Postmodern epistemology

พ.ท.หญิง ดร.สุดารัตน์ น้อยแรม

….

ญาณปรัชญาหลังนวยุค

ภาวะความเป็นอยู่ตามที่อภิปรัชญาสอน นักหลังนวยุควิพากย์ว่าเป็นเพียงจินตนาการ ความเพ้อฝัน เป็นอภิเรื่องเล่า (meta-narrative) เป็นเรื่องเหลวไหล นักคิดกลุ่มรื้อถอนนิยม (deconstructionism) จะหยุดอยู่ตรงนี้ แต่นักคิดกลุ่มรื้อสร้างใหม่นิยม (reconstructionism) จะดำเนินการสร้างใหม่ โดยเสนอว่าความเป็นจริงใหม่ที่ควรสนใจศึกษาแทนอภิปรัชญาเดิม ญาณปรัชญาของหลังนวยุคคือการใช้วิจารณญาณและอรรถปริวรรต ชี้ถึงความเป็นความจริงที่อยู่ใกล้ตัวและถูกมองข้ามว่าเป็นเรื่องควรสนใจศึกษา ความจริงใหม่ของชาวหลังนวยุคคือ ความหมายของสิ่งและเรื่องราวต่าง ๆ ที่พบเห็นรอบ ๆ ตัวเราและทั่ว ๆ ไป เป็นความจริงที่อยู่ในประสบการณ์ของทุกคน พบเห็นอยู่ทุกหนทุกแห่ง สร้างปัญหาอยู่เป็นประจำ เป็นของสามัญเกินไปจึงไม่ได้รับความสนใจ มีความสำคัญมาก ควรเป็นเนื้อหาอภิปรัชญาได้เป็นอย่างดี ในฐานะเป็นความจริงในประสบการณ์ของมนุษย์ทุกคน

ภาษาคือสัญญะของความรู้ (language is Sign of knowledge) คำจะมีความหมายก็ต้องตรงกับประสบการณ์ตรงของข้อมูลทางผัสสะ[1] วิธีการหาความจริง(truth)ไม่จำเป็นต้องรู้ความเป็นจริงให้แน่นอนเสียก่อน เพราะว่าการพิสูจน์เชิงตรรกะกำหนดให้มีนิยามและมูลบทนั้นถือว่าไม่ใช่วิธีการที่ถูกต้อง เพราะว่าเป็นไปไม่ได้ ทางที่ดีควรรวบรวมข้อความต่าง ๆ ที่วิทยาศาสตร์ใช้บรรยายความเป็นจริงแล้วมาสะสางดูว่าข้อความไหนขัดกับผลของการทดลองก็คัดทิ้งเสีย ที่เหลือแม้พิสูจน์ไม่ได้ว่าจริงแต่ก็ไม่ผิดก็ให้เก็บไว้ด้วย

นักคิดที่สำคัญจะเป็นนักคิดนวยุคในช่วงที่เกิดความกังขาต่อระบบเครือข่าย ซึ่งได้มีแนวคิดที่ปรับญาณปรัชญาจากตรรกวิทยา และวิทยาศาสตร์มาเป็นการเลือกใช้เครื่องมือในการพิสูจน์ความจริงซึ่งแตกต่างไปตามลัทธิ ซึ่งนักคิดหลังนวยุคได้คัดค้าน และเสนอแนวทางการใช้วิจารณญาณร่วมด้วย แนวคิดที่เป็นหลังนวยุคเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

ลำดับการปรับเปลี่ยนญาณปรัชญาได้แก่

อิมมานุเอล คานท์ (Immanuel Kant ค.ศ. 1724 – 1804) สอนว่า เหตุผลเป็นช่องที่ 12 ของโครงสร้างของมนัส มนุษย์เราจึงเข้าใจเหตุผลของกันและกันได้ และฝึกสมองให้รู้จักใช้เหตุผลอย่างรัดกุมเพิ่มขึ้นได้

ฟริดริช เฮเกล (Friedrich Hegel ค.ศ. 1770 – 1831) ถือว่าเหตุผลและวิธีคิดที่สมบูรณ์แบบคือ ปฏิพัฒนาการ (dialectic) วิธีนี้วิธีเดียวเท่านั้นที่ให้ความจริง และอาจจะนำมนัสเข้าถึงองค์สัมพัทธ์ทำให้เข้าใจปรมัตถสัจอย่างสมบูรณ์

เฟรเก[2] (Friedrich Ludwig Gottlob Frege ค.ศ. 1848 – 1925) เสนอให้ใช้ตรรกวิทยาสัญลักษณ์สร้างภาษาอุดมการณ์ขึ้นสำหรับเป็นเครื่องมือของวิชาการ ทำให้มีการค้นคว้าทางตรรกวิทยาสัญลักษณ์และปรัชญาภาษา

เบอร์ทรันด์ รัสเซลล์[3] (Bertrand Russell ค.ศ. 1873 – 1970) เสนอให้ใช้ตรรกวิทยาเป็นพื้นฐานหาความจริงทางอภิปรัชญา และให้ใช้ทั้งตรรกวิทยาและคณิตศาสตร์ที่รวมตัวกันเช่นนี้เป็นเครื่องมือของความคิดทางวิชาการ เรียกว่าปรมาณูนิยมเชิงตรรกะ (logical atomism)

วิกเกนชทายน์ (Ludwig Wittgenstein ค.ศ. 1889 – 1951) ชาวออสเตรียเสนอให้ใช้การวิเคราะห์ภาษา ทั้งภาษาอุดมคติ (ideal language) และภาษาสามัญ (ordinary language) เป็นตรรกวิทยาแผนใหม่ ตรรกวิทยาในปัจจุบันจึงวิเคราะห์การใช้เหตุผลในทุกแง่ทุกมุม

โมริทซ์ ชลิค[4] (Moritz Schlick ค.ศ.1882 – 1936) มองว่าภาษาคือสัญญะของความรู้ซึ่งไม่จำเป็นต้องรู้ความเป็นจริงเสียก่อน เพราะคำจะมีความหมายก็ต้องตรงกับประสบการณ์ตรงของข้อมูลทางผัสสะ หรือเป็นความหมายของข้อมูลทางผัสสะโดยตรงประโยคทุกประโยคจะจริงก็ต่อเมื่อประกอบด้วยคำที่มีความหมายและมีความสัมพันธ์ที่ทดสอบดูได้ ตรรกวิทยามีหน้าที่รับเอาความจริงพื้นฐานเหล่านี้มาจัดเข้าให้เป็นระบบอย่างชัดเจน เมื่อมีการผิดพลาดจะได้เห็นง่าย เพราะฉะนั้นต้องแยกโครงสร้างของความรู้ จากเนื้อหาของความรู้ การใช้เป็นเกณฑ์ตัดสินความหมายของภาษา ไม่อาจใช้วิธีอุปนัยได้เพราะไม่สามารถทดสอบได้ทุกหน่วย จะสรุปว่ามีความหมายได้อย่างไร ประโยคและข้อความต้องเป็นไปตามกฎเกณฑ์สังเคราะห์หรือประสบการณ์ ข้อความอภิปรัชญาเป็นเพียงคำพูดเรียงต่อกันเฉย ๆ ไม่มีความสัมพันธ์จึงหาความหมายอะไรไม่ได้ ความสัมพันธ์ระหว่างเครื่องหมายนั่นแหละคือความรู้ ความสัมพันธ์จะมีได้ก็ต่อเมื่อเดินตามกฎเกณฑ์ของการวิเคราะห์เชิงตรรกะหรือเชิงภาษา ซึ่งมีลักษณะดังนี้

1) วิเคราะห์เชิงวากยสัมพันธ์ (Syntactical Analysis) คำ ๆ เดียวกันอาจมีความหมายหลายอย่างแล้วแต่บริบท ต้องกำหนดกันให้แน่นอนก่อนใช้ มิฉะนั้นเกิดปัญหาสับสน

2) การตีความหมายประสบการณ์ กำหนดให้รู้ว่าคำนี้ใช้ในข้อความนี้หมายถึงอะไร

3) เมื่อทำความเข้าใจกันเช่นนี้แล้วก็ให้ถามดูว่าประโยคที่เป็นปัญหาอยู่นั้นรับรองความเป็นจริงได้เสมอไปหรือไม่ ถ้ามีข้อยกเว้นก็เป็นประโยคสังเคราะห์หลังประสบการณ์ ถ้าไม่มีเลยก็เป็นประโยควิเคราะห์ก่อนประสบการณ์

ซาตร์[5] (Jean-Paul Sartre ค.ศ.1905-1980) เสนอให้คิดสร้างปรัชญาของตนเองขึ้นมา มีวิธีการมองเห็นปัญหาของตนเองและมีวิธีหาคำตอบให้แก่ตนเอง

โบดิยาร์ด (Jean Baudrillard ค.ศ.1929-2007) เสนอให้คิดเรื่อง simulacrum ซึ่งเป็นภาวะเหนือจริง (superreality) และเสนอให้ใช้วิจารณญาณในการพิจารณาตรรกะต่างๆ ทางสังคม มูลค่าการใช้สอยและมูลค่าการแลกเปลี่ยนตามแนวทางของมากซ์ (Karl Marx ค.ศ. 1818-83) ไม่เพียงพอที่จะใช้ทำความเข้าใจสังคมแห่งการบริโภคได้อย่างเท่าทัน เพราะวัตถุในสังคมแห่งการบริโภคจะมีคุณค่าตามระบบหรือโครงสร้างที่ถูกจัดตั้งขึ้น นอกจากประโยชน์ใช้สอยแล้ว วัตถุถูกกำหนดในฐานะที่เป็นส่วนประกอบในการสร้างบรรยากาศของระบบคุณค่าใดระบบคุณค่าหนึ่ง ที่มีอยู่อย่างมากมายในสังคมสมัยใหม่ ควรพิจารณามุ่งเน้นไปที่การผลิต การใช้ และควบคุมตัวหมายทางสังคม (social signifiers) โบดิยาร์ดชี้ว่ามีตรรกวิทยาอยู่ 4 ชุดที่มีความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กับตรรกวิทยาแห่งการบริโภค (logic of consumption) อันได้แก่

      1. ตรรกวิทยาเชิงหน้าที่ของการใช้ (A functional logic of use value) คือ การมองวัตถุในฐานะเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ (tool/instrument)
      2. ตรรกวิทยาเชิงเศรษฐศาสตร์ของค่าการแลกเปลี่ยน (An economic logic of exchange value คือการมองวัตถุในฐานะเป็นสินค้า (commodity)
      3. ตรรกวิทยาการแลกเปลี่ยนเชิงสัญลักษณ์ (A logic of symbolic Exchange) ซึ่งเป็นตรรกวิทยาหลายความหมาย (Ambivalence) โดยวัตถุจะอยู่ในฐานะที่เป็นของ ขวัญ (gift) หรือเป็นสัญลักษณ์ (Symbol ) แทนความสัมพันธ์
      4. ตรรกวิทยาค่าสัญญะ (A logic of sign value) โดยวัตถุจะถูกมองในฐานะที่เป็นสัญญะ (sign) ที่บ่งบอกสถานภาพทางสังคม (standing) อัตลักษณ์ (identity) รูปแบบการใช้ชีวิต (style) เกียรติภูมิ (prestige) หรืออำนาจ (power) ของบุคคลหนึ่ง

ด้วยแนวคิดวจนศูนย์นิยมซึ่งเห็นความตรงกันของเครือข่ายความคิด เครือข่ายตรรกะและเครือข่ายภาษา ตั้งแต่ยุคโบราณถึงนวยุค และการวิพากษ์ด้วยแนวคิดหลังนวยุค ได้ทำให้เกิดการประเมินคุณค่าของวิธีพิสูจน์สำคัญ ทั้ง 2 วิธี[1] ได้แก่

  1. การพิสูจน์คุณค่าของอุปนัย (Value of induction) กฎความสมเหตุสมผลของอุปนัยมีกฎเดียว คือ ต้องมีประสบการณ์จนสามารถปักใจได้ ถ้าปฏิบัติตามข้อนี้ อุปนัยกรณีนั้นก็มีความสมเหตุสมผลเป็นคุณค่าทางตรรกวิทยา ถ้าปฏิบัติบกพร่องจากกฎนี้ ก็ตัดสินได้ว่ามีคุณค่าทางตรรกวิทยาไม่สมเหตุสมผล ส่วนคุณค่าทางญาณวิทยา ถ้าเป็นอุปนัยโดยการสำรวจทุกหน่วยอย่างละเอียดถี่ถ้วน ก็อาจจะมีคุณค่าเป็นความจริงได้ มิฉะนั้นจะมีคุณค่าเป็นความน่าจะเป็นหรือความเท็จแล้วแต่กรณี แต่ถ้าเป็นอุปนัยโดยการสำรวจตัวอย่าง (Implicative induction) เราไม่มีทางแน่ใจได้ 100 % ว่าส่วนที่ไม่ได้สำรวจนั้นจะเหมือนกับตัวอย่างที่สำรวจ เราเพียงแต่อนุมานได้ว่าส่วนที่ไม่ได้สำรวจก็น่าจะเหมือนตัวอย่างที่เราสำรวจแล้ว แม้รักษากฎอย่างเคร่งครัดมีความสมเหตุสมผล 100 % คุณค่าทางญาณวิทยาก็จะอยู่ในระดับของความน่าจะเป็นที่มีระดับต่าง ๆ
  2. การพิสูจน์คุณค่าของนิรนัย (Value of deduction) การพิสูจน์แบบนิรนัยต้องรักษากฎความสมเหตุสมผลจึงนับว่ามีคุณค่าทางตรรกวิทยาเป็นความสมเหตุสมผล แต่ถ้าผิดกฎข้อใดข้อหนึ่งเพียงกฎเดียว ก็มีคุณค่าทางตรรกวิทยาเป็นความไม่สมเหตุสมผล คุณค่าทางญาณวิทยาของการพิสูจน์แบบนิรนัยนั้นขึ้นอยู่กับคุณค่าทางญาณวิทยาของข้ออ้างที่ยกมาสนับสนุนด้วย คือถ้าข้ออ้างจริงทั้งหมด ข้อสรุปก็มีคุณค่าเป็นความจริง ถ้าข้ออ้างเท็จเพียงส่วนเดียว ข้อสรุปก็มีคุณค่าเป็นความเท็จ และถ้าข้ออ้างน่าจะเป็นเพียงส่วนเดียว ข้อสรุปก็มีคุณค่าเพียงความน่าจะเป็น หลักการพิสูจน์นิรนัย เป็นการยกข้ออ้างมาสนับสนุนนั้น ต้องมีลักษณะง่ายกว่า ซับซ้อนน้อยกว่า และแน่ใจได้ก่อนข้อสรุป หมายความว่า ข้ออ้างใหม่ที่ยกมาสนับสนุนเป็นทอด ๆ ไปนั้นจะต้องง่ายลงเรื่อย ๆ ข้ออ้างสุดท้ายที่เป็นข้ออ้างที่ง่ายที่สุดเรียกว่า “ความเชื่อพื้นฐาน” หรือ “มูลบท” (postulate) เพราะเป็นข้อความที่ยอมรับเชื่อโดยไม่มีการพิสูจน์แบบนิรนัยอีกต่อไป

ในความเป็นจริงคนแต่ละคนย่อมแตกต่างกัน มนุษย์แต่ละคนมีความแตกต่างกัน เพราะการตัดสินใจจากความคิดที่ได้จากประสบการณ์ไม่ว่าจะจากตนเองหรือจากประสบการณ์ของผู้อื่นที่เราได้เรียนรู้มาประมวลเป็นความรู้ไว้เป็นความคิดไว้ในความทรงจำ มนุษย์ใช้การตัดสินใจจากประสบการณ์เพื่อแยกแยะสิ่งต่าง ๆ เพื่อทำความเข้าใจและกำหนดปฏิกิริยาตอบสนองต่อสิ่งนั้น ทั้งนี้ประมวลประสบการณ์ที่มีอยู่จะชี้นำถึงผลที่เกิดขึ้นว่าสิ่งภายนอกที่เข้ามากระทบเรานั้นเป็นสิ่งเดียวหรือหลายสิ่ง มีความเหมือนหรือความต่างไปจากความทรงจำที่เรามีอยู่ ถ้าต่างออกไปเราก็จะเก็บเป็นประสบการณ์ใหม่ไว้ในความทรงจำของเราแล้วมนุษย์ย่อมถ่ายทอดประสบการณ์ออกไปเป็นความรู้ผ่านภาษาเพื่อให้ตรงกับความเป็นจริงมากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ ระเบียบจะต้องตอบสนองกันคือ ระเบียบความคิด ระเบียบตรรกะ และระเบียบภาษา เมื่อเข้าใจกฎของระเบียบหนึ่งแล้ว ก็ประยุกต์สู่อีก 2 ระเบียบได้ นักหลังนวยุคส่งเสริมสมรรถภาพเหตุผลด้วยการคิด การประมวลจากประสบการณ์เป็นความรู้ การพิสูจน์ทดลอง และการหยั่งรู้ ซึ่งทำให้มนุษย์มีสมรรถภาพคิดเชิงเหตุผลได้อย่างรอบด้าน เพื่อแสวงหาแยกแยะความรู้ต่าง ๆ ที่มีประโยชน์เอามาพิจารณาคุณค่าและนำไปประยุกต์ใช้เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต เป้าหมายของการใช้สมรรถภาพเหตุผลจึงมิใช่การเอาชนะคะคานทางเหตุผลอีกต่อไป แต่เป็นการใช้เหตุผลเพื่อชี้แจงเชิญชวนให้ศึกษาและทำความเข้าใจความรู้และเนื้อหาความรู้ใหม่ โดยลดละความยึดมั่นถือมั่นอันมักจะเกิดจากการเชื่อในเหตุผลของตัวเองมากเกินไป

[1] กีรติ บุญเจือ. ตรรกวิทยาและตรรกวิทยาสัญลักษณ์. กรุงเทพฯ, สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2547: หน้า 107-110

[1] กีรติ บุญเจือ. ปรัชญาหลังนวยุค แนวคิดเพื่อการศึกษายุคใหม่ .กรุงเทพฯ: บริษัทสำนักพิมพ์ดวงกมล จำกัด; 2545: หน้า 365

[2] กีรติ บุญเจือ.ย้อนอ่านปรัชญานวยุคของมนุษยชาติ ในชุดปรัชญาและศาสนาเซนต์จอห์น. กรุงเทพฯ, สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเซนต์จอห์น; 2546: หน้า 372-78

[3] กีรติ บุญเจือ.ย้อนอ่านปรัชญานวยุคของมนุษยชาติ ในชุดปรัชญาและศาสนาเซนต์จอห์น. กรุงเทพฯ, สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเซนต์จอห์น; 2546: หน้า 378-413

[4] กีรติ บุญเจือ.ย้อนอ่านปรัชญานวยุคของมนุษยชาติ ในชุดปรัชญาและศาสนาเซนต์จอห์น. กรุงเทพฯ, สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเซนต์จอห์น; 2546: หน้า 355-57

[5] กีรติ บุญเจือ.ย้อนอ่านปรัชญากังขาของมนุษยชาติ ในชุดปรัชญาและศาสนาเซนต์จอห์น. กรุงเทพฯ, สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเซนต์จอห์น; 2546: หน้า 226-33

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s