From One2Three to EOCR knowledge system

ผศ.(พิเศษ) ดร.เอนก สุวรรณบัณฑิต

เมื่อเราสนใจความเป็นอยู่ของสรรพสิ่ง เราย่อมต้องเริ่มจากการมีอยู่ของสิ่งนั้น การมีอยู่แรกสุด คือ 1 (one) การมีอยู่แรกสุดนี้ สิ่งที่มีอยู่นี้ถือเป็น การมีอยู่เริ่มต้นของสิ่งอื่น ถ้าไม่มีสิ่งแรกย่อมไม่มีสอง สาม สี่ได้ สำหรับสิ่งแรกสิ่งที่เราจะรู้ได้มีเพียง สารัตถะ (substance: essence) อันเป็นเนื้อแท้ของสิ่งนั้น เราไม่สามารถรู้อะไรได้มากกว่านั้น

แต่เมื่อมี 2 สิ่ง เราสามารถเปรียบเทียบได้ว่า สิ่งนั้นเหมือนหรือต่างจากสิ่งเดิม ถ้าเหมือนกันก็เป็นพวกเดียวกัน (sameness) ถ้าต่างกันก็เป็นสิ่งใหม่ อะไรที่ต่างกัน (difference) สิ่งนั้นก็ได้แก่ ปริมาณ (quantity) คุณภาพ (quality) รูปร่าง (shape) และสภาวะมี (condition) และเมื่อมี 2 สิ่ง ก็จะมีระยะระหว่างกัน เราจึงต้องระบุตำแหน่ง (place) ของแต่ละสิ่ง และต้องถามอีกว่า อะไรมาก่อนกัน (time) เพื่อชี้ว่าอะไรคือ สิ่ง 1 อะไรคือ สิ่ง 2 เพื่อไม่ให้สับสน

หลังจากนั้นหากมีสิ่งที่ 3 เราต้องตัดสินใจว่าสิ่งที่ 3 นี้ เหมือนสิ่ง 1 หรือ สิ่ง 2 หรือ ไม่เหมือนเลย เป็นสิ่งใหม่ เป็นสิ่ง 3 หากเป็นสิ่ง 3 ตรงนี้จะทำให้เกิดเป็นลำดับความสัมพันธ์ (relative) ว่าสิ่ง 3 นี้ใกล้เคียงกับ 1 หรือ 2 มากกว่ากัน เป็นเรื่องของพวก (group) เป็นการแบ่งกลุ่ม เมื่อมีกลุ่มเช่นนี้ก็จะต้องดูว่า 3 มีผลอะไรกับ 1 และ 2 ด้วย (affection) หลังจากนั้น ไม่ว่าจะมี 4, 5 หรือ 6 หรือเท่าไรเกิดขึ้น ก็ใช้หลักเดียวกันกับการพิจารณา 1-2-3 นี้

เมื่อเราเข้าใจความเป็นจริงเช่นนี้ เราก็จะพิจารณาได้ว่า สิ่งใดๆ ล้วนมีสารัตถะ (essence) และมีอยู่ (exist) ซึ่งการมีอยู่นี้ต่างมีผลต่อกันและกัน จึงต้องพิจารณาการมีอยู่ของสิ่งต่างๆ ว่าเป็นอิสระต่อกัน หรือ มีอิทธิพลต่อกัน สิ่งเหล่านั้น ตัวมันเองทำอะไร (function) และเกิดผลอะไร (result) ซึ่งมนุษย์มุ่งที่จะรู้ในฐานะกฎ (law) และหลักการควบคุม (controlity) อันเป็นส่วนของศักยภาพของมนุษย์ (potentiality) ที่จะก้าวหน้าไปเรื่อยๆ

เพื่อที่จะแน่ใจในความเป็นจริง มนุษย์จึงต้องมั่นใจได้ว่า สิ่งที่รู้นั้นจริง จึงใช้แนวทางญาณปรัชญา (epistemology) เป็นเส้นทางในการเข้าถึงที่สำคัญ โดยมี เนื้อหาสำคัญ 2 ประการ คือ เราได้ความรู้มาอย่างไร (theory of knowledge) และ เกณฑ์ค้ำประกันความจริง (criteriology) โดยยึดตามหลักการตัดสินความจริง (justified true belief) ของเพลโทว์ เมื่อความรู้ได้ข้อสรุปแล้ว ก็จะมีผลลัพธ์เป็น เนื้อหาความรู้ (subject of knowledge) ซึ่งต่อมาได้เพิ่มพูนจนเข้มแข็งกลายเป็นวิชาต่างๆ

ในขณะเดียวกัน เนื้อหาความรู้ทั้งหลายเหล่านี้ก็ได้กลายเป็นวัตถุดิบสำหรับปรัชญาประยุกต์ที่พิจารณาผลของศาสตร์ความรู้ (science) ในด้านต่างๆ เรียกว่า ปรัชญาความรู้ (philosophy of knowledge) ซึ่งจะทวนกลับเป็นอภิปรัชญาโดยพิจารณาถึงแก่นปรัชญาของแต่ละชุดความรู้และสาขาความรู้ที่พอจะวิเคราะห์และเรียบเรียงออกมาเป็นระบบความรู้ว่ามีแก่นปรัชญาใด มีสารัตถะใด เพื่อให้เข้าใจถึง การมีอยู่ ลำดับ ความสัมพันธ์ และความต่อเนื่องในการขยายตัวของวิชาความรู้ต่างๆ

ผู้เขียนได้ใช้แนวทางปรัชญากระบวนทรรศน์เพื่อสะท้อนเส้นความคิดมนุษยชาติต่อความรู้ไว้ในงานวิทยานิพนธ์และบทความวิจัยเรื่อง สังคมบนฐานความรู้กับสันติภาพ (เอนก สุวรรณบัณฑิต, กีรติ บุญเจือ, 2558 หน้า 149-160) และขยายความเพิ่มเป็นบทความหลายแห่ง [1][2][3][4][5] ซึ่งได้ตกผลึกความคิดจนนำไปสู่ EOCR thinking system (scheme) ในปี 2559 และได้ ทดลองสอนในชั้นเรียนปริญญาเอกในวิชาปรัชญาและจริยศาสตร์ยุคกลาง ตั้งแต่ปี พ.ศ.2560 เพื่อดูว่าจะมีผู้เข้าใจตามระบบเครือข่ายความคิดของผู้เขียนได้หรือไม่ อย่างไร และนำเสียงสะท้อนมาปรับแนวคิดจนนำไปสู่การพัฒนาโมเดลความคิดในปี พ.ศ.2563

medieval knowledge
original scheme from initiated lecture by Dr.Anek Suwanbundit, Ph.D on october 7, 2017
EOCR knowledge system
modified EOCR model by Dr.Anek Suwanbundit, Ph.D on March 4, 2020

เค้าโครงความรู้ในยุคกลางแบ่งเป็น 4 ประเภทใหญ่ ได้แก่

  1. Emergence การเกิดขึ้น เป็นเนื้อหาว่าด้วยการกำเนิดสรรพสิ่ง คือ สนใจในเรื่องของสิ่งแรกสุดอยางจักรวาลวิทยา (cosmogony-cosmology) การสร้าง (creation) และ ความเป็นพระเจ้า (God) โดยมองการปรากฎมีขึ้นเป็น 2 แบบได้แก่
    • debut การปรากฎขึ้นเองในครั้งแรกสุด หลังจากนั้นจะมีเหตุปัจจัยต่างๆ มาทำให้มีการเกิดเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องไปเรื่อยๆ
    • genesis การปรากฎจากการสร้าง เป็นการปรากฎของสรรพสิ่งจากการสร้างของพระเจ้าหรือเทพเจ้า การรังสรรค์สร้างทำให้สรรพสิ่งเกิดขึ้นในชั้นแรก และสืบทอดต่อๆ กันมา
  2. Order ลำดับของสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างจำเพาะและอิทธิพลระหว่างสิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านั้น โดยพิจารณาผ่านกฎ (law) และความสัมพันธ์ (relation) ที่นำไปสู่กฎต่างๆ ภาวะสมดุลของกฎกับความเป็นจริง โดยแยกเป็น
    • law กฎธรรมชาติที่มีอยู่อย่างเป็นระบบ มีกฎที่ประสานสอดคล้องกันและส่งผลถึงกันได้
    • relative ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่ง 1 สิ่ง 2 และ สิ่ง 3 โดยพิจารณาจากอิทธิพลที่มีต่อกัน สูงต่ำ (superior-inferior: on-under, above-below) ใกล้ไกล (near-far) หรืออื่นๆ เช่น inside-over, around-among-between, through-outside, along-across, toward-backward, opposite, in-on-at เป็นต้น
      undefined
  3. Controlity การกำกับควบคุมสิ่งที่เกิดขึ้นต่างๆ ในปัจจุบันเพื่อให้ธำรงความสมดุล โดยเน้นในด้านต่างๆ ดังนี้
    • การจัดลำดับสูงต่ำของสรรพสิ่ง (order) เมื่อเข้าใจถึงความสัมพันธ์แล้ว มนุษย์ก็กำหนดคุณค่าของสิ่งเหล่านั้นตามลำดับความสัมพันธ์ และกำกับไว้ให้อยู่ในสถานะเช่นนั้นโดยพิจารณาความเหมือนและความต่างเป็นสำคัญ
    • การจัดการอำนาจระหว่างกัน (power) เมื่อทำการจัดลำดับสูงต่ำแล้ว ก็จะควบคุมอิทธิพลที่มีต่อกันทั้งทางตรงและทางอ้อม และการจับขั้วของกลุ่มต่างๆ โดยพิจารณาความเท่าเทียมและความเท่ากันเป็นสำคัญ
    • ความเป็นหน้าที่ (duty) เป็นการกำหนดรู้ว่าสิ่งนั้น กลุ่มสิ่งนั้น มีหน้าที่อย่างไร มีกฎอะไรควบคุมและมีความชอบธรรมในการทำหน้าที่อย่างไร
    • ความรับผิดชอบ (responsibility) เป็นการกำหนดขอบเขตการกระทำตามหน้าที่ของสิ่งนั้น กลุ่มสิ่งนั้น และความไวในการตอบสนองสิ่งต่างๆที่จะเกิดขึ้นตามมา
  4. Result ผลที่เกิดขึ้นจากลำดับและการกำกับนั้น โดยพิจารณาในฐานะสิ่งเกิดขึ้นเป็นครั้ง (discretion) หรือ เกิดต่อเนือง (continuity) ทั้งนี้ มีหลัก 4 ประการที่จะต้องพิจารณา ได้แก่
    • หลักเจตนา (intention) หลักสำคัญของผลที่เกิดขึ้นคือ เป็นผลของเจตนาหรือเป็นผลที่เกิดโดยไม่เจตนา
    • หลักกระทำ (commitment) ผลที่เกิดนั้น เป็นการกระทำด้วยความสมัครใจกระทำหรือถูกบังคับให้กระทำ
    • หลักอรรถประโยชน์ (utilization) ผลที่เกิดขึ้นเป็นประโยชน์แก่ตนหรือไม่ หรือเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม
    • หลักผลลัพธ์ (outcome) ผลที่เกิดเป็นผลของการกระทำ (output) หรือ เป็นผลที่เกิดต่อเนื่องมากจากเหตุปัจจัย (consequence) และส่งผลต่อสิ่งอื่นต่อไปอย่างไร

ตัวอย่างเช่น การคิดบนเส้นความคิดว่า สิ่งต่างๆ เกิดขึ้นเอง debut จะได้เส้นความคิดดังภาพ

undefined

การเรียนรู้ EOCR scheme จะต้องเรียนไปตามลำดับและคิดย้อนทวนไปมาในแต่ละประเภทได้ ทั้งนี้ เมื่อได้รับคำถามจะต้องพิจารณาเสียก่อนว่า คำถามนั้นเป็นเรื่องในประเภทใหญ่ใด เรื่องใด และจึงค่อยพิจารณาเนื้อหาคำตอบ การตอบภายในประเภทเดียวกัน คือ การแสดงความเป็นจริง หากขยายไปสู่ประเภทที่มีลำดับก่อนหน้า เช่น คำถามอยู่ในประเภท Controlity เนื้อหาด้าน order แล้วขยายกรอบคิดไปถึงประเภท Order เนื้อหา law หรือ relation จะเท่ากับเป็นการทดสอบ/ตั้งทฤษฎีใหม่ นั่นเอง

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s