foundation of Thai philosophy

ปรัชญไทย

ศ.กีรติ บุญเจือ

….

การถกเถียงถึงการมีอยู่ของปรัชญาไทยยังคงมีอยู่ในแวดวงวิชาการโดยเหล่านักวิชาการและนักวิจัยในสาขาต่างๆ สำหรับกระแสสำนักคิดปรัชญาสวนสุนันทา โดยศาสตราจารย์กีรติ บุญเจือ นั้นได้ยืนยันว่า ปรัชญาไทยมีอยู่จริง โดยได้เขียนเป็นหนังสือ ปรัชญาไทยฉบับบุกเบิก ในชุดเซนต์จอห์น ปี พ.ศ.2546 และ อรรถปริวรรตปรัชญาไทย ในชุดสวนสุนันทา ปี พ.ศ.2561 และได้เขียนบทความเกี่ยวกับปรัชญาไทยไว้หลายวาระ เช่น วิกฤติของปรัชญาไทย ชี้ให้เห็นว่า ท่านมีความสนใจในปรัชญาไทย และมีทรรศนะว่า ปรัชญาไทยต้องเป็นความคิดใหม่ของคนไทย อาจมีความคิดเกี่ยวกับพุทธปรัชญา ปรัชญาอิสลาม ปรัชญาคริสต์และปรัชญาสากลระบบใดๆ ร่วมด้วยก็ได้ แต่สิ่งสำคัญคือ การเข้าใจพื้นฐานความคิดของคนไทยที่ไม่ได้สนใจจะสร้างความคิดอย่างเป็นระบบ แต่มักจะรับระบบความคิดต่างๆ เข้ามาเพื่อใช้อธิบาย-สาธยายในสิ่งที่สนใจ ยิ่งอธิบายได้ดีก็จะได้รับความนิยม ทั้งนี้ อภิปรัชญาของปรัชญาไทยที่น่าสนใจที่สุดคือ ขวัญ ซึ่งไม่ใช่จิตและไม่ใช่สสาร แต่เป็นองค์ประกอบของชีวิต ในขณะเดียวกัน ขวัญอาจมองได้ว่าเป็นระดับคุณภาพของปัญญา (สติ) ของมนุษย์

แนวทางสำคัญคือ การนำข้อมูล (คำ/ตัวบท) ที่เสนอด้วยภาษาไทยดั้งเดิมที่สุดเท่าที่จะหาได้ นำมาตีความด้วยการแปรไวยากรณ์ (Transformational Grammar) จากภาษาเดิม (Source Language)  อันได้แก่ภาษาไทยเดิม ไปสู่ภาษาปลายทาง (Target Language) ซึ่งได้แก่ ภาษาไทยปัจจุบันและภาษาอังฤษ  ซึ่งต้องใช้เทคนิค  Linguistic Transformation Technique มาช่วยในการคิดเพื่อให้เข้าใจผ่านระบบปรัชญาความคิดอย่างสากล (ของชาวอารยัน) และแสดงบนฐานความเข้าใจด้วยภาษาไทย เพื่อให้รองรับความคิดที่ถ่ายเทมาจากภาษาอื่นด้วย

แม้ความคิดบางอย่างที่ต้องเข้าใจจากโครงสร้างภาษาอารยันโดยเฉพาะ เราอยากรู้อยากเข้าใจ เราก็พยายามปรับการใช้ภาษาดั้งเดิมให้แสดงความคิดอารยันดังกล่าวนั้นได้   การปรับภาษาให้มีศักยภาพมากขึ้น เพราะภาษาที่ไม่สามารถปรับตัวจะกลายเป็นภาษาตาย ซึ่งภาษาไทยกำลังอยู่ในภาวะเสี่ยงนี้เช่นกัน

“ขวัญ” เท่าที่ค้นคว้าได้ในขณะนี้ เป็นปรัชญาที่เกิดขึ้นในภาษาไทยเดิม เป็นรากเหง้าแห่งมรดกทางปัญญาของพลเมืองไทยทั้งชาติในปัจจุบัน ภาษาไทยเดิมไม่ชอบคิดอะไรให้เป็นปรัชญาบริสุทธิ์ตรงๆ แต่ชอบแสดงออกเป็สุนทรีภาพตรงๆและทำได้ง่าย สะดวก กว้างขวาง เพราะภาษาไทยเดิมเอื้อให้ทำได้เช่นนั้น เราอยากเข้าใจเป็นปรัชญาบริสุทธิ์ ก็ต้องเอาไปคิดในกรอบของภาษาอารยัน ใกล้มือที่สุดคือภาษาบาลี

นิยาม พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 หน้า 175 ให้นิยามไว้ว่า

“สิ่งที่ไม่มีตัวตน เชื่อกันว่ามีอยู่ประจำชีวิตของคนตั้งแต่เกิดมา ถ้าขวัญอยู่กับตัวก็เป็นสิริมงคล เป็นสุขสบายจิตใจมั่นคง ถ้าคนตกใจหรือเสียขวัญ ขวัญก็ออกจากร่างไป ซึ่งเรียกว่า ขวัญหาย ขวัญหนี ขวัญบิน เป็นต้น”

สิ่งที่อยากรู้แต่นิยามนี้ไม่บอกไว้ก็คือว่า ทำไมคำนี้ต้องสะกดด้วย “ญ” เหมือนคำ หญิง หญ้า ชรอยจะเป็นคำไทยเดิม คงจะไม่ใช่คำเขมร  ก็ถือว่าเป็นคำไทยดั้งเดิมไปก่อนก็แล้วกัน ถ้าเป็นคำเขมรจริงค่อยว่ากันทีหลัง จะว่าเป็นวิญญาณแบบ soul ก็คงไม่ใช่ เพราะออกจากคนได้โดยคนไม่ตาย และไม่บอกว่าเมื่อคนตายแล้วขวัญจะมีชะตากรรมอย่างไร จะว่าเป็นวิญญาณเกิดดับๆก็คงไม่ใช่ เพราะวิญญาณเกิดดับๆ ก็จริงแต่ยังมีวิบากที่มีลักษณะเป็นสันตติยังผลให้เกิดให้มีชีวิิตใหม่ได้ พระมหาโพธิวงศาจารย์(ทองดี)ราชบัณฑิต แปลคำขวัญดีเป็นภาษาบาลีไว้ในพจนานุกรมไทย-บาลีหน้า 66 อย่างน่าสนใจว่า อนุตฺรสฺโต ซึงเป็นคำสมาธิระหว่าง อนุตฺตโร + สตฺโต แปลว่า สิ่งมีอยู่อันประเสริฐ เป็นการขยายความเข้าใจนิยามในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตที่ว่าเป็นสิ่งไม่มีมีตัวตนก็จริง แต่ก็เป็นสิ่งมีอยู่อันประเสริฐ แม้จะไม่เที่ยงแท้ถาวรก็ตาม

พระมหาโพธิวงศาจารย์ปูทางให้แล้ว ให้เรากล้าเดินไป เดินต่อไป จากกรอบภาษาบาลีว่า ขวัญ = สตฺโต สิ่งมีอยู่ ในกรอบของภาษาอารยัน ฉบับราชบัณฑิตยสถานบอกว่าเป็นสิ่งไม่มีตัวตน ไม่เป็นไร เป็นการนิยามในกรอบของภาษาไทยเดิม ปรัชญาไทยมีหน้าที่ประสานความเข้าใจ ก็น่าจะทำได้ โดยตีคตวามว่าเป็นสิ่งมีอยู่จริง แ่ต่ไม่มีตัวตนที่เป็น identity ก็ไม่ถือว่าขัดแย้งกันแต่ประการใด เพราะภาษาอารยันทั้งหลายเน้นความมีอยู่ว่าเป็นรากฐานสำคัญของปรัช๗าบริสุทธิ์ ขอให้ยอมรับว่ามีอะไรที่มีอยู่จริงโดยแสดงออกได้ด้วยคำว่า is(ภาษาอังกฤษ) เพราะถ้าไม่มีอะไรอยู้จริงเลยสักอย่าง ตัวผู้กล่าวคำ is เองก็จะไม่มีตัวตน identity ให้มาคุยเรื่องนี้กันได้ นี่เป็นตัวอย่างความคิดในกรอบของภาษาอารยัน ซึ่งไม่รู้สึกความสุนทรี แต่พวกเขาสนุกที่มีความมั่นใจกับคำพูดที่กำลังพูดกันอยู่ เป็นความสุขกันคนละแบบ ผู้ใช้ภาษาไทยเดิมมีความสุขกับความสุนทรีของภาษาที่ใช้ ส่วนผู้ใช้ภาษาอารยันมีความสุขกับความมั่่นใจว่าสิ่งที่พูดอยู่นั้นมีอยูจริงอย่างสงสงสัยไม่ได้ คนไทยปัจจุบันน่าจะรู้สึกว่าพวกเราโชคดีที่สามารถกอบโกยเอาความสุขได้ทั้ง 2 แบบจากการสามารถใช้ภาษาได้ทั้ง 2 แบบ ที่สำคัญคือต้องไม่สับสนกับสิ่งดีๆที่มีอยู่ในทั้งภาษาไทยเดิมและภาษาอารยัน แยกให้ออก วิเคราะห์ให้ถูก จะสนุกและสบายใจ ถ้าสับสนก็ตกนรกทั้งเป็น

ความเข้าใจว่าขวัญคือวิญญาณ (soul) นั้นผิด จึงไม่เห็นด้วยและไม่เอามาเป็นส่วนหนึ่งของปรัชญาไทย และถ้าตีความว่า ขวัญ = สติ + สัมปชัญญะ ผมก็ยังไม่ถูกใจอยู่ดี เพราะแสดงว่าคนไทยเราใช้คำขวัญหลังรับพระพุทธศาสนา แต่ที่ต้องเหนื่อยยากมากๆ อยู่นี้เพราะบังเอิญเชื่อว่าคนไทยมีความคิดเรื่องขวัญก่อนรับนับถือพระพุทธศาสนา มิฉะนั้นเราก็จะมีแต่พระพุทธศาสนาซึ่งเป็นปรัชญาอินเดีย

ปรัชญาไทยต้องการหาอะไรที่เป็นความคิดของคนไทย คิดได้ก่อนรับนับถือพระพุทธศาสนาก็ได้ หรือคิดต่อจากที่รู้มาจากพระพุทธศาสนาก็ได้ ทำอย่างนี้จึ่งจะเรียกได้ว่ามีปรัชญาไทยจากรากเหง้าของคนไทย และจากเนื้อในตนของปัญญาไทย

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s