Listening against the conflicts

การฟังเพื่อรับมือความขัดแย้งต่างๆ

ผศ.(พิเศษ) ดร.เอนก สุวรรณบัณฑิต

….

สังคมโลกกำลังผจญกับปัญหาหลายด้านพร้อมๆ กัน ทั้งปัญหาที่มีสาเหตุชัดเจน เช่น ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาโรคระบาด ปัญหาการพัฒนามนุษย์และสังคม ในขณะเดียวกัน ก็มีปัญหาที่เกิดจากความคิดเห็นต่างของผู้คน นำไปสู่กระแสต่อต้าน กระแสวิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งทับซ้อนให้เป็นปัญหามากยิ่งขึ้น หลายปัญหาจึงดูเหมือนไร้ทางออก เพราะทางออกใดก็ดูเหมือนจะไม่เป็นที่พอใจของทุกฝ่าย ทำให้เกิดการไม่เชื่อใจในทางออก และถูกสรุปรวมเป็นปัญหาสังคมที่เป็นเชื้อปะทุไปสู่ความขัดแย้งในอนาคต

ภาวะปัญหาสังคมที่เกิดจากทรรศนะและมุมมองต่อโลกที่แตกต่างกันย่อมเกี่ยวข้องกับกระบวนทรรศน์ทางความคิดของมนุษยชาติอย่างแน่นอน คนรุ่นใหม่มีกระบวนทรรศน์ทางความคิดเป็นกระบวนทรรศน์นวยุค (modern philosophy paradigm) และกระบวนทรรศน์หลังนวยุคสุดขั้ว (extreme postmodern paradigm) เป็นส่วนใหญ่จึงมี 2 วิถีชีวิต คือ แสวงหาและใช้งานเทคโนโลยีสื่อสารอย่างเต็มที่แบบนวยุค และการวิพากษ์และปฏิเสธเทคโนโลยีแบบหลังนวยุคสุดขั้ว กีรติ บุญเจือ (2561) ได้อธิบายว่า มนุษย์นั้นมีกระบวนทรรศน์ทางความคิด และในยุคนี้กระบวนทรรศน์ที่มีอิทธิพลทางความคิดคือ กระบวนทรรศน์นวยุค (modern paradigm) แต่กระบวนทรรศน์นวยุคเน้นการเสริมเครือข่ายความรู้ให้แน่นหนา หากยังไม่แน่นหนาพอก็ให้ออกกฎ ระเบียบเพิ่มขึ้น แต่นั่นย่อมไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหา แต่อาจเป็นการเริ่มต้นของปัญหาใหม่ๆ และคนก็วิ่งตามไม่ทัน ดังเช่น ความพยายามที่จะพัฒนาเทคโนโลยีสื่อสารโทรคมนาคมที่มีประสิทธิภาพ ก็เป็นความพยายามในการแก้ปัญหาด้วยกระบวนทรรศน์ชุดเดิมกับที่ได้สร้างปัญหาขึ้นมา   นวัตกรรมเหล่านี้สามารถแก้ปัญหาบางอย่างได้ แต่กลับเพิ่มความสลับซับซ้อนและสร้างปัญหาใหม่ๆ ให้แก่มนุษย์ โทรศัพท์มือถือและอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงทำให้ข้อมูลท่วมโลก ทุกคนกลายเป็นสื่อและคอลัมนิสต์ที่แสดงความคิดเห็นของตนผ่านช่องทางสื่อสารเสมือนจริง ในขณะเดียวกันคนตัวเล็กๆ ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบมากขึ้น เพราะทรัพยากรธรรมชาติถูกแย่งชิงไปใช้ในการพัฒนา สร้างความเจริญเพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์จนเกินพอดี

ปัญหาในคนรุ่นใหม่จากแนวคิดทางปรัชญาคือ การที่ตัวตนของปัจเจกชนในโลกปัจจุบันต่างห่อหุ้มตนเองด้วยตำแหน่งหน้าที่ ฐานะทางเศรษฐกิจสังคม วัยวุฒิ ความเชื่อทางศาสนา อุดมคติการเมือง และอื่นๆ ทำให้ความสัมพันธ์แบบพบหน้าค่าตา และการมีปฏิสัมพันธ์ในระดับพื้นฐานขาดหายไป ต่างคนต่างมีปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกันผ่านประเพณีและพิธีการซึ่งถูกอำนาจกำหนดขึ้นภายหลัง ทั้งยังเต็มไปด้วยระบบสัญลักษณ์ที่มีความหมายอันสลับซับซ้อน ปิดกั้นไม่ให้เกิดการเรียนรู้ซึ่งกันและกันอย่างเป็นธรรมชาติ  อย่างไรก็ตาม คนในสมัยปัจจุบันก็ตระหนักถึงปัญหาและพยายามแก้ไขปัญหานี้เช่นเดียวกัน ความพยายามพูดคุย ประชุมปรึกษาหารือกันเพื่อหาทางออก แต่ก็มักจะจบลงด้วยข้อสรุปและกฎระเบียบต่างๆ ซึ่งเป็นการเปิดช่องว่างให้คนใช้ข้อสรุปและกฎระเบียบแบบบิดเบือนเพื่อประโยชน์ของตนเอง

สังคมโลกจึงสะดุดและย้อนคิดใหม่ จนพบกระบวนทรรศน์หลังนวยุคซึ่งเสนอให้ลดความยึดมั่นถือมั่น และเน้นกระทำสิ่งต่างๆ เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต ซึ่งดูเหมือนจะเป็นทางออกของปัญหาในยุคนี้ได้ และเสนอเพิ่มเติมว่า มนุษย์จะรับมือความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ของโลกได้ก็ด้วยการมีความรู้อย่างพอเพียง ไม่ขาดแคลนจนกระทั่งไม่สามารถเข้าใจการเปลี่ยนแปลงและปรับตัวให้เข้ากับโลกได้ เมื่อเทคโนโลยีสื่อสารเกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิต ย่อมสามารถใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อเป็นแนวทางป้องกันได้ การจะตามแก้ปัญหานั้นย่อมไม่อาจตามทันปัญหาที่เป็นกระแสสังคมได้หมด ดังนั้น แนวทางที่ดีคือการป้องกัน นั่นคือ การสร้างภูมิคุ้มกัน อันได้แก่ การเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น โดยคำนึงถึงความเป็นไปได้ของสถานการณ์ต่างๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต  และภูมิคุ้มกันอย่างสำคัญที่เหมาะสมกับมนุษย์ในการที่จะให้หวนคือกลับมามีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น การมีช่วงความสนใจสิ่งอื่นที่ยาวนานขึ้น ย่อมต้องเลือกวิธีที่ง่ายแต่ตรงตามแนวทางการเรียนรู้แห่งศตวรรษที่ 21 (Laryea, 2014) อันจะทำให้เกิดความสัมพันธ์เชิงสร้างสรรค์ระหว่างมนุษย์ได้ มนุษย์อยู่ร่วมกันเป็นสังคม มีปฏิสัมพันธ์กันผ่านการสนทนา กระนั้นการสนทนาก็นำไปสู่ความขัดแย้งกันได้ง่ายเช่นกัน มนุษย์ที่ฟังผู้อื่นเป็นจริงๆ (really listen) โดยไม่ชี้นำการสนทนาหรือใช้อคติกับคู่สนทนาจึงจะทำให้การสนทนามีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง

ทั้งนี้ การศึกษาเป็นการรับมือที่ดีที่สุด โดยต้องพัฒนากระบวนการเรียนรู้ของมนุษย์ให้มีศักยภาพที่ดียิ่งขึ้น  กระบวนการเรียนรู้สมัยใหม่ได้พัฒนาเทคนิคการฟังอย่างตั้งใจ (deep listening)  เพื่อให้เกิดการตั้งใจฟัง (attention) และจำแนกคำพูดของคู่สนทนาโดยไม่รีบด่วนสรุป (jump to conclusion) ซึ่งเป็นปัญหาอย่างสำคัญในการพูดคุยหรือกระบวนการกลุ่ม เพราะจะมีแต่ผู้พูดกับผู้รอจะพูดจนการเสวนาหรือการประชุมไม่ประสบความสำเร็จ Heraclitus และ Martin Heidegger เป็นนักปรัชญาที่ให้ความสนใจในประเด็นของการฟัง  (อ้างถึง Beatty, 1999 ใน Gordon, 2011) ทั้งนี้ Gordon  ชี้ว่าการฟังอย่างตั้งใจจะทำให้เราเข้าใจครอบฟ้า (Horizon) ของคน ๆ นั้นซึ่งแตกต่างกันกับคนอื่น  มิใช่เพียงแค่การฟังให้รู้ความ แต่เป็นการฟังเชิงลึก  การฟังด้วยใจและกำหนดว่า ณ ขณะนั้นมีเพียงผู้พูดที่อยู่ตรงหน้าเพียงคนเดียว โดยจะไม่ตีความ ตัดสิน ประเมินค่า หรือวินิจฉัยว่าถูกหรือผิด จะเป็นเพียงการฟังเพื่อฟังและอยู่กับปัจจุบันเท่านั้น การฟังจึงเป็นเครื่องมือสำหรับมนุษย์ในการทำความเข้าใจสิ่งแวดล้อม มโนคติด้าน dialogue ของ Martin Buber ที่ได้แสดงไว้ในหนังสือ Knowledge of Man: selected essays (1998) ได้ให้ความสำคัญกับการฟังเช่นกัน โดยเห็นว่าการฟังอย่างแท้จริง (truly listen) ทำให้สิ่งมีอยู่ (being) ของผู้อื่นมีความเป็นปัจจุบัน นั่นคือมีการตอบสนองต่อผู้อื่นในฐานะบุคคลโดยภาพรวม (whole person) และสร้างพื้นที่ให้ผู้อื่นได้พูดด้วยคำ (word) และความหมาย (meaning) ของเขา เมื่อเราเปิดใจให้กับความมีอยู่ของผู้อื่น เราก็จะไม่พยายามที่จะพูดแทนเขา หรือไปกำหนดรูปแบบการใช้ภาษา มโนทรรศน์ และรูปแบบการสื่อสาร (interpretive schemes) แก่เขา นั่นคือ การฟังอย่างชาญฉลาด (genuine listening) นั้นเกี่ยวข้องกับการกระตุ้นให้ผู้อื่นได้สร้างภาษาและความหมายของเขาเอง ซึ่งอาจจะแตกต่างอย่างมากจากภาษาทั่วไป (Gordon, 2011)

ประสิทธิภาพในการฟังระดับสูงสุดคือ การเข้าใจถึงสิ่งที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังคำพูด ความหมายระหว่างบรรทัด  อารมณ์ของผู้พูด ภาษากาย ความต้องการและเป้าหมายของผู้พูด สิ่งที่ผู้พูดต้องการเป็นพิเศษ ความเอนเอียง ความเชื่อ และคุณค่าที่ผู้พูดยึดถือ คนสมัยใหม่ถูกสอนให้ต่างคนต่างคิด และคิดกันอยู่คนละมุม แล้วก็นำเอาสิ่งที่ตนเองคิดและเชื่อ (pre-supposition) นั้นมาถกเถียง โต้แย้ง มุ่งเอาชนะคะคานกัน จึงทำให้เมื่อได้ยินอะไร ก็จะคิดค้านไว้ล่วงหน้า โดยไม่สนใจฟังอย่างตั้งใจ ก็ด้วยความยึดมั่นถือมั่นว่าความเห็นที่ว่าความคิดตนนั้นถูกเสมอ จึงไม่ได้เปิดใจรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง แต่ละคนต่างคอยจะจับผิดและหาข้อโต้แย้งเพื่อทำลายทฤษฎีของอีกฝ่าย โลกสมัยใหม่จึงเต็มไปด้วยความยุ่งเหยิงซับซ้อน อยู่นอกเหนือการควบคุมของอำนาจใดๆ อีกด้วย ดังนั้น การคิดร่วมกัน การรับฟังซึ่งกันและกัน โดยไม่มีการถือเขาถือเรา เป็นวิธีการจัดการความแตกต่างหลากหลาย โดยทำให้ทุกฝ่ายต่างเป็นผู้ชนะร่วมกัน (win-win)

การฟังอย่างตั้งใจเป็นเครื่องมือสำคัญอย่างหนึ่งของกระบวนทรรน์หลังนวยุคสายกลาง คือ เป็นเครื่องมือของกระบวนการสุนทรียสนทนา (กีรติ บุญเจือ, 2561) ที่ใช้เพื่อการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยการพูดคุย ปรึกษาหารือ โดยไม่ยึดมั่นถือมั่น และแสวงจุดร่วมสงวนจุดต่าง การฟังอย่างตั้งใจ คือ การฟังด้วยใจ ณ ขณะนั้น มีเพียงผู้พูดที่อยู่ตรงหน้าเราเพียงคนเดียว โดยเราจะไม่ตีความ ตัดสิน ประเมินค่า หรือวินิจฉัยว่าถูกหรือผิด จะเป็นเพียงการฟังเพื่อการฟังและอยู่กับปัจจุบันขณะ ทั้งนี้  การฟังอย่างตั้งใจในฐานะกระบวนการตามแนวทางปรัชญาหลังนวยุคสายกลาง โดยเป็นกระบวนการเชิงปรากฏการณ์วิทยา (phenomenology) ที่ดำเนินการผ่านการสังเกตสัญญาณทางกาย อารมณ์ของตนเองจากสิ่งที่ได้ยิน การตรึกตรองเนื้อหาและทำการวิเคราะห์แยกแยะคุณค่าระหว่างความเป็นจริงกับสิ่งที่เราตีความ โดยมุ่งเน้นแนวทางที่มีความยืดหยุ่น เน้นให้พัฒนาความเข้าใจเพื่อเข้าถึงเรื่องราวหรือปรากฏการณ์ต่างๆ ได้อย่างแท้จริง

การฟังอย่างตั้งใจจึงต้องฝึกใส่วงเล็บคำตัดสิน คำวิพากษ์วิจารณ์ของเราไว้ก่อน แล้วให้ฟังอย่างเปิดใจ โดยไม่ขัดและไม่พูดแทรก จนกว่าผู้พูดจะแสดงความคิดเห็นของเขาจนจบ ทำให้ไม่ก่อให้เกิดการขัดแย้งแย่งกันพูด ไม่ต้องปกป้องตนเอง ไม่ต้องถกเถียงทะเลาะกันอย่างในวงสนทนาหรือการประชุมทั่วไปๆ การฟังอย่างตั้งใจจึงต้องการสมาธิในการฟัง การให้ความสนใจแก่ผู้พูด เพื่อที่ภายหลังจากที่กระบวนการคุยได้จบสิ้นลงไปแล้ว โดยผู้ฟังก็จะได้เข้าใจความหมายที่ผู้พูดต้องการนำเสนอโดยไม่ต้องมีใครชี้แนะ เมื่อได้รับรู้ข้อมูลแล้ว ต้องรู้จักวิเคราะห์ วิจักษ์ และวิธาน เพื่อนำไปใช้ในทางสร้างสรรค์ เราไม่ได้ต้องใช้การฟังอย่างตั้งใจเพียงกับการพูดคุยกับคนอื่น แต่ต้องใช้กับทุกสิ่งที่เราได้ยิน ได้เห็น ได้ฟังด้วย เมื่อรู้จักหลักในการดูและฟังแล้ว  ควรจะรู้จักประเภทเพื่อแยกแยะในการนำไปใช้ประโยชน์ และเป็นกระบวนการสำคัญของการพัฒนาคุณภาพชีวิตด้วยสัญชาตญาณปัญญาอย่างแท้จริง

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s