ทรรศนะต่อความรู้

ทรรศนะต่อความรู้

อ.ดร.เอนก สุวรรณบัณฑิต

  ความรู้ (knowledge) มีความหมายตาม Webster’s Dictionary Encyclopedic edition (1995) หน้า554 ว่า state of knowing, cognition, understanding ซึ่งเป็นสภาพของการรู้ทาง ปัญญา หรือการเข้าใจ ซึ่งเป็นสมรรถนะหนึ่งของมนุษย์ ซึ่งมนุษย์ต่อยอดสัญชาตญาณมนุษย์จากการมีชีวิตรอด มาเป็นการสืบเผ่าพันธุ์ด้วยการอยู่ร่วมกันกับคนอื่น สร้างสังคมมนุษย์ เกิดภาษาเพื่อการติดต่อสื่อสาร และนำไปสู่การใช้ปัญญา ทำให้มนุษย์กลายเป็นสัตว์ปัญญา หรือสัตว์เหตุผล ปัญญาเป็นสารัตถะอีกด้านของมนุษย์ที่พร้อมที่จะพัฒนาไปตามแรงบันดาลใจที่อาจจะมาจากปัญญาเอง และ/หรือมาจากสัญชาตญาณก็ได้ มนุษย์สามารถเอาชนะอวิชชาก็เพื่อพัฒนาคุณภาพความเป็นมนุษย์ให้ดีขึ้นกว่าเดิม แรงบันดาลใจในการแสวงหาความรู้ก็คือความมักรู้ (curiosity) ความสุข (happiness) จากการได้รู้ และความมั่นใจในความจริง (conviction of truth) ที่ว่าสิ่งที่รู้นั้นเป็นความจริง

แรงบันดาลใจนี้กระตุ้นการพิชิตอวิชชา ได้เป็นวิชชาต่างๆ ซึ่งมีการจัดหมวดหมู่ เรียบเรียงและสั่งสอนกันเรื่อยมา เกิดผู้รู้ซึ่งทำหน้าที่ให้ความรู้ และผู้เรียนซึ่งอาจจะเป็นผู้รู้ในกาลต่อไป หรือเป็นเพียงผู้ใช้ความรู้ในทางปฏิบัติก็ได้ ความรู้พัฒนาก้าวหน้า ถูกยับยั้ง ทำลาย และฟื้นฟูสลับไปมาในหน้าประวัติศาสตร์ แต่สิ่งที่สำคัญกลับไม่ใช่ประเด็นว่าเป็นความรู้เรื่องใด แต่กลับเป็นความสำคัญของความรู้เอง นั่นคือ ความรู้กลายเป็นส่วนหนึ่งของอำนาจ (power) และการสืบทอดอำนาจ (legitimate succession)  ความรู้เป็นอำนาจเนื่องจากมันที่มีอิทธิพลต่อระบบของความคิดของมนุษย์ กลุ่มคนที่มีความรู้มักจะสามารถควบคุมการสืบทอดอำนาจหรือสืบทอด สถาบันต่างๆ ในสังคมได้  อำนาจและความรู้จึงแยกจากกันไม่ออก จนเป็นที่มาของวลี “ความรู้คืออำนาจ” ความรู้ครั้งหนึ่งเป็นเรื่องของการเล่าเรียน การบ่มเพาะจิตใจ มีผู้ให้ความรู้ (supplier of knowledge) และผู้ใช้ความรู้ (user of knowledge) แต่ตอนนี้ความรู้ถูกสร้างขึ้นให้มีรูปแบบของคุณค่า (form of value)  ความรู้ที่ขายได้จึงเป็นความรู้ที่มีคุณค่า  ผู้รู้ (knower) จึงเปลี่ยนเป็นผู้บริโภคความรู้ (consumer of knowledge) ประเด็นสำคัญคือ ความรู้คู่คุณธรรม หรือคุณธรรมนำความรู้ที่สอนกันในสังคมได้เลือนหายไป ขณะที่แนวคิดสังคมฐานความรู้ (knowledge based society) ได้รับการขานรับ เพื่อตอบโจทย์ปัญหานี้แทนที่ แต่การดำเนินการของภาคส่วนต่างๆ ในสังคมไทยยุคโลกาภิวัฒน์ก็แตกต่างกันไปอย่างไม่รู้ว่าจะเดินไปถึงเป้าหมายเดียวกันหรือไม่

การเรียนรู้ปรัชญา เป็นการรู้เพื่อเข้าใจสภาพของมนุษยชาติในปัจจุบัน เพื่อสามารถชี้แนะสังคมได้ตามสภาพปัจจุบันของมนุษยชาติ เป็นการท้าทายและเป็นโอกาสในการสร้างวิสัยทัศน์ใหม่ในการมองของที่มีอยู่เดิมด้วยวิสัยทัศน์ใหม่ที่ไม่ล้าหลังและเสียเปรียบชาติใดในโลก

มนุษย์มีนิสัยอย่างหนึ่งที่เป็นทั้งข้อดีและข้อด้อยของตนเอง นั่นก็คือนิสัยอยากรู้อยากเห็น ซึ่งถ้าพัฒนาไปในทางฝ่ายดีก็คืออยากฉลาด อยากรอบรู้ และรู้รอบ แต่ถ้าพัฒนาไปในทางตรงข้ามก็คือการสอดรู้สอดเห็น ซึ่งเป็นคนละเรื่องเดียวกัน ในยุคดึกดำบรรพ์ยึดถือน้ำพระทัยของสิ่งลึกลับเป็นสำคัญ คนที่รู้น้ำพระทัยและวิธีเอาใจจึงเป็นผู้วางระเบียบของสังคมและวิธีปฏิบัติต่างๆ

ในยุคโบราณ สำนักเพลโทว์ได้เน้นการรื้อฟื้นความจำถึงแม่บท ซึ่งเป็นการพัฒนาปัญญาให้มีปรีชาญาณ โดยถือว่าเป็นทางแห่งความดีตามหลักการของซาคเขรอถิส (Socrates ก.ค.ศ.470-399) ที่ว่า คุณธรรมคือความรู้ (virtue is knowledge)มาตรการสังคมก็สอดคล้องกับความรู้ทั้งระบบเป็นอย่างดี เพลโทว์เน้นรัฐในอดุมคติว่าหลักใหญ่ก็คือสังคมพึงมีนักปราชญ์เป็นผู้ปกครองและรับผิดชอบ เหตุผลก็คือนักปราชญ์เป็นผู้เข้าถึงแม่แบบแห่งความจริงดีกว่าใครๆ จะต้องเป็นคนดีกว่าใครๆ และสามารถจัดระบบระเบียบให้เป็นไปตามเกณฑ์ของแม่แบบชัดเจนกว่าใครๆ

ในยุคกลางความเชื่อในโลกหน้าของศาสนาปิดกั้นความอยากรู้อยากเห็นของมนุษย์อย่างยาวนาน เพียงเพราะผู้มีอำนาจในสมัยนั้นไม่มั่นใจในความรู้ของตน และกลัวว่าความรู้ใหม่อาจบั่นทอนอำนาจที่ตนมีอยู่ จึงใช้อำนาจทางศาสนาเกินขอบเขตในอันที่จะปิดกั้นการแสวงหาความรู้ใหม่ แม้ว่าจะมีผู้ที่ไม่ยอมแพ้ ทำการศึกษานอกกรอบของกระบวนทรรศน์ยุคกลางด้วยวิธีต่างๆ แต่ก็ไม่ได้รับการยอมรับ ไม่น้อยถูกตีตราเป็นนักอัลเคมี  พ่อมด แม่มดไปเสีย ความรู้เหล่านั้นถือเป็นไสยศาสตร์หรือมนต์ดำ (ซึ่งส่วนมากก็เป็นจริงๆ) ต่อมาเมื่อได้รับวิทยาการความรู้ของชาวกรีกซึ่งเป็นกระบวนทรรศน์ที่ 2 อันเป็นผลลัพธ์อย่างหนึ่งจากสงครามครูเสด นักฟื้นฟูศิลปวิทยาเป็นตัวเร่งโดยทำการทดลองเพื่อหาข้อมูลทางผัสสะ ทำให้ค่อยๆ แยกความรู้วิทยาศาสตร์จากอัลเคมี ความรู้ใหม่ๆ ทำให้เกิดการปรับกระบวนทรรศน์ของมนุษย์มาเป็นนวยุคจึงได้มีการส่งเสริมความอยากรู้อยากเห็นต่าง ๆแต่ก็ยึดมั่นถือมั่นต่อการเชื่อมโยงในระบบเครือข่ายหนึ่งเดียวผ่านตรรกวิทยาและคณิตศาสตร์ในการคิดและศึกษาหาความรู้ เมื่อพบความก้าวหน้าก็ยึดมั่นถือมั่นกันว่ามนุษยชาติจะสามารถเข้าใจโลกและสามารถประยุกต์ใช้เพื่อบันดาลความสุขในโลกนี้ได้ ขณะเดียวกันความยึดมั่นถือมั่นต่อระบบเครือข่ายหนึ่งเดียวนี้ก็ทำให้ต้องมองข้ามความรู้ที่มีประโยชน์บางอย่างไปเสีย

ความรู้โดยแท้เป็นวิชชา มิใช่อวิชชา โดยความเป็นจริง ความดีชั่ว มนุษย์ย่อมต้องมองเห็นเป็นอย่างเดียวกัน แต่โดยมุมมองวิทยาศาสตร์ จิตวิทยา สังคมวิทยา ปรัชญาและเทววิทยา ซึ่งผู้มีความรู้จะต้องพิจารณาความเป็นจริงโดยมีฐานของการนิยามและฐานของประวัติศาสตร์ที่เป็นไปตามหลักวิชาการ จะทำให้เกิดความชัดเจนถึงข้อปฏิบัติตามหลักจริยศาสตร์ แนวคิดด้านมนุษยนิยม ทำให้ข้อปฏิบัติ ธรรมเนียมประเพณี และกฎศาสนาบางข้อได้รับการผ่อนปรน หรือเลิกปฏิบัติไป

ในยุคปัจจุบันด้วยหลักสิทธิมนุษยชน ทำให้การลงโทษลดลง ความรู้ในด้านต่างๆ ได้ถูกนำมาคิด วิเคราะห์อย่างมีวิจารณญาณเพื่อให้ได้แนวทางการปฏิบัติตนที่ดีพร้อมของทุกฝ่าย การนำความรู้ไปใช้จึงจะมุ่งสู่การนำไปใช้ในทางที่ดี เพื่อสังคมมนุษย์ที่มีคุณภาพยิ่งขึ้น

 ในทางตรงกันข้าม ปัญหาที่ยังคงมีอยู่ทุกวันนี้ คือ ผู้ที่มีความรู้เสียเองกลับทำทุกอย่างไปเพื่อเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน และยังสามารถชวนเชื่อให้คนอื่นมองได้ว่าตนเป็นคนดี ผู้มีอำนาจต่างๆ ที่ฉ้อโกงอย่างชาญฉลาดด้วยตนเองมีความรู้สูง รวมไปถึงการมีบริวารที่เป็นผู้มีความรู้ ทั้งยังสามารถชวนเชื่อให้ประชาชนรู้สึกว่าผู้ปกครองนั้นเป็นคนดี เป็นคนเก่ง เหมาะสมแล้วที่จะเป็นผู้ปกครองของตนได้นั้น เป็นผลพวงของการใช้ความรู้เพื่ออำนาจในทางที่ไม่ถูกต้อง ผิดจริยธรรม ภาพเหล่านี้เกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมดาในชาติรัฐที่มีระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย ผู้รู้และนักวิชาการต่างพากันชี้เตือน บางส่วนเริ่มเห็นจริงตามคำชี้ แต่ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ให้การยอมรับมากนัก เกิดความแตกต่างทางความคิด ทะเลาะเบาะแว้งกัน เพราะต่างก็เป็นผู้มีความรู้ที่สามารถหาข้อกฎหมาย หรือกฎเกณฑ์ต่างๆ มาหักล้างกัน

การให้การศึกษาในยุคหลังๆ นี้ กลับสนใจแต่องค์ความรู้เฉพาะทางของตน เพื่อให้ผู้เรียนมีความเก่ง สามารถแข่งขันกับผู้ที่จบจากสถาบันอื่นได้ โดยที่องค์ความรู้ แนวคิดในการเป็นสมาชิกที่ดีของสังคมมนุษย์ที่มีคุณภาพกลายเป็นเรื่องล้าสมัย ไม่น่าสอน ไม่น่าเรียน ความรู้ที่มีอยู่อย่างหลากหลายในปัจจุบันที่สังคมกำลังตื่นตัวกับกระแสคุณธรรมจริยธรรม และกระแสสังคมฐานความรู้กลับถูกกรองออกและปัดทิ้งไปเสียจำนวนมาก แม้กระแสหลังนวยุคชี้ชวนให้อ่านใหม่ทั้งหมด แต่ก็หาได้เกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง อนาคตของมนุษยชาติจึงอาจจะเดินหน้าเข้าสู่จุดอับและซ้ำรอยประวัติศาสตร์อีกครั้ง

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s