มุมมองปรัชญากับความสมานฉันท์เชิงพหุวัฒนธรรม

มุมมองปรัชญากับความสมานฉันท์เชิงพหุวัฒนธรรม

มุมมองปรัชญากับความสมานฉันท์เชิงพหุวัฒนธรรม

Philosophy Viewpoint on Reconciliation with Multiculturality

เอนก สุวรรณบัณฑิต. มุมมองปรัชญากับความสมานฉันท์เชิงพหุวัฒนธรรม. สาส์นอิสลาม. 2562, 18(1): 77-90.

บทคัดย่อ

บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมสมานฉันท์ที่ปฏิบัติได้จริงด้วยการปฏิบัติพหุวัฒนธรรม โดยปูพื้นความเข้าในด้านอารยธรรม วัฒนธรรม ความแปลกแยกแตกต่างจนนำไปสู่ความขัดแย้งอันเป็นปัญหาของโลก การตีความต่อความเป็นพหุวัฒนธรรมโดยเน้นผู้คนกับวิถีชีวิตของคนที่อยู่บนวัฒนธรรมและอารยธรรมร่วมกันในด้านศาสนาและความเชื่อ เพื่อชวนให้คิดด้วยปัญญาว่าตนอยู่ในกลุ่มวัฒนธรรมใด ควรปฏิบัติตนอย่างไรเพื่อเป็นสมาชิกที่ดีของกลุ่มวัฒนธรรมของตน เป็นส่วนหนึ่งในการธำรงอารยธรรมของตนและเป็นพลเมืองที่ดีของประเทศที่ตนอยู่อาศัยอีกด้วย จากนั้นเสนอแนวทางสมานฉันท์ที่ปฏิบัติได้จริงและเครื่องมือทางปรัชญาหลังนวยุคเพื่อเป็นแนวทางให้ทุกฝ่ายอยู่ร่วมกันอย่างสันติ

คำสำคัญ: สมานฉันท์ที่ปฏิบัติได้จริง/ การปฏิบัติพหุวัฒนธรรม/วิถีชีวิต

Abstract

The objective of the article was to promote active reconciliation with multicultural practice. By grounding with the civilization, culture and the alienation that led to the conflict as the world’s problems. The interpretation of multiculturality, focusing on the people and a way of life of the people who live together in the composed cultural and civilized society of religion and belief. Leading the readers to think with intelligence that which culture they lived with, and how to be good members of their cultural group, as part of their civilization, and maintain as good citizens of their country of residence. Then, offering the active reconciliation with postmodern tools to guide all parties to live together in peace.

Key Words: active reconciliation / multicultural practice / way of life

บทนำ

กระแสพหุวัฒนธรรมได้รับการยกเป็นวาระของโลกสมัยปัจจุบัน เมื่อเป็นวาระที่ได้รับการส่งเสริมจากทุกๆ ประเทศ ในระดับอุดมคติแล้ว โลกควรเดินหน้าต่อไปสู่ความสงบสุข แต่ในความเป็นจริง มนุษย์ก็ยังรบราฆ่าฟันกันด้วยเรื่องการแบ่งแยกทางลัทธิศาสนา เชื้อชาติ สีผิว แนวคิดทางการเมือง ระดับความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ ภาวะสังคมและวัฒนธรรม ด้วยมองเห็นความแตกต่างเป็นความแปลกแยก มีอำนาจนำที่กดขี่ฝ่ายอื่น มีการเอารัดเอาเปรียบกัน จึงไม่อดทนต่อกัน ไม่เปิดใจต่อกัน เกิดทิฐิยึดมั่นถือมั่นในความคิดของตนและฝ่ายตนว่าถูกฝ่ายเดียว เกิดเป็นสังคมที่แปลกแยก แยกส่วน คนในสังคมเดียวกันหรือคนละสังคมก็มีความคิดเห็นแตกต่างกัน คนแตกแยกกัน คนเห็นไม่ตรงกันก็ถกเถียงกันบนประสบการณ์ส่วนตัว ยิ่งมีความก้าวหน้าของผ่านเทคโนโลยีสารสนเทศที่รวดเร็ว ก็ยิ่งมีการส่งต่อข่าวสารในทุกๆ ด้าน โดยเฉพาะข่าวร้ายที่ขยายวงกว้างจนกลายเป็นบรรยากาศเมฆหมอกแห่งความขมุกขมัวที่กระจายตัวไปอย่างไร้ขอบเขต ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นนี้กลับขัดแย้งกับวาระของโลก และส่งผลให้มนุษย์ส่วนใหญ่เกิดความหวาดระแวงว่าความสงบสุขจะหายไปจากประเทศ ภูมิภาคและโลก

ความสัมพันธ์ระหว่างสังคมกับสมาชิกในสังคมเกิดการเปลี่ยนแปลงเป็นไม่แน่นอน กระแสเสรีนิยมประชาธิปไตยและกระบวนการสันติภาพโลกพยายามอย่างยิ่งที่จะส่งเสริมสันติภาพผ่านการให้ความรู้และโอกาสแก่ทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน สนับสนุนสิทธิของประชาชนในฐานะพลเมือง แต่ในทางตรงกันข้ามก็ทำให้เกิดเป็นประเด็นของผู้ไม่เห็นด้วยกับนโยบายรัฐและผู้ด้อยโอกาสต่าง ๆ ซึ่งความขัดแย้งนี้มักไม่ได้แก้ไขด้วยสันติวิธีอย่างชาญฉลาด เมื่อประชาชนไม่เห็นด้วยกับนโยบายรัฐก็สามารถแสดงความคิดเห็นต่อต้านและนำไปสู่กระบวนการต่อต้านต่างๆ การวิพากษ์วิจารณ์นำไปสู่เรื่องเล่าที่จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง คำร่ำลือ คำนินทา ได้ระบาดไปทั่ว ผลของการวิพากษ์วิจารณ์ชั่ววูบเหล่านี้ก่อให้เกิดกระแสสังคมและการต่อต้านด้วยวิธีการอันรุนแรงเกินกว่ากฎหมายจะยอมให้ได้ รัฐจึงเข้าปราบปราม หากรัฐไม่อาจปราบปรามได้ก็จะก้าวสู่ความเป็นรัฐล้มเหลว ผู้ปกครองรัฐจึงมักกระชับอำนาจเข้าสู่ส่วนกลาง เกิดภาวะเผด็จการอำนาจนิยมในหลายๆ พื้นที่ทั่วโลก ซึ่งยิ่งจะเพิ่มความแตกแยกในบริบทเชิงสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองยิ่งขึ้นไปอีก

โลกมีประเทศเก่าแก่ที่เป็นต้นธารของอารยธรรม มีประเทศที่มีอารยธรรมร่วมจึงมีวัฒนธรรมแตกต่างกันกับประเทศอื่น และมีประเทศเกิดใหม่จำนวนมาก บางประเทศมีลักษณะผสมวัฒนธรรมแต่ไร้ราก (no root country) เนื่องจากวัฒนธรรมคือ “ภาคแสดงของอารยธรรม” แต่ประเทศของเขาไม่มีอารยธรรมของตนเอง มีเพียงวัฒนธรรมของคนในสังคมที่แสดงออกมา แต่เขาไม่อาจแน่ใจได้ว่า วัฒนธรรมของเขามาจากอารยธรรมใดบ้างกันแน่ ทำให้เกิดการเน้นความต่าง เพื่อเสริมอัตลักษณ์ แต่ก็เป็นดาบสองคม คมหนึ่งหันออกนอกไว้ฟาดฟันคนอื่น อีกคมก็กลับมาบาดตนเอง คมดาบนั้นก็คือ การเห็นต่าง การกล่าวโทษกลุ่มอื่น ก่อให้เกิดข้อขัดแย้งและความแค้นเคืองที่ลุกลามเป็นความรุนแรงที่ไม่อาจพยากรณ์ผลตามได้ในทุกระดับ อำนาจนำของบางประเทศแทบจะเข้าไปแทรกแซงกิจการภายในของประเทศอื่นๆ หลายประเทศ จึงเกิด ฝ่ายที่ไม่อาจทนต่อไปได้ ภาพของการต่อต้านด้วยความรุนแรงจึงเกิดขึ้น โดยเฉพาะในประเทศที่อยู่ระหว่างการพัฒนาทางเศรษฐกิจ ทำให้รัฐมุ่งไปที่การพัฒนาเชิงวัตถุ ในขณะที่ด้านสังคมและวัฒนธรรมอ่อนแอลง ผู้คนในสังคมจึงลุกขึ้นต่อต้านอำนาจของอารยธรรมตะวันตกโดยเฉพาะอารยธรรมแบบอเมริกันจนนำไปสู่การเป็นขบวนการก่อการร้าย ในทางตรงกันข้าม อีกฝ่ายหนึ่งก็เน้นย้ำว่าตนดีกว่า เหนือกว่า และผลักดันอารยธรรมตะวันตกให้เป็นอารยธรรมเดียวของโลก เกิดเป็นขบวนการขวาจัดในประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งขยายตัวโดยการระดมผู้มีทรรศนะแบบชาตินิยม ลัทธิเชื้อชาตินิยมและเน้นความเป็นคนขาว การแก้ปัญหาปะทะกันในอนาคตกลุ่มต่างๆ คือ การถืออารยธรรมหนึ่งเดียวกันทั่วโลก และการขยายอารยธรรมใดอารยธรรมหนึ่งให้มีเหนือกว่าอารยธรรมอื่น แต่ทั้งสองวิธีต่างก็เป็นความฝันเฟื่องที่ผิดและไม่มีทางจะเป็นไปได้ การถืออารยธรรมหนึ่งเดียวกันทั่วโลกย่อมถูกต่อต้านจากคนทั้งโลก อารยธรรมอื่นๆ ทั้งหมดย่อมจะรวมหัวกันต่อต้านอารยธรรมที่ตั้งตัวเองเป็นอารยธรรมสากล ส่วนการขยายอารธรรมของตนให้เหนือกว่าอารยธรรมอื่นก็ง่ายที่จะล้มเหลวเพราะในแต่ละอารยธรรมต่างก็มีอัตลักษณ์ของตนเองที่ไม่เป็นรองอารยธรรมอื่นใด

เมื่อไม่เห็นว่าจะมีความเป็นไปได้ใน 2 ทางนี้ จึงเกิดกระแสเรียกร้องให้ยอมรับพหุวัฒนธรรมเพื่อความปลอดภัยของโลกยิ่งขึ้น กระแสพหุวัฒนธรรมให้ยอมรับความแตกต่างหลากหลายของวัฒนธรรม การยอมรับวัฒนธรรมจึงเท่ากับเป็นการยอมรับความมีอยู่จริงของอารยธรรมอื่นไปพร้อมกัน คนส่วนมากยอมรับกระแสพุหวัฒนธรรม ได้หากแต่ก็ต้องการเวลา ต้องการพลังปัญญา เพื่อการสร้างสรรค์ ปรับตัว ร่วมมือ และแสวงหาท่าทีในการยอมรับความเป็นพหุวัฒนธรรมของแต่ละภาคส่วนให้สมดุลที่สุด

ความเป็นพหุวัฒนธรรม

พหุวัฒนธรรม (multiculture) เป็นรูปแบบแนวคิดของการอยู่รวมกลุ่มของคนในสังคมที่มีความแตกต่างหลากหลายทางด้านความคิด ภาษา ศาสนา การแต่งกาย วิถีชีวิต โดยอยู่ร่วมกันอย่างผสมกลมกลืนกัน หรือ หากไม่ผสมกลืนกันก็อยู่ร่วมกันได้ ไม่ขัดแย้งกัน เนื่องด้วยกลุ่มชนไม่อยู่ติดพื้นที่ มีการเคลื่อนย้ายกลุ่มคนข้ามพื้นที่ ข้างภูมิภาค ข้ามประเทศ ทำให้ชุมชนมีผู้อยู่แต่เดิมและผู้มาใหม่ซึ่งมีความแตกต่างกัน ความแตกต่างย่อมมีความน่าสนใจ แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้เกิดความรู้สึกแปลกแยก ดังนั้น การผสมกลมกลืนจึงเป็นแนวทางที่รัฐได้เข้ามามีบทบาทในการบังคับให้แต่ละกลุ่มชนต้องปฏิบัติตามวัฒนธรรมหลักของชาตินั้น ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดหม้อหลอมละลาย (melting pot) หรือชามสลัด (salad bowl) ของประเทศสหรัฐอเมริกา ในกระบวนการนี้ได้เกิดการต่อรองจากกลุ่มชาติพันธุ์และวัฒนธรรมย่อยในประเด็นอัตลักษณ์เพื่อเพิ่มโอกาสให้กับผู้ถูกกดขี่ในการจัดการให้ผู้คนอยู่ร่วมกันอย่างราบรื่นมากที่สุด

กระแสพหุวัฒนธรรมขับเคลื่อนผ่านการไม่เชื่อว่ามีอารยธรรมสากล เพราะการเชื่อในอารยธรรมสากล จะทำให้ผู้ที่อยู่ในอารยธรรมนั้นทำตนเป็นตำรวจความคิดคอยจับตาดูคนอื่น ทั้งยังมุ่งกำจัดพวกที่คิดไม่เหมาะสมให้หมดสิ้นไป นำไปสู่การจำกัดพฤติกรรมและการแสดงออกเชิงวัฒนธรรมอื่นใดโดยไม่สนใจว่าสิ่งที่สูญหายไปนั้นมีคุณค่าเพียงใด ความเป็นพหุวัฒนธรรมไม่เพียงส่งเสริมอารยธรรมต่างๆ ที่ปรากฎในปัจจุบัน แต่ยังสืบค้นร่องรอยแห่งกำเนิดอารยธรรมเพื่อแสดงความหลากหลายของพัฒนาการทางอารยธรรม และเป็นการยืนยันว่า ในเวลาหนึ่งเวลาใดเคยมีมนุษย์ที่มีปัญญาสร้างสมอารยธรรมขึ้นไว้ให้แก่มวลมนุษยชาติ และส่งต่อความรุ่งเรืองเหล่านี้ไว้ให้แก่มนุษยชาติ

ความเป็นพหุวัฒนธรรม (multiculturality) จึงเป็นระดับคุณภาพของพหุวัฒนธรรมบนหลักการว่าโลกจำเป็นจะต้องมีหลายอารยธรรม แต่ละอารยธรรมมีเอกลักษณ์ของตนอันจะละเมิดมิได้ ทั้งนี้ แต่ละอารยธรรมย่อมศรัทธาในคุณค่าของอารยธรรมของตน ในขณะเดียวกัน ต้องยอมรับว่าอารยธรรมอื่นมีคุณค่าสำหรับคนอื่นด้วยเช่นเดียวกัน แม้ตนเองจะไม่มีศรัทธาก็ตามแต่จะต้องเคารพศรัทธาของกันและกัน ความเป็นพหุวัฒนธรรมจึงมิใช่การมีธำรงวัฒนธรรมให้อยู่ในพื้นที่แห่งใดแห่งหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของการมีชีวิตอยู่ร่วมกันของผู้คนจากหลากหลายวัฒนธรรม ดังเช่น วัฒนธรรมไทยที่เป็นวัฒนธรรมร่วมของอารยธรรมตะวันออก เช่น อินเดีย จีน เปอร์เซีย-อิสลาม และอารยธรรมตะวันตก เช่น กรีก-โรมัน อย่างกลมกลืน (รวิช ตาแก้ว, 2558) ดั่งจะเห็นได้จากพหุวัฒนธรรมและพหุศาสนาในพื้นที่ต่างๆ ของประเทศไทย และเป็นวิถีชีวิตของคนไทยกลุ่มต่างๆ

เมื่อกล่าวถึงความคิดความเชื่อความศรัทธาที่อยู่เบื้องหลังอารยธรรมและศาสนาต่างๆ การคิดอย่างปรัชญาจะเปิดพื้นที่ใหม่แห่งความเข้าใจได้ เช่น ระบบลัทธิปรัชญา ระบบ -ism ซึ่งเป็นระบบความเชื่อที่อยู่ในยุคโบราณ ระบบนี้เมื่ออยู่ในกระบวนทรรศน์ดึกดำบรรพ์ ล้วนเรียกว่า ศาสนา “religion” อะไรที่เป็นลัทธิในยุคโบราณ ในยุคดึกดำบรรพ์ก็คือศาสนาทั้งหมด แม้ปลาธรรมดาที่ว่ายอยู่ในน้ำ เกล็ดเป็นสีขาวสะท้อนแสง มนุษย์ก็เกิดความเชื่อขึ้น เพียงเท่านี้ก็เป็นศาสนาอย่างหนึ่งได้ ศาสนาไม่จำเป็นต้องมีศาสดา การกำหนดว่าต้องมีศาสดา เป็นการกำหนดของนักวิชาการในยุคสมัยใหม่ (modern era) ซึ่งจำแนกว่าความเชื่อใดไม่มีศาสดา ให้กลับไปเป็นลัทธิ แต่ในยุคดึกดำบรรพ์ เชื่ออะไร สิ่งนั้นก็เป็นศาสนาแล้ว การเชื่อว่าหญ้ามีชีวิตก็เป็นศาสนา กระต่ายเป็นเทพเจ้าก็เป็นศาสนา เพราะศาสนาของยุคดึกดำบรรพ์นั้นคือ สิ่งที่ขยายไปเป็นวิถีชีวิต ศาสนาแต่ดั้งเดิมคือรูปแบบชีวิต (way of life) เราเชื่ออะไร เรานับถือศาสนาอะไร มันก็คือ วิถีชีวิตของเราอย่างนั้น (เอนก สุวรรณบัณฑิต, 2562ก) ถ้าเราเชื่อว่าภูเขามีเทพ ภูเขาต่างๆ ก็จะมีเทพ เราก็จะเคารพภูเขาต่างๆ เราก็จะมีพฤติกรรมศาสนา

แต่ระบบลัทธิความเชื่อ (-ism) เป็นวิถีชีวิตหรือไม่ ในยุคโบราณมองว่าเอกภพมีกฎเกณฑ์ตายตัว ธรรมชาติมีกฎธรรมชาติ ( law of nature) เมื่อเราเข้าใจกฎของธรรมชาติ เราก็จะดำเนินชีวิตได้ จะเกิดแกนหลักของวิถีชีวิตและมีความเชื่อต่างๆ เข้ามาผสมเป็นรายละเอียดในวิถีชีวิต คนโบราณคิดว่าและมองว่ากระบวนทรรศน์เก่าที่มองเอกภพเป็นกลีภพว่าผิด นักปราชญ์หันความสนใจมาแสวงหากฎเกณฑ์ของโลก และมนุษย์ควรรู้กฎเกณฑ์เพื่อแสวงหาความสุขในโลกนี้ เพราะว่ากฎเกณฑ์แท้จริงบงการทุกอย่าง กฎเกณฑ์นี้เรียกว่า “ชะตา” เป็นอำนาจที่ลึกลับที่สุดและเป็นสิ่งที่มีกฎเกณฑ์ที่สุด ซึ่งผลักดันโลกให้ก้าวจากกลีภพไปสู่เอกภพ ความรู้เป็นเคล็ดลับของการกระทำ เป็นปัญญาคิด ช่วยทุ่นแรง ทุ่นเวลา ความรู้ต่าง ๆ แสดงออกผ่านตำนานและซ่อนกฎเกณฑ์ต่างๆ ไว้ให้เรียนรู้ เมื่อผ่านเวลานานเข้า ได้มีการเรียบเรียงและกำหนดเป็นกรอบความรู้เข้าไว้ด้วยกัน ก็ได้เป็นกฎเกณฑ์หลักขึ้นมา แม้จะมีข้อยกเว้นบ้าง ก็ต้องไม่ฝืนกฎเกณฑ์สูงสุด การเชื่อในระบบเครือข่ายความคิดเช่นนี้ทำให้เกิดความต้องการที่จะรู้กฎเกณฑ์ให้มากที่สุด เพื่อจะได้ผลประโยชน์จากความรู้นั้น และผู้ที่รู้กฎเกณฑ์มากกว่าก็จะได้เปรียบผู้ที่รู้กฎเกณฑ์น้อยกว่า กรอบของชะตาเป็นกฎเกณฑ์ที่แน่ชัดว่า ถ้าทำดี ต้องได้ดี ถ้าทำไม่ดี ต้องได้รับผลตอบแทนของความไม่ดีนั้นอย่างแน่นอน ความเชื่อเช่นนี้สืบทอดต่อกันมาอย่างต่อเนื่อง เป็นความยึดมั่นถือมั่นต่อระบบเครือข่าย จนไม่กล้าคิดอะไรออกไปนอกกรอบของเครือข่ายความรู้ ใครไม่เชื่อในระบบเครือข่าย ถือว่าแปลกแยก ยุคโบราณนี้หากอยู่ลัทธิไหน ก็จะมีวิถีชีวิตตามลัทธินั้นอย่างชัดเจน

ครั้นถึงยุคกลาง นักปราชญ์เชื่อว่าโลกมีกฎเกณฑ์ แต่ไม่อาจจะให้ความสุขเที่ยงแท้แก่มนุษย์ได้ ความสุขแท้มีอยู่แต่ในโลกหน้า จึงต้องทุ่มเททรัพยากรต่าง ๆ และแสวงหาวิธีการที่สามารถตระเตรียมความสุขในโลกหน้าได้อย่างดี ความรู้วิชาการและความรู้เทคนิคต่าง ๆ ไม่ใช่สิ่งสำคัญอีกต่อไป แต่ความรู้ศาสนาจึงสำคัญที่สุด นักบวชที่เป็นนักวิชาการจึงร่วมใจกันสร้างเครือข่ายความรู้เพื่อรับรองต่อข้อเชื่อ ข้อศรัทธาและเรื่องเล่าในศาสนาให้สมเหตุสมผลและสอดคล้องต้องตรงกันอย่างมีระเบียบแบบแผน การสร้างโลกและสิ่งต่าง ๆ ของพระเจ้าเป็นไปอย่างมีระเบียบ เนื่องด้วยพระเจ้าทรงเป็นสัพพัญญู ดังนั้น สิ่งสร้างจึงเรียงลำดับชั้นจากต่ำสุดไปถึงสูงสุดอย่างสมบูรณ์แบบ ความเชื่อต่างๆ ก็จะเป็นทั้งศาสนาและลัทธิความเชื่อ คือ มีทั้งศาสนาและลัทธิความเชื่อ ศาสนาคือศาสนา คนที่นับถือศาสนามีความเชื่อ (-ism) ร่วมด้วยได้ ซึ่งจะทำให้เกิดการปฏิบัติที่ต่างกัน เกิดเป็นนิกายต่างๆ ของศาสนา

เมื่อโลกก้าวสู่ยุคสมัยใหม่ มนุษย์เชื่อถือวิธีการวิทยาศาสตร์ การรู้กฎเกณฑ์ของโลกจะทำให้โลกนี้เป็นสวรรค์สำหรับมนุษย์ทุกคนและมีเพียงวิทยาศาสตร์เท่านั้นที่จะแสวงหาความรู้ในกฎเกณฑ์ของโลกได้ วิทยาศาสตร์จะแก้ปัญหาทุกอย่างของมนุษย์ได้ ยุคนี้ไม่สนใจศาสนา สนใจแต่วิถีชีวิต แต่เป็น lifestyle มนุษย์จะมีวิถีชีวิตอย่างไรก็ได้ เป็นของแต่ละคน เป็นปัจเจก แต่ละคนต้องมีวิถีชีวิตของตนเอง แต่ก็อยู่ร่วมกันกับผู้อื่นที่มีวิถีชีวิตของเขาเองด้วย (Pisman, 2007) อย่างไรก็ตาม วิถีชีวิตนั้นไม่ต้องยึดหลักศาสนา แต่มีลัทธิเข้ามามีบทบาท เช่น ลัทธิเสรีนิยม ลัทธิมาร์ก เป็นต้น คนในยุคนี้เอาวิถีชีวิตเป็นตัวตั้ง แล้วค่อยดูว่าไปสิ่งที่ตนปฏิบัตินั้นตรงกับศาสนาหรือลัทธิหรือคำสอนใด ถ้าเขายังนับถือศาสนาก็ค่อยเอาคำสอนศาสนามาเป็นเหตุผลสนับสนุนสิ่งที่ตนเองเลือกปฏิบัติเป็นวิถีชีวิต เช่น คนที่ชอบไปทำสวน ปลูกต้นไม้ ไม่แก่งแย่งแข่งขัน นั่นก็คือ วิถีชีวิตของเขา ในขณะที่คนในยุคโบราณและยุคกลางจะดูว่าตนเองเชื่อลัทธิหรือศาสนาใด แล้วประพฤติปฏิบัติตามหลักการของลัทธิและศาสนานั้น ในยุคนี้ ศาสนาก็ยังคล้ายจะถือหลักว่าปรัชญาเป็นสาวใช้ของศาสนาอย่างยุคกลาง แต่เอาวิทยาศาสตร์มารับใช้ศาสนาแทน เช่น ชไลเออร์มาเคอร์ (F. Schleiermacher, 1768-1834) ต้องการเอาเหตุผลวิทยาศาสตร์มาอธิบายศาสนา ด้วยเชื่อว่าศาสนากับวิทยาศาสตร์ไปด้วยกัน ตามกระแสขบวนการปัญญา (enlightenment movement) โดยการตีความเพื่อไม่ให้ตกกระแสและเสนอเป็นเทววิทยาเสรีนิยม (liberal/natural theology) ในยุคนี้ ในระดับปัจเจกนั้นคนจะสนใจแต่วิถีชีวิตของตนเอง เขาไม่ยอมรับและไม่สนใจวิถีชีวิตของคนอื่น เขาจะเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง เขาจะไม่สนใจว่า วัด โบสถ์ สุเหร่าจะตั้งมากี่ปี จะมีการสวดมนต์ จัดงานอะไรอย่างไร เขาไม่สนใจ แต่ถ้ารบกวนวิถีชีวิตเขา เขาก็จะไม่ยอมทน ย่อมใช้กฎหมายมาช่วยให้ตัวเองดำเนินวิถีชีวิตที่เขาต้องการ

ยุคปัจจุบัน มนุษย์คิดอะไร เชื่ออะไร ถือเป็นวิถีชีวิต (way of life) เพราะมันคือการพัฒนาไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีกว่า มองทุกอย่างด้วยวิจารญาณ มีการวิเคราะห์แยกประเด็นเพื่อความเข้าใจที่เป็นกลาง ประเมินค่าแต่ละส่วนที่แยกออกมาว่าให้คุณหรือโทษอย่างไร และประยุกต์ส่วนที่เป็นคุณไว้ใช้ตามเป้าหมายของมนุษยชาติ แล้วชี้แจงอย่างมีเหตุผลตามความนิยม ไม่รบราฆ่าฟันกัน ไม่ชัดแย้ง ทะเลาะเบาะแว้งกัน วิถีชีวิตไม่ใช่ lifestyle แต่เป็น mix and match เป็นการหยิบเอาวิถีความเชื่อต่างๆ อย่างละนิดอย่างละหน่อย มีทั้งดึกดำบรรพ์ โบราณ ยุคกลาง สมัยใหม่ มาร่วมกัน เป็นวิถีชีวิตของเขา แต่เป็นการยอมรับความแตกต่างหลากหลาย (variety and diversity) และทนได้กับวิถีชีวิตของคนอื่น แต่ถ้าปล่อยไปจนสุดทางก็จะเกิดการพร่องไปของอัตลักษณ์ จึงต้องมีการส่งเสริมอัตลักษณ์เข้ามาเสริม ไม่มีการส่งเสริมด้านใดถูกต้องที่สุด แต่ให้ดูว่าทำวิถีไหนแล้ว คุณภาพชีวิตดีกว่าก็ให้ทำตามวิถีนั้น

อย่างไรก็ตาม คุณภาพชีวิตที่ดีของผู้นับถือศาสนาคือ การบรรลุเป้าหมายสูงสุดของศาสนา เป้าหมายสูงสุดของศาสนาเป็นเรื่องของความศรัทธา ความศรัทธานั้นเป็นความเชื่อที่เกิดขึ้นจากยอมรับแนวคิด คำสอนและวิธีปฏิบัติแล้วยึดถือมาเป็นแนวทางในการปฏิบัติจนเกิดผลที่ดีกับชีวิตของตน จากนั้นก็ยึดถือปฏิบัติตามจนเกิดพฤติกรรมเคยชินและความเชื่อนั้นก็ฝังลึกอยู่ภายในจิตใจว่า ตนจะต้องปฏิบัติตามวิถีทางนั้นอย่างมั่นคง ศรัทธาจึงมีวิถีคู่เคียงกับจิตสำนึกอย่างแยกออกจากกันไม่ได้ เพราะศรัทธาคอยเกื้อหนุนให้เกิดความพยายามที่จะให้บรรลุเป้าหมายที่ต้องการของแต่ละศาสนา แนวคิดเรื่องศาสนาจึงเป็นความศรัทธาที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติกิจทางศาสนา บุคคลก็จะมีเป้าหมายสูงสุดตามแนวทางศาสนานั้น เป้าหมายสูงสุดของผู้มีศรัทธาต่อศาสนาจึงเป็นเป้าหมายสูงสุดเดียวกันกับเป้าหมายของศรัทธา การปฏิบัติกิจของศาสนาในแต่ละครั้งก็เป็นเป้าหมายเฉพาะกิจที่กำหนดด้วยแนวทางของศาสนานั้นเช่นกัน และมาตรการจริยะก็เป็นตามกรอบของศาสนา มโนธรรมจึงเกิดจากการใช้มาตรการจริยะในแต่ละครั้ง เพื่อให้บรรลุเป้าหมายเฉพาะกิจที่สอดคล้องกับเป้าหมายสูงสุดของศรัทธา แต่สำหรับคนที่ไม่ยอมรับเป้าหมายของศาสนามาเป็นเป้าหมายสูงสุดนั้น แต่ละคนมักจะมีวิถีการเลือกปฏิบัติตามแนวคิดของตนเอง และเป็นแนวคิดที่ไม่เกี่ยวข้องกับศาสนาใด

การที่เข้าใจเรื่องต่างๆ ได้อย่างต่อเนื่องเช่นนี้ จะพบว่าไม่มีสิ่งใดที่พอข้ามผ่านยุคสมัยแล้วจะหายไปอย่างสิ้นเชิง สิ่งนั้นเพียงแต่มีการปรับเปลี่ยนไปตามกระบวนทรรศน์ของยุคเท่านั้น การเข้าใจผ่านปรัชญากระบวนทรรศน์ก็จะเข้าใจการเปลี่ยนแปลงทัศนคติ ความคิด ความเชื่อที่ก้าวหน้าตามอารยธรรมมนุษย์ (เอนก สุวรรณบัณฑิตและกีรติ บุญเจือ, 2558) การเข้าใจเช่นนี้เป็นรากฐานของความเป็นพหุวัฒนธรรม ทุกฝ่ายจึงต้องย้อนมองให้ออกว่าในอดีตเป็นอย่างไร แล้วส่งทอดมาจนถึงปัจจุบันอย่างไร อย่างมองตัดขวางเป็นช่วงๆ แล้วก็บอกว่ามันหายไป สูญไป ถ้าอะไรๆ ก็หายไป ในยุคนี้ก็จะไม่สามารถรื้อฟื้นความคิดความเชื่อแต่เดิมกลับมาได้ เท่ากับบีบให้โลกต้องมุ่งไปทางวิทยาศาสตร์อย่างเต็มกำลัง แต่ในความเป็นจริง ความหลากหลายที่เกิดทั่วโลก นี่คือ สิ่งที่มนุษย์สามารถใช้ปัญญาในการพิจารณาได้เป็นอย่างดีว่าสายธารอารยธรรมของตนนั้นดำเนินมาอย่างไรและตนอยู่ในกลุ่มวัฒนธรรมใด ควรปฏิบัติตนอย่างไรเพื่อเป็นสมาชิกที่ดีของกลุ่มวัฒนธรรมของตน เป็นส่วนหนึ่งในการธำรงอารยธรรมของตนและเป็นพลเมืองที่ดีของประเทศที่ตนอยู่อาศัยอีกด้วย

การปฏิบัติพหุวัฒนธรรม

การปฏิบัติพหุวัฒนธรรม (multicultural practice) เป็นแนวทางของความสมานฉันท์ ซึ่งต้อ งเข้าใจสมานฉันท์ให้ลึกซึ่ง คำว่า “สมานฉันท์” ตรงกับภาษาอังกฤษว่า “reconciliation” มาจาก reconcile ซึ่งเป็นคำกริยา ซึ่งแปลมาจากภาษาฝรั่งเศส reconcillier มีรากภาษาลาตินคือ reconcilare ประกอบจาก re + concilare

re- หมายถึง อีกครั้ง (again)

concilare หมายถึง ทำให้คุ้นเคย (make friendly)

แนวทางสมานฉันท์เมื่อตีความตามศัพท์จึงเป็นแนวทางให้แต่ละฝ่ายเป็นเพื่อนกัน ไม่รู้สึกแปลกแยกแตกต่างกับความเป็นอื่น มีความคุ้นเคยกัน หรือกลับมาเป็นเพื่อนกันอีกครั้ง ฉะนั้น การแก้ปัญหาในแนวทางนี้จึงมีหลักการสำคัญที่จะส่งเสริมให้เกิดความรู้ความเข้าใจในวัฒนธรรมของคนอื่น รากเหง้าความเป็นมา อารยธรรมที่เป็นเขาสังกัด เป็นความเข้าใจตามความเป็นจริง ไม่ตัดสินด้วยเกณฑ์วัฒนธรรมของตน และทำให้รู้สึกเป็นมิตรต่อกัน เป็นเพื่อนกัน ความเข้าใจในบริบทเช่นนี้ไม่กระทบกระเทือนต่อคุณค่าใด ๆ ในวัฒนธรรมใดของโลกเลย ทั้งยังจะช่วยแก้ไขความยึดมั่นถือมั่นที่ผิด จากนั้นส่งเสริมให้เกิดบรรยากาศของความงอกงามเชิงวัฒนธรรมที่มีร่วมกันในฐานะวัฒนธรรมของเพื่อนอีกด้วย

คุณค่าของความแตกต่างนั้นเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาความรู้ของมวลมนุษยชาติเป็นที่สุด เฉกเช่นกับ ความเป็นจริงในธรรมชาติที่มิได้ประกอบไปด้วยสิ่งที่เหมือนกันหรือคล้อยตามกันไปทั้งหมด แต่กลับประกอบไปด้วยความแตกต่างหลากหลายของสรรพชีวิตและสิ่งแวดล้อมที่อิงอาศัยกันเป็นระบบองค์รวมที่ประสานสอดคล้องกันได้อย่างน่าอัศจรรย์ เป็นเอกภาพในความหลากหลาย (unity in diversity) นั่นคือสรรพสิ่งไม่มุ่งเอาชนะกัน แต่เปลี่ยนมาเป็นส่งเสริมกัน ถือว่าความหลากหลายเป็นความสวยงามทางความคิด และเป็นปัจจัยแห่งการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ หลักการสำคัญคือ การแสวงหาจุดร่วม สงวนจุดต่าง เปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้แสดงความคิดต่าง ทุกคนมีสิทธิที่จะแสดงความคิดเห็นตามระบบเครือข่ายของตนเอง และก็ยอมรับฟังความคิดตามระบบเครือข่ายของผู้อื่น โดยไม่ได้มุ่งที่จะล้มล้างหรือเอาชนะความคิดเหล่านั้นว่าไม่ตรงกับความเป็นจริง แต่มองหาจุดร่วมและแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์เพื่อความก้าวหน้า ความเจริญเพื่อสันติภาพของโลก

การเรียนรู้ที่จะดำเนินชีวิตด้วยความสมานฉันท์ ด้วยการยอมรับในความแตกต่างหลากหลายของมนุษย์ ว่าจำเป็นต้องแตกต่างกันเป็นธรรมดาอยู่แล้ว ทั้งนี้มิใช่แตกต่างเพื่อความขัดแย้งแตกแยกกัน แต่เพื่อการประสานสอดคล้องเกื้อกูลซึ่งกันและกัน พึ่งพาอาศัยแบ่งปันความรู้และประสบการณ์แก่กัน เติมเต็มซึ่งกัน ร่วมมือกัน ให้มีความหลากหลายในเอกภาพที่พร้อมจะช่วยเหลือเกื้อกูลด้วยความเคารพและเมตตาต่อกัน (เอนก สุวรรณบัณฑิต, 2559) ทั้งหมดดังกล่าวก็เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตและการอาศัยอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข

อย่างไรก็ตาม ข้อคำนึงบางประการที่ต้องตระหนักร่วมด้วยในการสร้างความสมานฉันท์เชิงพหุวัฒนธรรม คือ ปัจจัยทางจิตวิทยาที่อยู่เบื้องหลังมาตรการต่างๆ ได้แก่ อคติจากการมองโลกในแง่ดี (optimism bias) และอคติจากการมองโลกในแง่ร้าย (pessimism bias) อคติทั้ง 2 ตัวนี้มีในตัวของเราทุกคน ยิ่งเป็นผู้ที่ยึดมั่นในความคิดของตนเอง (egocentric thinking) ก็ยิ่งยึดมั่นในตนเองสูง ยิ่มจะเป็นผู้มีอคตินี้อย่างชัดเจน เรื่องหนึ่งเรื่องใด หากมองโลกในแง่ดี วิธีการก็จะแบบหนึ่ง หากมองโลกในแง่ร้าย วิธีการก็จะอีกอย่างหนึ่ง อคติจากการมองโลกในแง่ดีมีผลแตกต่างกันในเหตุการณ์เชิงบวกและเชิงลบ ในเหตุการณ์เชิงบวก อคติจากการมองโลกในแง่ดีจะนำไปสู่ความสุขและความมั่นใจ แต่ในเหตุการณ์เชิงลบ อคติจากการมองโลกในแง่ดีจะนำไปสู่ความเสี่ยงที่สูงยิ่งขึ้นที่จะประสบกับเหตุการณ์นั้น เนื่องจากการมีพฤติกรรมเสี่ยงและไม่ทำการป้องกันความเสี่ยงใดๆ ในขณะที่อคติจากการมองโลกแง่ร้ายจะทำให้ประเมินโอกาสที่เหตุการณ์เชิงลบจะเกิดมากเกินไป ผ่านกลไกความเป็นตัวแทน (representativeness heuristic) ว่าเหตุการณ์จะเกิดจากคนไม่ดี ทำให้ยิ่งวิตกกังวลเกินกว่าเหตุ และนำไปสู่การเตรียมการป้องกันที่เกินกว่าเหตุด้วยเช่นเดียวกัน ในสังคมพหุวัฒนธรรมย่อมมีฝ่ายที่มีแนวคิดเสรีนิยม ส่งเสริมอำนาจตัดสินใจในตนเองอย่างเสรี (MacDonald, 2010) เพื่อเลือกสรรวัฒนธรรมที่ส่งเสริมคุณภาพชีวิตของกลุ่ม ฝ่ายนี้มีบทบาทในการเปิดรับพหุวัฒนธรรม และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับผู้อื่น อย่างไรก็ตาม ฝ่ายนี้ย่อมมีอคติจากการมองโลกในแง่ดีแฝงอยู่ทำให้ขาดความระมัดระวังต่อความเป็นไปได้ของการเลือนหายไปของอัตลักษณ์ของกลุ่มตน ในอีกด้านหนึ่ง ฝ่ายปกป้องพิทักษ์อารยธรรมและวัฒนธรรมของตน ฝ่ายนี้มีบทบาทสำคัญในการเป็นกำแพงพิงหลังของอารยธรรม ค้ำประกันว่าอารยธรรมจะไม่ถูกดัดแปลง กลืนกินจนหมดสิ้นไป เป็นกำแพงสุดท้ายของแต่ละอารยธรรม แต่เมื่อใดก็ตามที่ฝ่ายป้องกันนี้มีอคติของการมองโลกในแง่ร้าย เขาจะมีอคติโอนเอียงไปในการออกมาตรการป้องกันที่เน้นอนุรักษ์สุดโต่ง ผลของการยอมรับในพหุวัฒนธรรมจากฝ่ายอนุรักษ์ผู้มีอคติจากการมองโลกแง่ร้ายเช่นนี้จะยิ่งกลายเป็นการเพิ่มความเข้มแข็งให้กับแต่ละกลุ่ม ต่างกลุ่มต่างเน้นอนุรักษ์สุดโต่ง ยิ่งจะทำให้เกิดการสร้างวงขอบที่แตกต่างเด่นชัดและข้ามกันไม่ได้ให้แก่ความพิเศษหนึ่งเดียวของกลุ่มวัฒนธรรมนั้นไปพร้อมกัน ยิ่งทำให้กลุ่มอื่นๆ ไม่สามารถที่จะเข้าไปเชื่อมต่อได้อย่างเดิมอีกต่อไป ในหลายครั้งแม้กลุ่มอารยธรรมเดียวกัน แต่วัฒนธรรมย่อยต่างกัน ก็กลายเป็นแตกต่างกันไป ในที่สุด แต่ละกลุ่มกลับจะไม่สามารถที่จะรู้จักกันอย่างแท้จริง เป็นแต่เพียงการยอมรับว่าอีกกลุ่มหนึ่งมีอยู่เท่านั้น ซึ่งเป็นเรื่องที่เปราะบางมากขึ้นเมื่อความแตกต่างทางวัฒนธรรมนี้ถูกทำให้เป็นความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างวัฒนธรรมและระหว่างอารยธรรม

เมื่อเข้าใจปัญหาพื้นฐานในทางปฏิบัติเช่นนี้แล้ว ฝ่ายที่เน้นการส่งเสริมความสมานฉันท์เชิงพหุวัฒนธรรมจึงต้องไม่เป็นเพียงผู้ที่มองโลกในแง่ดี เพราะอคติจากการมองโลกในแง่ดีก็จะทำให้เราไม่ทำอะไรเลย ติดหล่มอยู่ในอุดมคติของพหุวัฒนธรรมโดยได้กระทำการอย่างกระตือรือล้น การปฏิบัติพหุวัฒนธรรมนั้นต้องการเครื่องมือทางปรัชญาหลังนวยุคที่สำคัญคือ

  1. วิจารณญาณในการรับฟัง ฟังอย่างตั้งใจเพื่อให้รู้อย่างองค์รวม (เอนก สุวรรณบัณฑิต, 2561) แล้วนำสมรรถภาพคิดทำการวิเคราะห์หาความหมายต่าง ๆ ที่เป็นไปได้ทั้งหมด พร้อม ๆ ไปกับการประเมินค่า แล้วเลือกแต่สิ่งที่ดีและมีประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของแต่ละบุคคล ตลอดจนสังคมทั่วไปเพื่อมุ่งสู่ความสุขแท้ตามความเป็นจริงร่วมกัน
  2. การวางตัวเป็นกลางในการพิจารณาประเด็นต่าง ๆ อย่างรอบคอบ ให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย เข้าถึงเหตุผลของทุกคำตอบด้วยความเป็นธรรม เมื่อมองรอบคอบแล้วก็ตัดสินใจโดยเลือกเอาส่วนดีจากทุกทาง สังเคราะห์ส่วนดีต่าง ๆ ให้เข้ากันเป็นระบบใหม่ของตนเอง นำไปปฏิบัติโดยยึดทางสายกลางไว้เสมอ แต่เป็นทางสายกลางที่ยกระดับสูงกว่าสายที่ลำเอียง (กีรติ บุญเจือ, 2560)
  3. ส่งเสริมแนวทางการเรียนรู้ศาสนา คือ 1) ศึกษาศาสนาต่างๆ ด้วยใจเป็นธรรม 2) ศึกษาศาสนาต่างๆโดยยกย่องทุกศาสนาเท่าเทียมกัน 3) ศึกษาตามบริบทของศาสนาแต่ละศาสนา โดยตั้งสมมุติไว้ว่า ทุกศาสนาดีแต่ดีต่างกัน
  4. ใช้แนวคิดปรัชญากระบวนทรรศน์หลังนวยุคสายกลาง (moderate postmodern philosophy) ที่มีทรรศนะต่อศาสนาต่างๆ ว่าผู้นับถือศาสนาต่างกันควรหันหน้าเข้าหากัน ต่างลัทธิกันหันหน้าเข้ากัน เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ให้แก่กัน เพื่อสร้างบรรยากาศแห่งความเป็นเอกภาพบนความหลากหลาย ความร่วมมือระหว่างศาสนาอาจจะปฏิบัติได้เป็นขั้นๆ ดังนี้ 1) ไม่รังเกียจกัน 2) เคารพกัน 3) ช่วยเหลือกันตามมารยาทสังคม 4) หวังดีต่อกันด้วยความจริงใจ 5) แบ่งปันความรู้และประสบการณ์แก่กัน เพื่อพัฒนาไปด้วยกันโดยมีเป้าหมายร่วมกันในการสร้างสันติภาพ

สมานฉันท์จะเกิดขึ้นได้จริงในระหว่างอารยธรรม วัฒนธรรม ศาสนา นิกาย เชื้อชาติ ชนชาติ นั้นจะต้องเป็นสมานฉันท์ที่ปฏิบัติได้จริง (active reconciliation) โดยทั้งฝ่ายที่ส่งเสริมและฝ่ายอนุรักษ์นิยมมีความเข้าในในแนวทางสมานฉันท์อย่างเหมาะสมและมุ่งแสวงหาระดับของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข

สรุป

พหุวัฒนธรรมเป็นแนวคิดในการการเสริมศักยภาพการสร้างความสมานฉันท์ที่ได้รับการยอมรับในการแก้ปัญหาความขัดแย้ง ความแตกแยกระหว่างอารยธรรม วัฒนธรรม เชื้อชาติ และศาสนา ทั้งระหว่างและภายในอารยธรรม วัฒนธรรม เชื้อชาติ และศาสนานั้น การนำหลักพหุวัฒนธรรมไปใช้ต้องสร้างควมเป็นพหุวัฒนธรรม ยอมรับว่าอารยธรรมอื่นมีคุณค่าสำหรับคนอื่นด้วยเช่นเดียวกัน ทั้งนี้ ในยุคปัจจุบันต้องสร้างพหุวัฒนธรรมอยู่บนการใช้ชีวิต การเป็นวิถีชีวิตที่เน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิตบนฐานศาสนา วัฒนธรรม อารยธรรม ทั้งนี้ การปฏิบัติพหุวัฒนธรรมจะต้องเน้นการกลับมาเป็นเพื่อนกันอีกครั้งของทุกฝ่าย และพึงระวังอคติจากการมองโลกในแง่ดีและอคติจากการมองโลกในแง่ร้ายไปพร้อมกันและใช้เครื่องมือแห่งความสมานฉันท์ที่ทันสมัยนั่นคือ ปรัชญากระบวนทรรศน์หลังนวยุคสายกลางเพื่อให้เป็นสมานฉันท์ที่ปฏิบัติได้จริงและทุกฝ่ายอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ

บรรณานุกรม

  1. MacDonald F. (2010). Relational group autonomy. Ethics of care and multiculturalism paradigm. Hypatia. 25(1): 196-212.
  2. Pisman A. (2007). Lifestyles as centrifugal and centripetal forces in the polycentric network city of Flanders. In international conference on new concepts and approaches for urban and regional policy and planning, Leuven 2-3/4/2007 papers, Leuven. Retrieve on August, 5, 2019 from https://biblio.ugent.be/publication/379900/file/460473
  3. กีรติ บุญเจือ. (2560). ปรัชญาและจริยศาสตร์สมัยปัจจุบัน. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา.
  4. กีรติ บุญเจือ. (2556). ปัญหาและทางแก้เกี่ยวกับการอบรมคุณธรรมจริยธรรม รวมศีลธรรมในประเทศไทยจากมุมมองของแซมมวล ฮันติงตัน. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา.
  5. รวิช ตาแก้ว.(2558). ความหมายของคำ “ดีงาม” ในบริบทวัฒนธรรมไทย. วารสารบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา. 8(1): 258-272.
  6. เอนก สุวรรณบัณฑิต.(2561). ภูมิคุ้มกันเชิงสังคมในสังคมก้มหน้า. รมยสาร. 16(1): 25-40.
  7. เอนก สุวรรณบัณฑิต. (2559). คน สัตว์ สวนสัตว์: จริยธรรมแห่งการดูแล. รมยสาร. 14(3): 105-116.
  8. เอนก สุวรรณบัณฑิต, กีรติ บุญเจือ. (2558). สังคมบนฐานความรู้กับสันติภาพ.รมยสาร. 13(2): 149-160.
  9. เอนก สุวรรณบัณฑิต. (2562ก). การตีความปรัชญากระบวนทรรศน์กับลัทธิความเชื่อ. สืบค้นเมื่อ 5 สิงหาคม 2562 จาก https://philosophy-suansunandha.com/2019/07/18/paradigm-and-ism.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s