ปัญหาเกี่ยวกับอุเบกขาและการตีความ

นายเจตนิพัทธ์ พิธิยานุวัฒน์

ปัจจุบันนี้ มีบางคนเข้าใจ อุเบกขา ด้วยภาษาสามัญ  โดยแปล อุเบกขาว่า วางเฉย  นิ่งเฉย  เพ่งเฉย หรือนิ่งอยู่เฉย ๆ   จึงทำให้เข้าใจความหมายของอุเบกขาตามการแปลความนั้น นั่นคือ มองอุเบกขาและธรรมที่มีอุเบกขาเข้าไปเกี่ยวข้องว่า เป็นส่วนที่ทำอะไรไม่ได้  ได้แต่นิ่งเฉย ไม่ปรากฏผลใด ๆ ทำให้เกิดทรรศนะในทางลบกับหลักอุเบกขา  นัยแห่งปัญหาต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับหลักธรรมเรื่องอุเบกขาจึงมีดังนี้

1. ปัญหาเกี่ยวกับความเข้าใจเรื่องอุเบกขาธรรมผิด ส่งผลให้เกิดการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้องตามมา พุทธศาสนิกชนส่วนหนึ่ง ยังปฏิบัติอุเบกขาธรรม ไม่สอดคล้องกับความหมายที่แท้จริงตามหลักของพระพุทธศาสนา เมื่อเข้าใจและตีความหมายผิด จึงส่งผลให้ปฏิบัติกันอย่างผิดๆ

2. ปัญหาเกี่ยวกับความเข้าใจเรื่องอุเบกขาธรรมถูกต้อง แต่ก็ละเว้นที่จะปฏิบัติ โดยในประเด็นนี้ พุทธศาสนิกชนมักจะคิดว่าเป็นหน้าที่โดยตรงของพระสงฆ์เท่านั้นที่จะสามารถปฏิบัติอุเบกขาธรรมได้

หากแต่อุเบกขาเป็นคุณลักษณะของปัญญาที่เกิดในองค์ฌานที่เฝ้าสังเกตพิจารณาดูอาการของจิต เจตสิก และรูป หรือขันธ์ห้า หรือ ปฏิจจสมุปบาทที่แสดงอาการความจริงออกมาในขณะที่จิตนิ่งสงบในระดับฌานสมาธิ ตั้งแต่ระดับฌานที่  4 ขึ้นไปจนถึงฌานที่ 8  ปัญญาขั้นอุเบกขานี้ จะพิจารณาเห็นความจริงของปรมัตถธรรมทั้ง 3  ข้อคือ จิต เจตสิก และรูป หรือขันธ์ห้าโดยละเอียด ดังพุทธพจน์ที่ว่า “เพราะละสุขและทุกข์ได้แล้ว    เพราะโสมนัสและโทมนัสดับไปก่อนแล้ว    เราได้บรรลุจตุตถฌานที่ไม่มีทุกข์    ไม่มีสุข    มีสติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขาอยู่” (วิ.มหา.(ไทย) 1/11/6)

บรรดาอุเบกขา  2  อย่างนั้น   อุเบกขาใดบุคคลรู้ว่า  เมื่อเราเสพอุเบกขานี้แลอกุศลธรรมทั้งหลายเสื่อมลง  กุศลธรรมทั้งหลายเจริญยิ่งขึ้น  อุเบกขาเช่นนี้เป็นอุเบกขาที่ควรเสพ     ในอุเบกขานั้น  อุเบกขาใดมีวิตก  มีวิจาร  และอุเบกขาใดไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร บรรดาอุเบกขา  2  อย่างนั้น  อุเบกขาที่ไม่มีวิตก  ไม่มีวิจาร  ประณีตกว่า   ข้อที่เรากล่าวไว้ว่า    จอมเทพ  เรากล่าวอุเบกขาไว้  2  อย่าง  คือ  อุเบกขาที่ควรเสพและอุเบกขาที่ไม่ควรเสพ เรากล่าวเพราะอาศัยเหตุนี้

(ที.ม.(ไทย) 10/362/289)

อุเบกขาในอัปปมัญญา เป็นการแผ่เมตตาอย่างไม่มีขอบเขต เป็นคุณธรรมของพระภิกษุผู้เป็นพระโยคาวจร  ผู้มุ่งปฏิบัติเพื่อขัดเกลากิเลสของตนให้หมดจด  (ที.ปา.(ไทย) 11/308/280)  เมื่อภิกษุเจริญอุเบกขาภาวนาอยู่เป็นประจำย่อมได้รับอานิสงส์เบื้องต้นคือ การละความหงุดหงิดรำคาญใจได้  ซึ่งมีการสลัดตนออกจากกิเลสได้ในที่สุด  ดังพุทธพจน์ที่ว่า “เธอจงเจริญอุเบกขาภาวนาเถิด    เพราะเมื่อเธอเจริญอุเบกขาภาวนาอยู่  จักละความหงุดหงิดได้”

(ม.ม.(ไทย) 13/120/131)

เมื่อตีความ “อุเบกขา” ตามตัวอักษรว่า คอยดู อุป แปลว่าเข้าไป อิกขะ แปลว่ามอง เข้าไปมอง คือ คอยมอง หรือมองอยู่ใกล้ๆ มองดู ไม่ได้ทิ้ง ต้องปฏิบัติให้ได้ผลตามกฎธรรมชาติลักษณะสำคัญของอุเบกขาเป็นการสร้างจุดยืนที่มั่นคง เป็นสภาวะปราศจากความรู้สึกสุขหรือทุกข์ และเป็นสภาวะที่เกิดขึ้นจากความเข้าใจเรื่องกฎแห่งกรรมและวิบากอย่างลึกซึ้ง เพราะจิตมีความสมบูรณ์ (Completeness) ในตัวเอง  เป็นสภาวะแห่งความสมบูรณ์ของจิต (Balance of Consciousness) ดังที่พระพุทธโฆสาจารย์ ผู้แต่งคัมภีร์วิสุทธิมรรคได้อธิบายว่า อุเบกขามีลักษณะทำให้จิตและความรู้สึกต่าง ๆ ดำเนินไปอย่างสมบูรณ์ มีหน้าที่ตรวจตราดูความบกพร่องหรือความผิดปกติของจิตอยู่เสมอ และมีสภาวะปรากฏอยู่ด้วยความมีจุดยืนของตัวเอง มีดุลยภาพอยู่เสมอ

อีกประการหนึ่งคือ อุเบกขามีความมุ่งหมายเพื่อฐานรองรับการปฏิบัติของบุคคล  ให้มีสติอยู่เสมอ  ไม่ยึดติดอยู่กับตัวอุเบกขานั้นว่าเป็นหนทางแห่งความหลุดพ้น หากว่าโดยประเภทแล้วมีอยู่ด้วยกัน  10  ประการ  (1) ฉฬงฺคุเปกฺขา อุเบกขาประกอบด้วยองค์หกคือ การวางเฉยในอายตนะทั้งหก  (2) พฺรหฺมวิหารุเปกฺขา อุเบกขาในพรหมวิหาร (3) โพชฺฌงฺคุเปกฺขา อุเบกขาในโพชฌงค์ คือ อุเบกขาที่อิงความสงบ   (4) วิริยุเปกฺขา อุเบกขาใน วิริยะ  (5) สงฺขา-รุเปกฺขา อุเบกขาในสังขาร คือ การไม่ยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ห้า (6) เวทนูเปกฺขา อุเบกขาในเวทนา (7) วิปสฺสนูเปกฺขา อุเบกขาในวิปัสสนา   (8) ตตฺรมชฺฌตฺตุเปกฺขา   อุเบกขาในเจตสิกหรืออุเบกขาที่ยังธรรมทั้งหลายที่เกิดพร้อมกันให้เป็นไปเสมอกัน   (9)  ฌานุเปกฺขา  อุเบกขาในฌาน (10) ปาริสุทฺธิอุเปกฺขา อุเบกขาบริสุทธิ์จากข้าศึก

ดังนั้น  อุเบกขาหรือความวางเฉยที่ถูกต้อง หมายถึง ท่าทีการถืออุเบกขาหรือความวางเฉยแบบมีปัญญากำกับ  เรียกว่า “ญาณุเบกขา” เป็นอุเบกขาที่อิงอาศัยความรู้คือปัญญา และต้องมาควบคู่กับปัญญาเสมอ ซึ่งการใช้ปัญญานี้ย่อมต้องเป็นไปตามสัญชาตญาณปัญญาของมนุษย์ตามกระบวนทรรศน์ปรัชญาหลังนวยุคสายกลาง (moderate postmodern philosophy) ที่เน้นความไม่ยึดมั่นถือมั่น (detachment) จึงทำให้บุคคลสามารถใช้ปัญญาพิจารณาให้เห็นประจักษ์ชัดว่า อะไรคือความจริง อะไรคือความถูกต้อง อะไรคือความดีงาม อะไรคือหลักการ เป็นต้น อุเบกขายังเน้นความเป็นกลาง ไม่เอนเอียงเข้าข้างเพราะชอบ เพราะชัง เพราะหลง เพราะกลัว การปฏิบัติตามหลักอุเบขายังเป็นการทรงความยุติธรรมไม่ลำเอียงต่อผู้ใดผู้หนึ่งอีกด้วย ดังนั้น อุเบกขาจึงเป็นการปฏิบัติอุเบกขาเพื่อรักษาบุคคลอันเป็นระดับคุณภาพของการพัฒนาคุณภาพชีวิต ผู้มีอุเบกขาจึงจะมีลักษณะเป็นคนหนักแน่น มีสติอยู่เสมอ ไม่ดีใจไม่เสียใจจนเกินเหตุ เป็นคนยุติธรรม ยึดหลักความเป็นผู้ใหญ่ รักษาความเป็นกลางไว้ได้มั่นคง ไม่เอนเอียงเข้าข้าง ปฏิบัติหน้าที่ด้วยเหตุผลถูกต้องคลองธรรม ปฏิบิติตนได้ด้วยความพอดี  ทั้งนี้ การปฏิบัติอุเบกขายังสามารถขยายผลเพื่อรักษาสังคม เพื่อเป็นพื้นฐานการปรับปรุงการอยู่ร่วมกันของทุกชีวิตด้วยดุลยภาพ และการปฏิบัติอุเบกขาเพื่อรักษาธรรมอันเป็นเป้าหมายสูงสุดอีกด้วย ดังนั้น อุเบกขาตามปรัชญาหลังนวยุคสายกลางย่อมเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตเพื่อความสุขแท้ในโลกนี้ได้และย่อมส่งผลต่อสุคติภูมิในโลกหน้าอย่างแน่นอน  

การตีความหลักอุเบกขาด้วยปรัชญาหลังนวยุคสายกลางเป็นการเสริมทำให้เกิดความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งและชัดเจน (clear and distinct) นั่นถือ เข้าใจได้อย่างถูกต้อง ตรงตามธรรมและไม่เกิดข้อกังขาเชิงตรรกะอีก และแสดงให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของอุเบกขาในฐานะข้อธรรมที่คัมภีร์พระพุทธศาสนาได้แสดงไว้ว่าพระพุทธองค์และเหล่าสาวกของพระพุทธองค์นั้นล้วนใช้หลักอุบกขา อย่างสม่ำเสมอ ทั้งในส่วนของการปฏิบัติและในส่วนของการนำไปแก้ปัญหาหรือการพัฒนาในเรื่องต่างๆ ดังนั้น อุเบกขาจึงดำเนินไปด้วยปัญญา ซึ่งย่อมจะมีพลังแห่งหลังนวยุคแสดงผ่านการสร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ ที่ได้สร้างประโยชน์แก่ตนเองและผู้อื่น  มีพลังปรับตัวเพื่อแก้ปัญหา  ใช้วิจารณญาณตามกระบวนทรรศน์หลังนวยุคในการแก้ปัญหาต่าง ๆ โดยมีขั้นตอนของการวิเคราะห์และการประเมินค่าเป็นส่วนสำคัญ  เมื่อปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้วย่อมก่อให้เกิดความรับผิดชอบในการปฏิบัตินั้น มีพลังร่วมมือกันในธำรงสรรพสิ่งตามความเป็นจริง อันเป็นการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา เพื่อให้สิ่งดี สิ่งมีประโยชน์ สิ่งที่ปราชญ์สรรเสริญ ได้ถูกเผยแผ่ และมีการปฏิบัติตามหลักคำสอนร่วมกัน มีพลังแสวงหาอย่างพอเพียงจนเข้าถึงคำสอนศาสนาได้ ทำให้เจริญในการประพฤติพรหมจรรย์ ฝึกฝนความสามารถที่ทำให้เกิดการสำรวมและความสงบทางจิตใจ (สมาธิ) รวมถึงการพิจารณาและการรู้เงื่อนไขและความเกี่ยวโยงของการดำรงอยู่ด้วยปัญญาตามหลักพรหมวิหารธรรมและมรรคอันเป็นทางแห่งพระนิพพาน

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s