรรมที่คัมภีร์พระพุทธศาสนาได้แสดงไว้ว่าพระพุทธองค์และเหล่าสาวกของพระพุทธองค์นั้นล้วนใช้อย่างสม่ำเสมอ ทั้งในส่วนของการปฏิบัติและในส่วนของการนำไปแก้ปัญหาหรือการพัฒนาในเรื่องต่างๆ ดังนั้น ธรรมาภิบาลจึงดำเนินไปด้วยปัญญา ซึ่งย่อมจะมีพลังแห่งหลังนวยุคแสดงผ่านการสร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ ที่ได้สร้างประโยชน์แก่ตนเองและผู้อื่น  มีพลังปรับตัวเพื่อแก้ปัญหา  ใช้วิจารณญาณตามกระบวนทรรศน์หลังนวยุคในการแก้ปัญหาต่าง ๆ โดยมีขั้นตอนของการวิเคราะห์และการประเมินค่าเป็นส่วนสำคัญ  เมื่อปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้วย่อมก่อให้เกิดความรับผิดชอบในการปฏิบัตินั้น มีพลังร่วมมือกันในธำรงสรรพสิ่งตามความเป็นจริง อันเป็นการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา เพื่อให้สิ่งดี สิ่งมีประโยชน์ สิ่งที่ปราชญ์สรรเสริญ ได้ถูกเผยแผ่ และมีการปฏิบัติตามหลักคำสอนร่วมกัน มีพลังแสวงหาอย่างพอเพียงจนเข้าถึงคำสอนศาสนาได้ ทำให้เจริญในการประพฤติพรหมจรรย์ ฝึกฝนความสามารถที่ทำให้เกิดการสำรวมและความสงบทางจิตใจ (สมาธิ) รวมถึงการพิจารณาและการรู้เงื่อนไขและความเกี่ยวโยงของการดำรงอยู่ด้วยปัญญา

การอบรมสั่งสอนคุณธรรมเรื่องธรรมาภิบาลจึงเป็นเรื่องของการมีชีวิตที่ดีในชุมชน และการจะพัฒนาคุณธรรมเพื่อมีชีวิตที่ดีเช่นนั้นได้ จำเป็นต้องอาศัยบริบทที่เหมาะสม อันได้แก่ ชุมชน สถาบันทางสังคม หรือรัฐที่ดีร่วมด้วย  ทั้งนี้ วัดนับว่าเป็นสถาบันสำคัญของสังคมไทยมีบทบาทสำคัญอย่างมากในด้านการเผยแผ่งานของพระพุทธศาสนาออกสู่สาธารณชน  ดังนั้น วัดจึงน่าจะช่วยในการแผยแผ่ธรรมาภิบาลเพื่อกล่อมเกลาจิตใจและสร้างอุปนิสัยของคนไทยเสียใหม่ได้ ทั้งนี้ จะต้องไม่เพียงอิงบริบทของสากล แต่ต้องเป็นธรรมาภิบาลบนหลักพระพุทธศาสนาซึ่งจะเป็นบริบทที่สอดคล้องกับหน้าที่ของวัดในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของศาสนิกชน เมื่อวัดดำเนินการอบรมสั่งสอนประชาชน เมื่อประชาชนมีธรรมาภิบาลด้วยการอบรมสั่งสอนอย่างต่อเนื่องจนเกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต  แต่ละภาคส่วนมีธรรมาภิบาลก็จะไม่ก้าวก่ายล้ำเส้นในภารกิจที่ไม่เกี่ยวข้อง และก็ไม่เพิกเฉยในภารกิจที่ต้องปฏิบัติ มีจิตสำนึกต่อส่วนรวม มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเหมาะสม ผู้นำก็จะทำงานด้วยความโปร่งใสและมีความรับผิดชอบที่จะทำงานด้วยมุ่งส่วนรวม และดำรงตนเพื่อผู้อื่นเป็นสำคัญ (Being-for-the-Others) (Bauman, 1996) ความเป็นปกติสุขก็จะเกิดขึ้น ความมีเสถียรภาพทางการเมืองและทางเศรษฐกิจก็จะเกิดขึ้น ความรุ่งเรืองมั่งคั่งก็จะตามมา การพัฒนาสังคมจึงจะก้าวไปสู่การบรรลุประโยชน์สุขและสันติสุข อันเป็นประโยชน์แก่พระพุทธศาสนาตลอดถึงเพื่อเป็นการสืบต่ออายุพระพุทธศาสนาให้คงอยู่สืบต่อไปอีกด้วย

พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต). ทางสายอิสรภาพของการศึกษาไทย, 2541, พิมพ์ครั้งที่ 2, กรุงเทพมหานคร : มูลนิธิพุทธธรรม, 103.

ลิขิต ธีรเวคิน. บทบาทของศาสนาพุทธในสังคมยุคใหม่. นสพ.ผู้จัดการรายวัน [14 สิงหาคม 2556]         

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s