สังคมก้มหน้ากับปัญหาเชิงสังคมมีอยู่จริง

อ.ดร.เอนก สุวรรณบัณฑิต

ความก้าวหน้าทางคอมพิวเตอร์ แฟ้มข้อมูลดิจิตอลที่สามารถเรียกดูได้ง่ายและสามารถค้นหาเนื้อหาที่ต้องการได้จากการค้นหาคำสำคัญ ทำให้นักวิชาการทำงานได้ง่ายและสะดวกยิ่งขึ้น สถาบันการศึกษาและวิชาการต่าง ๆ พร้อมที่จะเผยแพร่งานวิชาการของตนสู่สาธารณะเพื่อเป็นประโยชน์แก่ทุกคนอย่างไม่จำกัดหรือหวงห้ามใด ๆ ทำให้งานวิชาการต่าง ๆ ได้ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 ต่อมาจนถึงปัจจุบัน ดังเช่น ความก้าวหน้าในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขั้นสูง ยิ่งได้อินเตอร์เน็ตมาช่วยเสริมศักยภาพในการเผยแพร่ยิ่งทำให้ความรู้ได้รับการสะสมไว้ได้อย่างไม่เคยมีมาก่อน เทคโนโลยีการสื่อสารที่ก้าวหน้าทำให้การรับชมและรับฟังข่าวสารสามารถทำได้รวดเร็ว  ข้อมูลต่างๆที่เพิ่มพูนลงไปในสื่ออินเตอร์เน็ต หรือ Social Network สามารถแพร่หลายออกไปอย่างทันทีทันใด  อิทธิพลของเทคโนโลยีสมัยใหม่ในชีวิตประจำวันเป็นสิ่งที่ไม่อาจปฏิเสธได้  หลังจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมเป็นต้นมา วิทยาศาสตร์กับเทคโนโลยีมีความเกี่ยวข้องกันอย่างลึกซึ้ง  ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีคือ รูปแบบการผลิตแบบหนึ่งในสังคม เป็นสิ่งที่มีพลังทางกายภาพ และพลังทางกายภาพที่ผันแปรไปตามรูปแบบการผลิตหรือเทคโนโลยีจะส่งผลที่แตกต่างกันต่อชีวิต ความเป็นอยู่และความคิดของผู้คนต่างกัน  ทำให้ผลกระทบที่เทคโนโลยีมีต่อสังคมในด้านต่าง ๆ เกิดเป็นที่ถกเถียงในทางปรัชญาสังคม ประเด็นทางจริยศาสตร์ของเทคโนโลยี

สมาร์ทโฟนได้กลายเป็นภาวะปกติใหม่ (new normal state) ในสังคมสารสนเทศ เพราะอุปกรณ์ที่ทันสมัยนี้ได้ดึงความสนใจของมนุษย์จากสิ่งต่างๆ รอบตัวไปจนหมด ทุกคนต่างก้มหน้าก้มตาสนใจที่จะติดตามข่าวสาร ติดต่อกับคนอื่นผ่านโลกเสมือนจริงจนทำให้มนุษย์ขาดปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้างในชีวิตจริง เกิดภาวะไม่มีใครสนใจใคร (new social ignorance) การใช้อุปกรณ์สื่อสารตลอดเวลาทำให้การรับรู้ภายนอกของคนเราลดลง โดยทั่วไป สมองของมนุษย์ไม่สามารถแบ่งการทำงานหลายๆ อย่างได้ในเวลาเดียวกัน จึงทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของสมองต่ำลง ขณะมุ่งความสนใจไปยังอุปกรณ์สื่อสาร มนุษย์ใช้การฟังลดลง มองสิ่งรอบตัวลดลง ซึ่งนั่นอาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้ทั้งกับตัวเองและผู้อื่น ส่วนด้านอารมณ์และพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่นั้นก็เกิดปัญหาความรับผิดชอบต่อหน้าที่ลดน้อยลง เช่น การเรียน การทำการบ้าน หรือแม้แต่การทำกิจกรรมยามว่าง ทั้งนี้ย่อมมีแนวโน้มที่จะมีประสิทธิภาพทางความคิดและสมาธิที่สั้นลง เพราะมัวแต่หมกมุ่นอยู่กับการเล่นอินเทอร์เน็ต เช่นเดียวกับปัญหาเด็กติดเกมในยุคก่อนหน้านี้ที่จะแสดงท่าทีหงุดหงิด ไม่พอใจ หรือก้าวร้าวออกมาได้ บางรายอาจถึงขั้นต่อต้าน แยกตัว หรือมีภาวะซึมเศร้าร่วมด้วย ทั้งนี้อาจจำแนกผลกระทบในระดับบุคคล ได้ดังนี้

1) มีภาวะใจร้อน คาดหวังผลเร็วขึ้น อารมณ์หงุดหงิดง่าย เมื่อติดต่อผู้อื่น หากอีกฝ่ายไม่ตอบในทันที ก็จะเกิดความใจร้อนต้องการให้อีกฝ่ายตอบ กระวนกระวายใจและหงุดหงิดง่าย

2) ขาดสติ ขาดความรู้ตัว จิตไปจดจ่ออยู่กับเนื้อหาบนหน้าจออุปกรณ์สื่อสารและไม่มีปฏิสัมพันธ์กับโลกภายนอก

เทคโนโลยีได้ช่วยมนุษย์ในฐานะเครื่องมือสำหรับการทำธุรกิจ การเรียน การศึกษา การแบ่งปัน การป้องกัน การหาความรู้ ทำให้คามรู้ถูกส่งต่ออย่างรวดเร็ว หากเราใช้อย่างมีประโยชน์มันก็เป็นสิ่งที่ดีและเป็นการเพิ่มพูนความรู้รอบตัวให้แก่เรา  ทั้งนี้ ข้อเสียโดยทั่วไปของการใช้เทคโนโลยีก็คือ มนุษย์กลายเป็นผู้ผลิตเนื้อหาไปในขณะเดียวกัน  การแชร์เนื้อหาความรู้ที่ไม่จริงโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ การฉ้อโกง มิจฉาชีพ นำไปสู่ความเสียหายและอาชญากรรมต่างๆ

Morkuniene (2004) ได้แสดงถึงปัญหาทางสังคมที่เกิดพร้อมๆ กันทั่วโลก เช่น การปลีกตัวจากสังคมของปัจเจกบุคคล (isolation of individual) การสูญเสียความรู้สึกดีๆในการอยู่เป็นชุมชน (a lost sense of community) การสร้างคุณธรรมให้แก่ความเป็นเกินจริง (virtualization of hyper-reality) ความรุนแรงและการเลียนแบบ  (violence and copying)   ปัญหาของคนรุ่นใหม่เหล่านี้กลายเป็นภาวะปกติใหม่ที่พบได้ทั่วไป แต่ปัญหากลับเกี่ยวโยงกับปัญหาสังคมที่มีอยู่แต่เดิมและทำให้ความซับซ้อนเพิ่มขึ้นจนสังคมต้องหันกลับมาให้ความสนใจกันอย่างจริงจัง สังคมก้มหน้าจึงถูกบัญญัติศัพท์ขึ้นเพื่ออธิบายคำภาษาอังกฤษว่า Phubbing โดยคำนี้เป็นคำสร้างใหม่ราวปี ค.ศ. 2012 จากนักภาษาศาสตร์ชาวออสเตรเลียเพื่อรณรงค์ต่อต้านพฤติกรรมการติดโทรศัพท์มือถือ โดยการผสมคำว่า Phone และ Snubbing หมายถึง การเมินเฉย ไม่สนใจคนที่อยู่ตรงหน้าด้วยการใช้โทรศัพท์มือถือต่อหน้าคนๆ นั้น พฤติกรรมแสดงออกโดยการก้มหน้าอยู่กับโทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์สื่อสารอิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ โดยมีการตีความหมายสื่อไปในทางไม่ดี นั่นคือ ในมุมมองของการใช้เวลากับสิ่งต่างๆ มากเกินไปจนเริ่มรบกวนสิ่งที่เรียกว่าการทำหน้าที่ปกติ การเสพติดอุปกรณ์สื่อสาร เช่น เมื่อถึงเวลาต้องรับประทานอาหาร ผู้ที่เสพติดอุปกรณ์สื่อสาร ก็จะรู้สึกว่าไม่กินก็ได้  หรือถึงเวลาต้องนอนก็ไม่นอน หากมีพฤติกรรมเช่นนี้ในระยะเวลานานอาจทำให้ร่างกายอ่อนล้าและเกิดภาวะเจ็บป่วยได้ การสื่อสารผ่านอุปกรณ์สื่อสารเหล่านี้ไม่อาจทดแทนการพูดคุยแบบเผชิญหน้ากัน แม้ว่าจะมีเพื่อนมากมายอยู่ในโลกเสมือนจริงทั้ง Facebook หรือ Line แต่ในความเป็นจริง หากไปไหนแล้วไม่มีคนคุยด้วยหรือคุยกับคนอื่นไม่เข้าใจ ไม่มีเพื่อนในสังคมจริงก็ย่อมต้องตีความได้ว่าคนๆ นั้นไม่มีเพื่อน เพราะว่าทักษะทางสังคมแบบการพบปะซึ่งหน้า “Face to face” ที่ผู้ที่พูดคุยกันจะต้องมองหน้าหรือสบตากัน การมีจังหวะในการพูดคุยที่ดีนั้น ผู้ที่อยู่ในสังคมก้มหน้าบางคนได้สูญเสียสมรรถนะนี้เสียไปแล้ว เช่น เวลาจะพูดกับคนอื่นรู้สึกประหม่า หรือเวลาเข้าหาคนอื่นก็จะวางตัวไม่ถูก และในการสนทนาก็มีปัญหาเรื่องภาษา เพราะภาษาที่ใช้ในโซเชียลเน็ตเวิร์กนั้นเป็นภาษาสแลง ไม่ใช่ภาษาปกติ และนำไปสู่การมีปัญหาว่าจะพูดภาษาที่เป็นทางการอย่างไร

หากแต่ปัญหาที่ต้องขบคิดในระดับปรัชญาสังคมคือ การเสียความเป็นส่วนตัว การเสียความรู้สึกที่ควรจะถ่ายทอดออกมาทางกริยา หรือคำพูดต่อคนอื่น หรือคนรอบข้าง (Morkunien, 2004) แต่ทั้งนี้การเสพติดเทคโนโลยีสื่อสาร ได้ทำให้เกิดสังคมก้มหน้า  ในปัจจุบันนิยามว่า เป็นลักษณะของคนในสังคมที่ต่างคนต่างเล่นโทรศัพท์มือถือของตัวเอง จนไม่สนใจสิ่งรอบข้าง  มนุษย์เห็นว่าเครื่องมือเหล่านี้ทำให้สื่อสารกับคนอื่นได้อย่างง่ายขึ้น ทำให้ได้รับข้อมูลอะไรบางอย่างได้ง่ายขึ้น สะดวกขึ้น ก็เลยใช้ แต่ปัญหา คือ ใช้แล้วเสพติดจนลืมการพูดคุยกับคนในชีวิตจริงไป สิ่งนี้คือปัญหา สาเหตุก็มาจากความสะดวกสบาย โดยมีแนวโน้มจะแย่ลง นั่นคือ มันจะเป็นสังคมก้มหน้าแบบนี้ต่อไป อีกทั้งจะมีความเข้มข้นมากขึ้น  และเป็นปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งของยุคสมัยปัจจุบัน  ปัญหาทางสังคมนี้เกิดมากในคนรุ่นใหม่ คนรุ่นใหม่สนใจเฉพาะเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตที่แวดล้อมรอบตัวจนละเลยคุณค่าต่าง ๆ ในสังคมไปอย่างสิ้นเชิง  มอร์คคูเนียน ได้ชี้ถึงผลตามมาที่สำคัญอันเกิดขึ้นในสังคมจากการพัฒนาตามเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่เน้นเทคโนโลยีข้อมูลข่าวสาร โดยที่ข้อมูลข่าวสารมากขึ้นและพร้อมใช้ทำให้คนรุ่นใหม่ยิ่งมุ่งความสนใจไปที่ข้อมูลข่าวสารเหล่านั้นให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ และใช้เวลาส่วนใหญ่ในชีวิตอยู่กับค้นหาข้อมูล และเล่นโซเชียลเน็ตเวิร์คเหล่านั้นตั้งแต่เยาว์วัย ทำให้เห็นพฤติกรรมทางสังคมที่กลายเป็นปัญหา นั่นคือ คนรุ่นใหม่ชอบอยู่ตัวคนเดียวอันนำไปสู่ปัญหาการสูญเสียความรู้สึกดี ๆ ในการอยู่เป็นชุมชน ไม่สามารถเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมได้ และชื่นชอบอยู่กับการสร้างความเป็นเกินจริง (hyper – reality) กลายเป็นคนที่ไม่พอใจกับสังคมรอบตัวและเกิดปัญหาการใช้ความรุนแรงขึ้น ความรับผิดชอบในฐานะความเป็นพลเมืองของชุมชนนั้น ๆ ลดลงส่งผลต่อความมั่นคงของประเทศในที่สุด

สาเหตุของปัญหานี้ก็คือ เทคโนโลยีที่อยู่รายล้อมรอบตัวมนุษย์นี้ได้ทำการปิดล้อมคนรุ่นใหม่ในแง่ของการดำรงชีวิตดังที่  ไฮเดกเกอร์ (1977) ได้วิพากษ์ไว้ว่าเทคโนโลยีได้แสดงปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์ด้วยรูปแบบความสัมพันธ์บริสุทธ์  นั้นคือตัววัตถุอาจจะกลายเป็นผู้กระทำ และตัวมนุษย์อาจกลายเป็นวัตถุที่ถูกกระทำได้เช่นกัน เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องที่มนุษย์นำมาใช้เพื่อการสะสมข้อมูลได้ทำให้รูปแบบการดำรงชีวิตของมนุษย์เปลี่ยนแปลงไป เพราะเทคโนโลยีเหล่านี้ได้แวดล้อมอยู่รอบตัวของมนุษย์ในทุกหนทุกแห่ง คล้ายดังการปิดล้อมโดยกำแพงที่ไม่มีทางออก เทคโนโลยีทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่มนุษย์วิ่งตามความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและติดตามข้อมูลเพื่อให้ทันสมัยตลอดเวลา มาร์คูเส (1964) และฮาเบอร์มาส (1968) ชี้ว่ามนุษย์ในสังคมสมัยใหม่ได้แฝงอุดมการณ์แบบนิยมเทคโนโลยีโดยเน้นที่ชัยชนะของการคิดเชิงคำนวณและการคิดเชิงเทคนิคซึ่งทำให้การดำรงอยู่ของมนุษย์ในสังคมสมัยใหม่เหลือเพียงมิติเดียวและยังครอบกลืนระบบคุณค่าอื่น ๆ ไปเสียอย่างสิ้นเชิง และที่คนรุ่นใหม่จึงเล่นอุปกรณ์มือถือตลอดเวลาก็ย่อมเป็นไปตามที่วินเนอร์ (1977) ชี้ว่าเป็นพฤติกรรมที่ทำตาม ๆ กันอย่างไม่รู้ตัว นั่นคือ คนรุ่นใหม่เพียงแต่เดินละเมอทางเทคโนโลยี การเล่นมือถือตลอดเวลาเป็นเหมือนค่านิยมที่จะทำให้ตัวเองไม่แตกต่างเท่านั้น

การสังคมที่ส่งเสริมกระบวนการสร้างความรู้และกระบวนการจัดเก็บความรู้ โดยมุ่งเน้นเทคโนโลยีสารสนเทศ ย่อมนำไปสู่ความก้าวหน้าที่ถูกสร้างเป็นภาพมายาที่เกินจริง  สังคมที่แข่งขันกันได้สร้างภาพเกินจริงที่ว่ามีข้อมูลจำนวนมากได้ถูกสร้างและจัดเก็บไว้ในโลกอินเตอร์เน็ตตลอดเวลา จนกระทั่งได้กลายเป็นเหมือนมหาสมุทรแห่งข้อมูลที่กว้างใหญ่ จิตสำนึกแบบเทคโนโลยีนิยมและอำนาจของการผลิตเชิงอุตสาหกรรมได้ทำให้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และกระบวนการเชิงเทคนิคกลายเป็นพื้นฐานของความถูกต้องโดยไม่มีใครจะหยุดสงสัยถึงความถูกต้องแท้จริงอีกต่อไป ยิ่งในยุคสังคมสื่อก็ยิ่งทำให้ทุกฝ่ายต่างก็เน้นการสร้างความชอบธรรมให้แก่ตนเอง สังคมจึงมุ่งไปข้างหน้าด้วยพัฒนาไปสู่สังคมสารสนเทศอย่างไม่อาจสะดุดหยุดลง แต่สังคมสารสนเทศที่ดีที่ถูกลวงไว้นั้นก็เท่ากับเป็นเรื่องเล่าใหญ่ (grand narrative) อีกหนึ่งเรื่องเท่านั้น (เอนก สุวรรณบัณฑิต และกีรติ บุญเจือ, 2558)

สังคมไทยปัจจุบันกลายเป็นสังคมก้มหน้า ทั้งเด็กเล็ก เด็กวัยรุ่น จนถึงผู้ใหญ่วัยทำงาน เสพติดสมาร์ทโฟน ก้มหน้าก้มตาเล่นแชท เล่นเน็ต เล่นเกม แทบจะไม่วางมือ จนขาดการสื่อสารกับคนรอบข้าง และดูเหมือนว่าทุกกลุ่มที่ถูกพาดพิงก็ยอมรับว่าเป็นความจริง และเกิดเป็นความรู้สึกขาดการสื่อสารผ่านโลกออนไลน์ไม่ได้ ปัจจุบันนี้คนเรามีสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตกันอย่างน้อยคนละ 1 เครื่อง หรืออาจมากกว่า 1 เครื่อง ทำให้ คนเราไม่ค่อยใส่ใจคนรอบข้าง หรือแม้แต่ใจลอยเพราะว่าถูกสิ่งเร้าจากเนื้อหาในจอสมาร์ทโฟน หรือว่าแท็บเล็ต จนลืมรอบข้าง แม้แต่ในเวลาที่ต้องการความระวังระไวเพื่อความปลอดภัยในชิวิตและทรัพย์สินเช่น เวลาข้ามถนนหรืออยู่กลางถนน คนก็ยังจ้องมองไปที่จอภาพมากกว่าที่จะระมัดระวังตัวจากภยันตรายรอบข้าง บางคนได้รับสัญญาณเสียง สัญญาณมือ สัญญาณไฟก็ไม่อาจรับรู้ได้ เพราะ สิ่งที่สำคัญที่สุดในขณะนั้นคือ การมีปฏิสัมพันธ์กันบนโลกไซเบอร์ ไม่ใช่ปฏิสัมพันธ์กับโลกแห่งความเป็นจริง ความรวดเร็วของเทคโนโลยีสารสนเทศ ทำให้มนุษย์มีช่วงความสนใจสั้นลง (ไมโครซอฟท์, 2015) สติที่จะสนใจสิ่งหนึ่งสิ่งใดได้นานๆ ได้ลดลง ทำให้เกิดภาวะความเป็นคนใจร้อน คาดหวังผลเร็วขึ้น อารมณ์หงุดหงิดง่าย เมื่อติดต่อใครไปแล้วก็คาดหวังว่าจะได้รับการติดต่อกลับในทันทีทันใด เมื่อคาดหวังแล้วไม่สมหวัง ก็เกิดอารมณ์ขุ่นมัว และเกิดโทสะขึ้นมา หรือเก็บเป็นความคับข้องใจกลายเป็นอารมณ์ต่อไป จนถึงกับขาดสติ ขาดความรู้ตัว จนอาจจะก่อเกิดอันตรายต่อตนเองและผู้อื่น

แนวคิดของ ไฮเดกเกอร์ (1976) มีทรรศนะว่าสังคมยุคใหม่เกิดขึ้นมาจากการพัฒนาการด้านเทคโนโลยีและปรัชญาสุญนิยม (nihilism) เทคโนโลยีคือการเปลี่ยนธรรมชาติให้กลายเป็นทรัพยากร โดยมีปัจจัยสำคัญคือความรู้วิทยาศาสตร์ที่ใช้ในการควบคุมธรรมชาติ ปรัชญาสุญนิยมได้ถอดสิ่งมีอยู่ (being) ออกไปจากความคิดแล้วเอาความว่างเปล่ามาแทนที่ ทำให้คนรุ่นใหม่ไม่เห็นคุณค่าความสัมพันธ์ที่เป็นพื้นฐานระหว่างมนุษย์กับโลกหรือสภาพแวดล้อมในประสบการณ์ของมนุษย์อีกต่อไป ไฮเดกเกอร์มองผ่านวิธีปรากฏการณ์วิทยาแล้วอธิบายว่า ตัววัตถุอาจจะกลายเป็นผู้กระทำ และตัวเราอาจกลายเป็นวัตถุที่ถูกกระทำได้เช่นกัน นั่นคือ มนุษย์ไม่ได้ใช้เทคโนโลยีเป็นเพียงเครื่องมือเท่านั้น ดังนั้นไฮเดกเกอร์ปฏิเสธความเชื่อที่ว่าเทคโนโลยีเป็นกลาง ผลลัพธ์ที่เกิดนั้นเนื่องจากตัวมนุษย์เอง เทคโนโลยีไม่ได้ถูกหรือผิดอะไรด้วย แต่ไฮเดกเกอร์ก็ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดที่ว่าเทคโนโลยีควบคุมและหลอกลวงมนุษย์ให้หลงอยู่กับความสุขสบายของฝ่ายนิยัตินิยมทางเทคโนโลยี (technological determinism) เช่นกัน

ยุคเทคโนโลยีสารสนเทศนี้ถูกสถาปนาเป็นยุคใหม่ที่ทรงอิทธิพลต่อวิถีการดำเนินชีวิตของมนุษย์ผ่านกระแสโลกาภิวัตน์ และได้ทำให้มนุษย์ถูกล้อมกรอบด้วยเทคโนโลยีอย่างสิ้นเชิง  ปัญหาของสังคมก้มหน้าจึงมีอยู่และดำเนินไปตราบเท่าที่เทคโนโลยีสารสนเทศยังแวดล้อมมนุษย์ไว้เช่นนี้ แนวคิดของไฮเดกเกอร์เน้นย้ำทรรศนะสำคัญคือ มนุษย์ไม่สามารถควบคุมเทคโนโลยีได้ (Angtein and Wolff, 1966 : 202) และในทุกที่นั้นมนุษย์รู้สึกไม่เป็นอิสระ คล้ายถูกผูกมัดไว้กับเทคโนโลยี ซึ่งมนุษย์ได้แสดงออกด้วยการไม่ยอมรับหรือด้วยการปฏิเสธว่าตนเองถูกผูกมัดอยู่กับเทคโนโลยี (Heidegger, 1977 : 4) ไฮเดกเกอร์ชี้ว่าสิ่งที่มนุษย์ผิดพลาดอย่างร้ายแรงก็คือ การคิดว่าเทคโนโลยีเป็นกลาง วลีที่มีชื่อเสียงของไฮเดกเกอร์ ก็คือ “วิทยาศาสตร์ไม่ต้องคิด” (Science does not think) (Heidegger, 1976 : 8) วลีนี้ตีความระหว่างบรรทัดได้ว่า อะไรก็ตามที่เป็นวิทยาศาสตร์ซึ่งก็รวมถึงเทคโนโลยีด้วยนั้น มนุษย์ได้ให้ความหมายไว้ว่า เทคโนโลยีเป็นสิ่งที่เกิดจากความรู้ ดังนั้น มนุษย์จะพิจารณาเฉพาะข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นโดยไม่คิดเกินกว่านั้น จากแนวคิดนี้เทคโนโลยีจึงเป็นสิ่งที่มนุษย์มองเพียงแต่ข้อเท็จจริง หากรับรู้เช่นไรก็คิดเพียงเท่าที่ข้อเท็จจริงนำเสนอ แต่มนุษย์อยู่ในโลกนี้โดยมีความสัมพันธ์กับคนอื่นหรือสิ่งอื่นโดยมุ่งหวังสุนทรียภาพ คือ ความดีและความงาม ทั้งนี้ นักปรัชญาอย่างเพลโต หรืออริสโตเติลล้วนแสดงทรรศนะต่อเทคเน (techne) ที่แปลว่า ศิลปะอันเกิดจากทักษะ ความชำนาญด้านเครื่องไม้เครื่องมือในการสร้างวัตถุบางอย่าง แต่ผลของการสร้างสรรค์เหล่านี้มีส่วนผสมผสานระหว่างงานศิลปะและสิ่งประดิษฐ์  เป้าประสงค์ของสิ่งประดิษฐ์เหล่านี้กำหนดไว้ด้วยเกณฑ์ด้านสุนทรียศาสตร์ (aesthetics) มากกว่าเกณฑ์ด้านประโยชน์ใช้สอย (function) ดังนั้น ในการใช้เทคโนโลยีนั้นมนุษย์ก็มุ่งหวังความดี ความงามและความสุขเช่นกัน Winner (1977)  ชี้ว่า พฤติกรรมที่ทำตาม ๆ กันอย่างไม่รู้ตัวที่คนรุ่นใหม่สนใจเฉพาะเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตที่แวดล้อมรอบตัวจนละเลยคุณค่าต่าง ๆ ในสังคมไปอย่างสิ้นเชิง ทำให้นำไปสู่ความเสื่อมโทรมของระบบคุณค่าในสังคมได้

อย่างไรก็ตาม มีค่านิยมอย่างหนึ่งคือ ความเป็นกลางทางเทคโนโลยีที่เห็นว่ามนุษย์เป็นผู้เลือกใช้เทคโนโลยีเอง ความดีและความไม่ดีจึงเป็นผลจากเจตนาของมนุษย์เท่านั้น เทคโนโลยีต่างๆ มีคุณูปการต่อการผลักดันโลกไปข้างหน้า แต่การใช้และปล่อยให้ ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ แอพพลิเคชั่นต่างๆ มามีอิทธิพลเหนือมนุษย์นั้น ในท้ายที่สุดแล้ว เราก็กลายเป็นเพียงทาสของฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่เพื่อนมนุษย์ของเราผลิตขึ้นมา แทนที่เราจะเป็นนาย เรากลับจะกลายเป็นบ่าวไปอย่างสมบูรณ์แบบ สารัตถะของเทคโนโลยีตามแนวคิดของไฮเดกเกอร์คือ การปิดล้อม (enframing) สิ่งต่างๆเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพที่มากขึ้น และเป้าหมายในการเพิ่มประสิทธิภาพนี้ก็เพียงเพื่อการมีประสิทธิภาพที่มากยิ่งๆ ขึ้นไปอีก (Heidegger, 1977, p.20)  เทคโนโลยีจะทำอันตรายต่อสารัตถะความเป็นมนุษย์คือ ลดทอนมนุษย์ให้กลายเป็นเพียงทรัพยากรพร้อมใช้ที่กำหนดให้มนุษย์มองสิ่งทั้งหลายแม้กระทั่งการดำรงอยู่ของมนุษย์เองเป็นทรัพยากรที่จะถูกจัดการโดยเทคโนโลยี (Heidegger,1977, p. 18-19) นั่นคือ มนุษย์วิ่งไล่ตามการพัฒนาและความเจริญต่างๆ เพียงเพื่อตัวความเจริญเองและกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบที่ไม่มีผู้ใดกำกับ หากแต่ระบบนี้ได้ขับเคลื่อนการดำรงอยู่ของสิ่งต่างๆ รวมถึงตัวมนุษย์เองด้วย แนวคิดที่ว่าเทคโนโลยีนำมาซึ่งปัญหาสังคมและมีผลกระทบต่อสมาธิ จิตใจ ของคนรุ่นใหม่ นั้นสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิว่าเทคโนโลยีมีผลต่อทุกช่วงวัยของมนุษย์ แต่ก็ขึ้นกับการใช้อุปกรณ์สื่อสารนั้นหรือไม่เช่นกัน ทั้งนี้ มีรายละเอียดปลีกย่อยต่างกัน คือ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านพระพุทธศาสนาและด้านการศึกษา มีทรรศนะว่า เทคโนโลยีเป็นกลาง ผู้ใช้เทคโนโลยีเป็นผู้เลือกใช้และต้องฝึกฝนตนเองให้จิตใจเหนือกว่าวัตถุสิ่งของ และผู้ทรงคุณวุฒิด้านพระพุทธศาสนามีทรรศนะว่า แม้จะมีภาวะ being in the world มนุษย์ได้รับผลกระทบจากสิ่งแวดล้อม แต่มนุษย์ก็เป็นอิสระจากสิ่งแวดล้อม จิตเป็นใหญ่ จิตเป็นประธาน

ทั้งนี้ งานสำรวจชิ้นสำคัญที่มีผลต่อสังคมโลกคือ Microsoft (2015) โดยบริษัทไมโครซอฟท์ได้ทำการศึกษาเรื่องช่วงความสนใจของมนุษย์ (attention span) โดยการสำรวจชาวแคนาดาที่มีอายุมากกว่า 18 ปี จำนวน 2,000 คน ถึงผลกระทบของโทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์สื่อดิจิตอลอื่นๆ ในชีวิตประจำวัน พบว่า ช่วงความสนใจของมนุษย์มีค่าเพียง 8 วินาที เนื่องด้วยการเพิ่มขึ้นของรูปแบบการใช้ชีวิตร่วมกับเทคโนโลยีระบบดิจิทัลเมื่อเทียบกับผลสำรวจในปี ค.ศ. 2000 ซึ่งช่วงความสนใจของมนุษย์เท่ากับ 12 วินาที ผลต่างที่น่าตระหนกอย่างยิ่งนี้สะท้อนว่ามนุษย์นั้นมีช่วงความสนใจน้อยกว่าปลาทอง กล่าวคือ ปลาทองมีค่าเฉลี่ยช่วงความสนใจเท่ากับ 9 วินาที แสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีส่งผลกระทบในวิถีชีวิตดิจิทัล ผลการวิจัยนี้ย่อมสามารถตีความได้ว่ามนุษย์ไม่อาจคัดกรองสิ่งที่สนใจออกจากสิ่งเร้าที่ไม่เกี่ยวข้อง ปัญหาของช่วงความสนใจที่สั้นลงนี้จะส่งผลต่อแนวทางในการจัดการศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิตของมนุษย์ในยุคต่อไป ปัญหาการลดลงของสมาธินี้สามารถส่งผลกระทบได้ทั้งในส่วนตัวของคนรุ่นใหม่  ครอบครัว หรือรวมไปถึงสังคม ในลักษณะสืบเนื่องเป็นลูกโซ่  หากเกิดปัญหากับส่วนใดแล้วนั้นก็จะทำให้ส่วนอื่นๆ เกิดการเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย ดังนั้นเมื่อใช้วิจารณญาณต่อแนวคิดของไฮเดกเกอร์และบอร์กแมนแล้ว   ปัญหาในคนรุ่นใหม่จากแนวคิดทางปรัชญาคือ การที่ตัวตนของปัจเจกชนในโลกปัจจุบันต่างห่อหุ้มตนเองด้วยตำแหน่งหน้าที่ ฐานะทางเศรษฐกิจสังคม วัยวุฒิ ความเชื่อทางศาสนา อุดมคติการเมือง และอื่นๆ ทำให้ความสัมพันธ์แบบพบหน้าค่าตา และการมีปฏิสัมพันธ์ในระดับพื้นฐานขาดหายไป ต่างคนต่างมีปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกันผ่านประเพณีและพิธีการซึ่งถูกอำนาจกำหนดขึ้นภายหลัง ทั้งยังเต็มไปด้วยระบบสัญลักษณ์ที่มีความหมายอันสลับซับซ้อน ปิดกั้นไม่ให้เกิดการเรียนรู้ซึ่งกันและกันอย่างเป็นธรรมชาติ  อย่างไรก็ตาม คนในสมัยปัจจุบันก็ตระหนักถึงปัญหาและพยายามแก้ไขปัญหานี้เช่นเดียวกัน ความพยายามพูดคุย ประชุมปรึกษาหารือกันเพื่อหาทางออก แต่ก็มักจะจบลงด้วยข้อสรุปและกฎระเบียบต่างๆ ซึ่งเป็นการเปิดช่องว่างให้คนใช้ข้อสรุปและกฎระเบียบแบบบิดเบือนเพื่อประโยชน์ของตนเอง

กีรติ บุญเจือ (2546) ได้อธิบายว่า มนุษย์นั้นมีกระบวนทรรศน์ทางความคิด และในยุคนี้กระบวนทรรศน์ที่มีอิทธิพลทางความคิดคือ กระบวนทรรศน์นวยุค (modern paradigm) แต่กระบวนทรรศน์นวยุคเน้นการเสริมเครือข่ายความรู้ให้แน่นหนา หากยังไม่แน่นหนาพอก็ให้ออกกฎ ระเบียบเพิ่มขึ้น แต่นั่นย่อมไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหา แต่อาจเป็นการเริ่มต้นของปัญหาใหม่ๆ และคนก็วิ่งตามไม่ทัน ดังเช่น ความพยายามที่จะพัฒนาเทคโนโลยีสื่อสารโทรคมนาคมที่มีประสิทธิภาพ ก็เป็นความพยายามในการแก้ปัญหาด้วยกระบวนทรรศน์ชุดเดิมกับที่ได้สร้างปัญหาขึ้นมา   นวัตกรรมเหล่านี้สามารถแก้ปัญหาบางอย่างได้ แต่กลับเพิ่มความสลับซับซ้อนและสร้างปัญหาใหม่ๆ ให้แก่มนุษย์ โทรศัพท์มือถือและอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงทำให้ข้อมูลท่วมโลก คนเล็กๆ ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบมากขึ้น เพราะทรัพยากรธรรมชาติถูกแย่งชิงไปใช้ในการพัฒนา สร้างความเจริญเพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์จนเกินพอดี สังคมโลกจึงสะดุดและย้อนคิดใหม่ จนพบกระบวนทรรศน์หลังนวยุคซึ่งเสนอให้ลดความยึดมั่นถือมั่น และเน้นกระทำสิ่งต่างๆ เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต ซึ่งดูเหมือนจะเป็นทางออกของปัญหาในยุคนี้ได้

ภาวะสังคมก้มหน้าย่อมเกี่ยวข้องกับกระบวนทรรศน์ทางความคิดอย่างแน่นอน ทั้งนี้ เชื่อว่าคนรุ่นใหม่มีกระบวนทรรศน์ทางความคิดเป็นกระบวนทรรศน์นวยุค (modern philosophy paradigm) และกระบวนทรรศน์หลังนวยุคสุดขั้ว (extreme postmodern paradigm) เป็นส่วนใหญ่จึงมี 2 วิถีชีวิต คือ แสวงหาและใช้งานเทคโนโลยีสื่อสารอย่างเต็มที่แบบนวยุค และการวิพากษ์และปฏิเสธเทคโนโลยีแบบหลังนวยุคสุดขั้ว ทั้งนี้ วิถีชีวิตแบบหลังนวยุคสายกลาง (moderate postmodern paradigm) ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางพระพุทธศาสนานั้นควรได้รับการส่งเสริมให้มากขึ้นเพื่อเท่าทันกับภาวะสังคมก้มหน้าที่ขยายวงกว้างไปทั้งในระดับเมืองและชนบท เพื่อให้มนุษย์มีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว  เตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นโดยคำนึงถึงความเป็นไปได้ของสถานการณ์ต่างๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตจากสังคมสารสนเทศที่ก้าวหน้าไปอย่างไม่หยุดยั้ง

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s