รู้จักชาวปรัชญาสวนสุนันทา

ผศ.(พิเศษ) ดร.เอนก สุวรรณบัณฑิต

คนที่สนใจปรัชญาเรียกว่า “ชาวปรัชญา” ก็คือ คนที่สนใจ อยากรู้ อยากเรียน อยากฉลาด ซึ่งเป็นพื้นฐานของการเรียนปรัชญา โดยไม่มองว่าเรียนปรัชญาเพื่อเป็น “นักปรัชญา” การเรียนปรัชญาเพื่อเป็นนักปรัชญาเป็นเรื่องของความฉลาดของแต่ละคนที่จะเข้าใจปรัชญาเรื่องนั้นได้อย่างลึกซึ้งและเป็นความสามารถเฉพาะตัวจริงๆ ใครที่สามารถบอกได้ว่าตนเป็นนักปรัชญา ผู้นั้นก็ต้องยืนยันตนเองให้ได้เช่นกัน

แต่คนทั่วไปสนใจปรัชญา เพียงแต่อยากรู้ว่านักปรัชญาคิดอะไร ลึกลับแค่ไหน ภาษาปรัชญาดูจะเป็นภาษาที่ยุ่งยาก ใช้คำยาก อ่านไม่ค่อยเข้าใจ แต่ทุกคนอยากอ่านปรัชญาแล้วรู้สึกว่าเขาเข้าใจจริงๆ บรรยากาศการศึกษาปรัชญา ควรเต็มไปด้วยมิตรภาพและความหวังดีต่อกันอย่างจริงใจ ไม่อวดรู้ อวดฉลาด อย่าหลงตนเร็วเกินไปว่ารู้ปรัชญา การรู้ถึงขั้นนักปรัชญาเป็นเรื่องของความสามารถและโอกาสเฉพาะตัว ช่วยกันได้แต่ทำแทนกันไม่ได้ การเรียนปรัชญา จะต้องสร้างเนื้อหาปรัชญาใหม่ และมีการเรียนที่ไม่ใช่เรียนเป็นเรื่องๆ แต่ต้องใช้ปัญญา คิดปัญหาและหาคำตอบปรัชญาใหม่ (กีรติ บุญเจือ, 2559)

เราเรียนปรัชญาไปเพื่ออะไร เรียนทำไมและเรียนอะไร เป็นคำถามสามัญและนำไปสู่คำถามถัดไป คือ ปรัชญาเป็นอาชีพ (occupation) หรือไม่ จบไปมีงานทำโดยตรงหรือไม่ คำตอบก็คือ ในสมัยโบราณมีอาชีพนักปรัชญา แต่ในสมัยปัจจุบันไม่มี ผู้ที่สนใจศึกษาเรื่องความรู้ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นผู้ประกอบอาชีพครู อาจารย์ แต่ทำไมต้องเรียนปรัชญา นั่นก็เพราะว่า ปรัชญามีสิ่งที่ไม่เหมือนวิชาอื่น นั่นคือ ปรัชญาสอนให้มองปัญหา เพราะในโลกนี้มีปัญหาจำนวนมากที่ยังแก้ไม่ตก มีปัญหาจำนวนมากที่ยังสามารถคิดไปได้เรื่อยๆ และก็มีคำตอบไปได้เรื่อยๆ ซึ่งคำตอบยังไม่ตายตัว ปรัชญาจึงเป็นวิชาที่สนใจความคิดเหล่านี้ เหตุที่สนใจก็เพราะถ้าเราไม่สนใจเลย เราจะอยู่กับปัจจุบันที่สนใจแต่ปัญหาในการดำรงชีวิต มนุษย์ก็จะละเลย เพิกเฉย ไม่สนใจสิ่งรอบข้าง ปรัชญาจึงเป็นวิชาที่ทำให้มนุษย์สนใจสิ่งต่างๆ รอบตัวได้ทุกด้าน

เมื่อมีมนุษย์ 2 คนขึ้นไป ก็เกิดภาษาเป็นตัวเชื่อม จึงเกิดการเรียนรู้ การเรียนปรัชญาก็เพื่อรู้ปัญหาที่ยังแก้ไม่ตก ปัญหานั้นเป็นปัญหาอะไรก็ได้ ปัญหาเหล่านี้บ้างก็มีความรู้เฉพาะสาขาวิชานั้นๆ มาตอบไว้แล้ว เป็นความรู้ที่ตายตัวแล้ว แต่ในบางปัญหาก็ยังไม่สามารถให้คำตอบที่แน่นอนตายตัวได้ จึงยังเป็น “ปัญหาปรัชญา” ต่อไป

จุดสำคัญของปรัชญาคือ สมรรถนะคิดของมนุษย์ มนุษย์ใช้ปัญญาคิดปัญหาปรัชญา มองหาคำถามที่คนอื่นไม่คิดแล้ว หรือ มีคนกำลังคิดปัญหานั้นอยู่ แต่ยังไม่มีคำตอบ หรือ การมองปัญหาเก่าที่มีคำตอบแล้ว ก็เอาปัญหานั้นมาคิดใหม่ได้ หรือ มองปัญหาใหม่ๆ ที่คนอื่นมองไม่เห็น จึงต้องฝึกมองให้เห็นปัญหาไว้ให้มาก ย่อมได้เปรียบผู้ที่มองไม่เห็นปัญหา เช่น ปัจจุบันโลกยุคเทคโนโลยีสารสนเทศ ผู้คนใช้อุปกรณ์สารสนเทศกันมาก ใช้โซเซียลมีเดียกันมากขึ้น มีปัญหาต่างๆ เกิดขึ้น นักวิชาการสาขาต่างๆ ก็มองเห็นปัญหา แต่ชาวปรัชญาเห็นปัญหาที่มากกว่านั้นหรือไม่ หากเป็นชาวปรัชญาจะต้องมองเห็นปัญหาที่มากกว่านั้นได้ แล้วหาคำตอบของปัญหานั้นได้หรือไม่ มีใครคิดคำตอบอะไรไว้บ้างหรือไม่ อย่างไร คำตอบนั้นเชื่อถือได้ไหม เพียงพอจะเป็นคำตอบแล้วหรือยัง ถ้ายัง เราสามารถเสนอคำตอบอะไรเพิ่มเติมได้

หลักการคิดวิจารณญาณ

สำหรับชาวปรัชญาสวนสุนันทา ก็ย่อมมีอัตลักษณ์ นั่นคือ การคิดอย่างปรัชญาสำนักปรัชญาสวนสุนันทา เน้นคิดวิจารณญาณ (critical mind) ตามสกุลความคิดของ Vienna circle แบบ “3วิ” คือ วิเคราะห์ วิจักษ์ และวิธาน คือ การคิดที่ช่วยเป็นเครื่องมือกลั่นกรองความรู้ ข้อมูล ฐานข้อมูล ข่าวสาร ความเชื่อ ข้อเท็จจริง และคำสอน ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต

  1. วิเคราะห์ (analysis) เป็นการคิดแบบแยกแยะประเด็นให้มีความชัดเจนเพื่อความเข้าใจ ความหมายของข้อมูล เรื่องราว ข่าวสาร หรือสาระที่สืบค้นมาอย่างรอบคอบ
  2. วิจักษ์ (appreciation) เป็นการประเมินค่าของเรื่องราวต่าง ๆ ถึงข้อดี ข้อเสีย ข้อเด่น ข้อด้อย ด้วยการวางใจเป็นกลางเพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ตรงไปตรงมามากที่สุดว่า ส่วนใดสามารถนำมาพัฒนาคุณภาพชีวิตได้
  3. วิธาน (application) เป็นการนำส่วนที่วิเคราะห์และวิจักษ์แล้วว่าเป็นสิ่งที่มีคุณค่าและเป็นประโยชน์ และสามารถนำมาปรับประยุกต์ใช้ เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้มีความสุขแท้ตามความเป็นจริง

ด้วยเอกลักษณ์สำคัญนี้ ศาสตราจารย์กีรติ บุญเจือ ราชบัณฑิตสาขาปรัชญา ผู้ก่อตั้งหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิตสาขาปรัชญาและจริยศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา ได้วางรากฐานการเรียนปรัชญาและได้กำหนดสกุลความคิดปรัชญาเพื่อเป็นสารัตถะในการเรียนการสอนปรัชญาของสำนักปรัชญาสวนสุนันทา (บทบรรยายสัมมนาปรัชญา, กีรติ บุญเจือ, 2559) โดยนิยามไว้ดังนี้

“ปรัชญา คือ วิชาว่าด้วยปัญญา”

“Philosophy is the knowledge about mind:

Its nature and activities for internal outcome and external outcome”

การเรียนปรัชญาของสกุลความคิดนี้มีพื้นฐานจากปรัชญากระบวนทรรศน์ (philosophical paradigm of thought, Bunchua 2005) และหลักสัญชาตญาณ (instinct of being, กีรติ บุญเจือ 2556) เพื่อจะสร้างเนื้อหาปรัชญาใหม่ และมีการเรียนที่ไม่ใช่เรียนเป็นเรื่องๆ แต่ต้องใช้ปัญญา คิดปัญหาและหาคำตอบปรัชญาใหม่

ส่วนสำคัญที่สุดของการเรียนปรัชญาจึงไม่ใช่การจำเนื้อหาปรัชญา แต่เป็นการคิดวิเคราะห์ แยกแยะส่วนดี ส่วนเสีย และการปฏิบัติด้วยจิตสำนึกต่อส่วนรวม เข้าใจการบังคับใช้กฎอย่างเหมาะสม ตระหนักถึงการดำรงตนเพื่อผู้อื่นเป็นสำคัญ (Being-for-the-Others) (Bauman, 1996) เป็นการสร้างคุณธรรมจริยธรรมโดยจิตสำนึกอย่างปรัชญา

ดังนั้น ชาวปรัชญาสวนสุนันทาโดยเนื้อแท้จึงพึงสำรวจให้พบและยอมรับสมรรถภาพคิดของตนที่ได้สรรค์สร้างเครือข่ายความรู้เฉพาะตนขึ้นมาได้อย่างน่าสรรเสริญและนำไปสู่ความมีคุณธรรมตามหลักปรัชญาหลังนวยุคสายกลาง

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s