ปรัชญากับการพัฒนาประเทศ

ปรัชญากับการพัฒนาประเทศ

  อ.ดร.เอนก สุวรรณบัณฑิต

….

ปรัชญากับการพัฒนาประเทศเป็นเนื้อหาวิชาการที่สำคัญในช่วงของการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเศรษฐกิจ ประเทศไทยเปิดรับความคิดและความรู้จากภายนอกอย่างเต็มที่ ดังนั้น นักวิชาการจึงต้องทำการรื้อทิ้งความคิดความเชื่อเดิมโดยการใส่วงเล็บตามแนวคิดของฮุสเซิร์ล (Husserl bracketing; epoche) ซึ่งเป็นการลดทอนทางปรากฏการณ์วิทยา (phenomenological reduction) เพื่อให้เกิดพื้นที่ว่างในทางความคิดเพื่อการวางยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศที่ตรงตามความเป็นจริง เพื่อบรรลุถึงความเชื่อมโยงโดยตรงและมีมาแต่เดิมกับโลกอีกครั้ง มากกว่าที่จะสนใจแต่เพียงแนวความคิดหรือมโนคติที่เกี่ยวกับการพัฒนาประเทศ ทั้งนี้ ในการพัฒนาประเทศชาติจะต้องศึกษาปรัชญาที่เป็นรากฐานของระบบสมัยใหม่ที่เหมาะสมกับประเทศไทย ไม่ใช่เพียงศึกษาและเลียนแบบการพัฒนาของประเทศต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศในกลุ่มยุโรป ประเทศญี่ปุ่น หรือประเทศจีน แต่ประเทศไทยจำเป็นที่จะต้องศึกษาปรัชญาที่เป็นเหตุผลเบื้องหลังของการพัฒนาประเทศให้ลึกซึ้งและเป็นกระแสความคิดในปัจจุบัน ความคิดเชิงเหตุผล ความคิดเชิงปรัชญาประยุกต์ และแนวคิดที่สอดคล้องกับประวัติศาสตร์ อารยธรรม วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมไทย

กระบวนการตีความตามแนวคิดของหลักการอรรถปริวรรต (Hermeneutics) ซึ่งเป็นแนวคิดปรัชญาหลังนวยุคนิยม สายกลาง (Moderate Postmodernism) การใช้วิธีการอรรถปริวรรตเป็นวิธีการตีความ ตัวบท (Text) ที่ใช้เป็นสัญญะ (Sign) เพื่อการสื่อสารซึ่งเป็นสัญญะทางภาษา (linguistic sign) โดยการใช้การตีความที่ตัวหมาย (signifier) และความคิดที่ถูกหมาย (signified) สำหรับการสื่อสารในเรื่องนั้น ๆ ด้วยระบบของการสื่อสารส่งผลให้เกิดการตีความแตกต่างกันออกไปตามทรรศนะของผู้รับสาร อีกทั้งสัญญะที่แฝงมากับสารนั้นในบางครั้งอาจมีความคลุมเครือขาดความชัดเจน ดังนั้นการตีความสัญญะในแต่ละสัญญะของผู้รับสาร อาจไม่ครอบคลุมประเด็นที่ผู้ส่งสารต้องการสื่อสาร ด้วยเหตุนี้การตีความในแต่ละเรื่องจึงต้องทำความเข้าใจกับสัญญะที่ได้สื่อสารแก่สังคม ทั้งนี้ เพื่อเกิดความเข้าใจร่วมกันในกรอบความคิดและแนวคิดในการปฏิบัติที่มีเป้าหมายเดียวกันกับผู้ส่งสาร

ในประเทศที่พัฒนาแล้วมีการวางรากฐานของการพัฒนาชาติมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 15 ดังนั้น ในปัจจุบันจึงไม่เน้นปรัชญาพื้นฐานของการพัฒนาระบบต่างๆ ของประเทศ แต่พุ่งความสนใจไปในระดับรายละเอียดของระบบ ประสิทธิภาพ คุณภาพชีวิตและธรรมาภิบาล หากแต่ประเทศไทยเป็นประเทศกำลังพัฒนาและกำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่ประเทศที่มีรายได้สูง ดังนั้น จึงต้องสนใจแนวคิดปรัชญาพื้นฐานกันอย่างจริงจังเพื่อให้การวางระบบสังคม เศรษฐกิจ การปกครอง วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้มีการประสานสอดคล้องกันเชื่อมโยงกันในมิติต่างๆ (Melnikas, 2010) การทำความเข้าใจปรัชญาตามหลักเหตุผลจะทำให้การปฏิรูปประเทศดำเนินไปโดยการเชื่อมโยงกับศาสตร์พระราชา (King’s philosophy) และเกิดการต่อยอดศาสตร์ความรู้ต่างๆ ไปสู่โลกทรรศน์ใหม่ที่ก้าวพ้นความเป็นชาติรัฐแต่เป็นส่วนหนึ่งของหมู่บ้านโลก (global village)

วิธีการทางวิทยาศาสตร์ตามกระแสสมัยใหม่เป็นเพียงเครื่องมืออีกอันหนึ่งในการพิสูจน์ตามระบบเครือข่ายความรู้ แม้ก่อให้เกิดความก้าวหน้าเพราะพบความจริงในอีกหลายด้านซึ่งแต่เดิมหลุดลอดระบบเครือข่ายของหลักตรรกะไป ทำให้เกิดการพัฒนาด้านวิทยาการต่าง ๆ แต่นักปรัชญาก็ได้เกิดความสงสัยต่อเครือข่ายความรู้และเห็นว่าเป็นปัญหาสำคัญของโลก ความก้าวหน้าทางวิทยาการทำให้เกิดความขัดแย้งที่ขยายตัวขึ้นเรื่อย ๆ ในโลก ดังนั้น เพื่อขจัดความขัดแย้งอันนำไปสู่ความวุ่นวายของโลกนี้ จึงเกิดแนวความคิดที่ชี้ชวนให้คนไม่ยึดมั่นถือมั่นต่อเครือข่ายความรู้ เพราะเห็นว่าต่างคนต่างมีเครือข่ายความรู้เฉพาะตนที่แตกต่างจากเครือข่ายความรู้ของคนอื่น แต่ถ้าหากทำให้ทุกฝ่ายยอมรับกันและกันได้บนหลักการเอกภาพในความหลากหลาย (unity in diversity) มีหลายหลายองค์ประกอบ หลากหลายภาคส่วน แต่ประสานกลมกลืน สอดคล้องกันอย่างลงตัว (harmony) นั่นคือ ไม่มุ่งเอาชนะกัน แต่เปลี่ยนมาเป็นส่งเสริมกัน ถือว่าความหลากหลายเป็นความสวยงามทางความคิด และเป็นปัจจัยแห่งการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ หลักการสำคัญคือการแสวงหาจุดร่วม สงวนจุดต่าง โดยอิงอาศัยวิธีสุนทรียสนทนา (dialogue) เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้แสดงความคิดต่าง ทุกคนมีสิทธิที่จะแสดงความคิดเห็นตามระบบเครือข่ายของตนเอง และก็ยอมรับฟังความคิดตามระบบเครือข่ายของผู้อื่น โดยไม่ได้มุ่งที่จะล้มล้างหรือเอาชนะความคิดเหล่านั้นว่าไม่ตรงกับความเป็นจริง แต่มองหาจุดร่วมและแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ เพื่อความก้าวหน้า ความเจริญ เพื่อสันติภาพของโลก คนรุ่นใหม่จะต้องกล้าอย่างมีสติ ต้องเรียนรู้อย่างฉลาด และครอบคลุมอย่างรอบด้าน ทั้งยังต้องลดความยึดมั่นถือมั่นลง ใช้มุมมองอย่างเป็นกลางเพื่อวิจารณ์แนวคิดต่างๆ ทั้งจุดร่วมและจุดต่าง องค์ความรู้ต่าง ๆ จึงจะมีโอกาสใหม่ในการเพิ่มพูนความรู้ การคิดใหม่ไม่ใช่การมุ่งทำลายของเดิม แต่เป็นการประนีประนอมเพื่อให้เกิดความรู้ใหม่ที่ดีขึ้น ปัญญาของมนุษยชาติจึงจะสามารถยกระดับสูงขึ้นไปได้อีก

ปรัชญาเพื่อการพัฒนาประเทศจึงต้องดำเนินการวิจัย แต่มิใช่เพียงการวิจัยด้วยวิธีวิทยาอย่างหนึ่งอย่างใดเป็นพิเศษ  แต่ต้องมีพิจารณาว่าวิธีวิจัยใดเหมาะสมกับโจทย์วิจัย และเครื่องมือวิจัยที่หลากหลายจะช่วยชี้แนะการได้มาซึ่งข้อมูลที่สำคัญได้ การวิเคราะห์ปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกับปรัชญา ทั้งในทางเนื้อหาวิชาการ ทฤษฎี ตัวบท เอกสาร และการตอบคำถามเชิงประจักษ์ การสัมภาษณ์ การพูดคุย การสนทนา จะทำให้ได้ข้อคิดเห็น ทรรศนะจากผู้ทรงคุณวุฒิ ข้อมูลเหล่านี้ล้วนมีคุณค่าในการนำเสนอแนวคิดทางปรัชญาใหม่ที่จะกลายเป็นรากฐานในการพัฒนาประเทศชาติได้ เมื่อเข้าใจในเชิงกว้างก็จะทำให้เข้าใจปรากฏการณ์ทางปรัชญา คุณค่าในเชิงวิจักษ์ และนำไปสู่การประยุกต์ใช้ตามเป้าหมายของประเทศชาติได้

การนำข้อค้นพบมาเรียบเรียงและขยายความให้เห็นฐานความคิดที่แจกแจงให้ปรากฏชัดมากขึ้น ด้วยกระบวนการการตีความตามบริบทต่าง ๆ ทั้งที่ได้รับรู้ และได้ทดลองขยายฐานความคิดเหล่านั้นออกไปทีละประเด็น ทำให้ได้พบเนื้อหาสาระที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งและลึกซึ้งลงไปอีกชั้นหนึ่งในฐานะสาระทางปรัชญา

การพัฒนาที่ดีจึงต้องดำเนินการด้วยแผนบูรณาการโดยรัฐ องค์กรเอกชน สถาบันการศึกษา สถาบันศาสนา หน่วยงานอิสระ และจิตอาสาในด้านต่างๆ ที่ผสมผสานเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ เศรษฐกิจ  สังคม  สิ่งแวดล้อม  สุขภาพ  การทำมาหากิน  การอยู่ร่วมกัน  ให้ดำเนินไปอย่างกลมกลืนและสมดุล  โดยพิจารณาเงื่อนไขและปัญหาต่าง ๆ รวมทั้งทรัพยากรที่มีอยู่เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างรอบด้านและเป็นองค์รวม  ไม่แยกส่วน  รวมทั้งสร้างกรอบการใช้ทรัพยากร (utilization) การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน  งานบริการ  และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ส่งเสริมพลวัตในการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นระบบ แสดงให้เห็นถึงพลังการแข่งขัน  ความขัดแย้ง และการเปลี่ยนแปลงตามแนวคิดปรัชญาที่เกี่ยวข้อง  เชื่อในพลังร่วม (synergy) ที่จะก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึง และมากกว่าผลที่เกิดจากแต่ละอย่างที่แยกกันมารวมกัน   (the whole is greater than the sum of the parts)  การมีปฏิสัมพันธ์กัน  (interaction) ทางสังคมทำให้พลังร่วมระหว่างหลายกลุ่ม หรือส่วนประกอบต่าง ๆ ขององค์กรหรือของรัฐซึ่งก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีกว่าต่างฝ่ายต่างแยกกันทำ  นักการศาสนา นักบวชยิ่งมีบทบาทเพราะสามารถบรรยายชี้แจงเพื่อกระตุ้นสำนึกคุณธรรมของประชาชน โดยแสดงให้เห็นว่ามนุษย์เรามีโอกาสสร้างคุณธรรมเฉพาะในโลกนี้เท่านั้นจึงต้องขวนขวายปฏิบัติไว้ให้มากและอย่างดีที่สุด จะรอไปปฏิบัติในโลกหน้าไม่ได้ นั่นคือ เน้นการต้องทำดีในชีวิตประจำวัน ให้มีคุณธรรมเป็นอุปนิสัย พลเมืองคุณภาพเช่นนี้ย่อมเป็นพื้นฐานที่น่าวางใจและเป็นกำแพงพิงหลังที่แข็งแกร่งของการพัฒนาประเทศชาติให้เกิดขึ้นเพื่อความยั่งยืนต่อไป

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s