ชีวิตที่มีความสุข

อ.ดร.สิริกร อมฤตวารินน

มนุษยชาติแสวงหาความสุขในการมีชีวิตที่สุขสบาย

การมีชีวิตที่มีความสุขเป็นความคิดแรกสุดของมนุษย์ เพราะต้องทนทุกข์กับสิ่งแวดล้อมมาอย่างยากลำบาก อะไรที่ทำให้มีความสุขได้มนุษย์จึงพากันแสวงหามาใช้มาเสริมเพิ่มเติมกับตัวเพื่อให้ตัวเองมีความสุขที่ดี เมื่อขยับฐานะตัวเองมาเป็นพอกินพอใช้ นอกจากปัจจัย 4 ที่มีแล้ว ความอยากทำให้ต้องหาอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสบายต่าง ๆ มาทำให้ตนเองมีความสุขเพิ่มขึ้น ความคิดเช่นนี้พัฒนามาจนกระทั่งนักปรัชญายุคโบราณได้ยกให้เห็นว่า ความดีได้แก่ การได้ใช้ชีวิตในโลกนี้อย่างฉลาดให้ได้เปรียบที่สุดจนพอใจ โดยมีสำนักปรัชญาต่างก็พากันเห็นด้วยและขยายออกจนเป็นลัทธิสำคัญ คือ ลัทธิซาฟฟิสม์ ลัทธิรตินิยม ลัทธิเอพพิคิวเริส  ทั้งสามลัทธิเน้นการหาความสุข โดยถือเป็นเป้าหมายสูงสุดในชีวิตมนุษย์ อะไรที่เป็นความสุขคือความดีทั้งสิ้น โดยความสุขและความสำราญเป็นสิ่งประเสริฐสูงสุด ด้วยปรัชญานี้ทำให้มนุษย์มีความปรารถนาต่อการมีชีวิตที่สุขสบาย ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 3 รูปแบบ

1.1 สุขสบายเพราะทำงานน้อยลง มนุษย์ดำรงชีวิตมาด้วยความลำบาก ในสมัยดึกดำบรรพ์ก็ต้องผจญกับสภาพแวดล้อมและธรรมชาติที่โหดร้าย ชั้นแรกคงต้องออกล่าสัตว์ ต่อมารู้จักปลูกพืช เลี้ยวสัตว์ไว้ให้พอกินจึงได้สบายขึ้น แต่หากซ้ำร้ายเกิดภัยธรรมชาติ โรคระบาด พืชและสัตว์ตายก็จะลำบาก เพราะไม่มีของกินประทังชีวิตได้ ยุคโบราณยังต้องทำงานหนักเพื่อหาเงินไว้เลี้ยงชีพ ยุคกลางเกิดสงครามหลายครั้งทำให้เกิดภาวะทุกข์เข็ญไปทั่ว ดังนั้นมนุษย์จึงยิ่งต้องทำงานให้หนักเพื่อจะได้มีของกินเก็บไว้ วิทยาการและเครื่องไม้เครื่องมือก็ค่อยๆ พัฒนาเพื่อให้ทำงานได้สะดวกสบายขึ้น ทำงานหนักน้อยลง จะได้มีเวลาว่างมากขึ้น พอเข้าสู่ยุคสมัยใหญ่ ความเจริญทางวิทยาการได้ช่วยให้มีเครื่องไม้เครื่องมือและเครื่องจักรมาช่วย จึงได้เข้าสู่ยุคที่ทำงานน้อยลง เพียง 6-8 ชั่วโมงต่อวัน หากใครขยันก็คงทำมากกว่านั้น แต่คนทั่วไปทำงานเพียงเท่านี้ก็พอที่จะมีรายได้ไว้เลี้ยงตัวได้ ไม่ต้องอยู่กันอย่างลำบากยากเข็ญ  จิตวิทยาได้ชี้ไว้ว่าความต้องการลำดับต้นๆ ของมนุษย์ก็คือความต้องการทางร่างกาย เช่น แนวคิดของมาสโลว์และแนวคิดของอัลเดอร์เฟอร์ ซึ่งความต้องการนั้นย่อมต้องแสวงหาสิ่งมาตอบสนองเพื่อให้เกิดความสุข ความต้องการทางร่างกายย่อมต้องการความสุข นั้นก็คือความสุขสบาย ได้แก่ การกินอิ่มนอนหลับ ไม่ต้องดิ้นรนแสวงหาก็อยู่ได้อย่างสบาย การดำรงชีวิตมีความสะดวกสบาย ยิ่งเมื่อเทียบกับการดำรงชีวิตยุคกลางแล้ว การพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและเครื่องจักรต่างๆ ในยุคปัจจุบันนี้ได้ช่วยผ่อนแรงของมนุษย์ในการทำงานและยิ่งพัฒนาให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ อย่างไม่สิ้นสุดก็เพื่อความสะดวกสบายในการใช้ชีวิตของมนุษย์  ความสะดวกสบายในการทำงานโดยใช้เครื่องจักรต่างๆ มาทำงานแทนแรงงาน เพื่อที่มนุษย์ก็จะได้มีเวลาว่าง ทำงานแต่น้อย เวลาที่เหลือก็เอาไปใช้เพื่อดูแลตนเอง และพักผ่อนมากขึ้น   มนุษย์จะได้มีอายุยืนยาวนาน

1.2 สุขสบายเพราะมีคนมาคอยบริการ มนุษย์ได้แสวงหาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เมื่อทำงานแต่น้อยได้เงินมากขึ้น หรือเกิดในชาติตระกูลที่ดีมีเงินใช้ มีฐานะทางสังคม ดั่งในยุคโบราณ พวกเขาจะมีคนคอยรับใช้ คอยปรนนิบัติให้ได้ใช้ชีวิตอย่างสะดวกสบายยิ่งขึ้น ผู้รับใช้จะคอยบริการตั้งแต่ตื่นนอนจนถึงเวลานอนหลับไปแล้ว ผู้ที่มีฐานะย่อมแสวงหาผู้รับใช้ที่ทำงานได้เก่ง ปรนนิบัติได้ถูกใจ กระบวนการบริการก็ยิ่งนานยิ่งซับซ้อนมีผู้ชำนาญเฉพาะด้านคอยสอนเพื่อให้ได้รับใช้และบริการได้อย่างถูกใจแก่ผู้มารับบริการ โดยเขาได้รับเงินเป็นค่าตอบแทนและเขาก็จะนำเงินนั้นไปใช้เพื่อเลี้ยงดูตนเองให้สุขสบายเช่นกัน การบริการเช่นนี้ในยุคปัจจุบันได้กลายเป็นสิ่งสามัญ ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็จะมีคนมาคอยบริการ ร้านอาหาร โรงแรม ห้างสรรพสินค้า แม้แต่ปั๊มน้ำมันก็จะมีคนมาคอยบริการเพื่อให้เราไม่ต้องลงไปทำเอง การได้รับบริการนี้ทำให้มนุษย์มีความสุขในการได้รับบริการ และแสวงหาความสุขสำราญมากยิ่งๆ ขึ้นไปอีก ยิ่งในยุคปัจจุบันเป็นยุคทุนนิยม การบริการก็ยิ่งขยายตัวและส่งเสริมให้เกิดการบริการยิ่งขึ้น มนุษย์แสวงหาความสุขได้ง่ายขึ้น เพราะมีคนพร้อมให้บริการเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ บางธุรกิจเป็นธุรกิจข้ามชาติกันเลยทีเดียว มีการแข่งขันกันให้บริการที่เหนือกว่ากัน ดีกว่ากันยิ่งแข่งขันกันมาเท่าไร การได้รับบริการก็จะยิ่งมีคุณภาพดีมากยิ่งขึ้น มนุษย์ก็จะมีสิทธิที่จะเลือกซื้อหาความสุขจากการบริการนั้นได้ด้วยเงินที่น้อยลง ก็จะยิ่งมีกำลังในการซื้อหาการบริการที่ดีได้มากชิ้น และยาวนานขึ้น ซึ่งก็เป็นแนวทางรตินิยมผสานกับเอพิคิวเริส คือมีความสุขมากที่สุดได้มากครั้งที่สุด

1.3 สุขสบายเพราะมีสิ่งมาคอยอำนวยความสะดวก มนุษย์ต้องการให้ตนเองมีความสุขในทุกขณะ ทุกเวลา ดังนั้นความสะดวกสบาย สุขสำราญ มีคนมาคอยบริการ โดยไม่ต้องทำงานมาก อยู่เฉยๆ ก็ได้ความสะดวกสบาย ยิ่งในยุคปัจจุบัน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้พัฒนาก้าวหน้าและได้สร้างความเจริญอย่างยิ่งแก่โลกที่ประดุจสร้างสวรรค์บนพื้นพิภพ ดังจะเห็นได้จากด้านที่อยู่อาศัย การเดินทาง การสื่อสารที่สะดวกรวดเร็ว เดินทางไปมาหาสู่กันด้วยเครื่องบิน รถยนต์ รถไฟได้สะดวก หรือไม่อยากเดินทางก็เพียงแค่โทรศัพท์ หรือใช้อินเตอร์เน็ตก็ได้ติดต่อถึงกันได้ดังใจ ความสะดวกสบายในการใช้ชีวิตนี้ได้เกิดเป็นรูปธรรมแล้ว ตัวอย่างเช่น ใช้เทคโนโลยีมาควบคุมอุปกรณ์ต่าง ๆ ภายในบ้าน เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้อยู่อาศัย มีระบบการจัดการพลังงาน ระบบรักษาความปลอดภัยอัตโนมัติทั้งภายในและรอบตัวบ้าน  ส่วนใหญ่จะควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ตัวอย่างเช่น การเปิดประตูห้องพัก ก็ใช้โทรศัพท์มือถือแทนกุญแจห้องได้เลย เพียงนำโทรศัพท์ มือถือไปจ่อตรงบริเวณเครื่องอ่าน ก็สามารถเปิดประตูได้แล้ว พอเข้าไปในห้อง ทุกอย่างก็สามารถควบคุมได้ด้วยโทรศัพท์มือถือเครื่องเดียว  ไม่ว่าจะเปิด-ปิดไฟ เปิด –ปิดม่าน ควบคุมเครื่องปรับอากาศ ปรับอุณหภูมิ ปรับระดับพัดลม เปิด-ปิดและควบคุมทีวี และยังมีการสื่อสารแบบ 2  ทาง ซึ่งหมายความว่าไม่ว่าจะปรับอะไรที่มือถือ ตัวควบคุมของอุปกรณ์นั้น ๆ ก็จะเปลี่ยนตาม และในทางกลับกัน หากควบคุมที่ตัวอุปกรณ์ ข้อมูลในมือถือก็จะเปลี่ยนตามเช่นกัน และยิ่งสะดวกสบายจนแทบไม่ต้องทำอะไรด้วยแรงจริงๆ นั้น ก็คือ เมื่อออกไปข้างนอก แต่ลืมปิดไฟ ปิดเครื่องปรับอากาศหรือปิดโทรทัศน์ ก็สั่งเปิด-ปิด หรือควบคุมจากภายนอกได้ด้วยมือถือเพียงเครื่องเดียว แม้ว่าจะอยู่ในระหว่างกำลังท่องเที่ยวอยู่ในที่ต่างๆ ก็ได้ขอเพียงมีสัญญาณอินเตอร์เน็ตเท่านั้น คนในสมัยนี้มองความสะดวกสบายกลายเป็นเรื่องสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด ไม่ว่าอะไรก็ตามย่อมมองหาเครื่องมือเพื่ออำนวยความสะดวกของตน และคิดได้ว่าคนทุกยุคทุกสมัยต่างก็ปรารถนาความสะดวกสบายด้วยกันทั้งนั้น การใช้ชีวิตที่มีความสะดวกสบายจากผลของการพัฒนาเทคโนโลยีที่ทันสมัยอยู่ตลอดเวลานี้เป็นความสุขที่มนุษย์ทุกคนต่างยอมรับและใช้เงินจับจ่ายเพื่อให้ได้มาเพิ่มขึ้น เพื่อให้เขาได้มีความสุขตลอดช่วงชีวิตนี้ ทุกวันมีแต่ความความสะดวกสบาย ไม่ลำบาก

แนวคิดที่ให้ประหยัดและเรียบง่ายก็ยิ่งเน้นไปที่ลดการใช้เครื่องทุนแรง เพราะมีต้นทุนของเชื้อเพลิง รวมไปถึงค่าเครื่องจักรต่างๆ นั่นคือหวนไปใช้เครื่องมือ อุปกรณ์หรือกลไกอย่างสมัยก่อน ดังนั้นการทำงานย่อมเต็มไปด้วยความลำบากและเหน็ดเหนื่อยกว่าจะเสร็จจากงานในแต่ละวัน และด้วยข้อจำกัดแรงงานย่อมทำให้งานไม่หมดไปโดยง่าย การใช้ชีวิตเช่นนี้ย่อมไม่ทำให้เกิดความสุขกายสบายตัวแก่คนที่ถือตามได้ ชีวิตที่พอแค่มีให้กิน พอมีให้ใช้ ต้องกระเบียดกระเสียร ทำงานหนักตลอดเวลาย่อมทำให้มนุษย์ทุกข์ยากเข็ญใจในชะตาที่ต้องทนลำบากเลี้ยงชีวิตให้รอดไปวันๆ เขาย่อมไม่มีความสุขกับการใช้ชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคปัจจุบันที่ระดับคุณภาพชีวิตของคนเมืองกับคนในชนบทหรือคนบนพื้นที่ห่างไกลความเจริญมีความแตกต่างกันมาก และเป็นเหตุให้รัฐต้องกระจายความเจริญไปยังพื้นที่ห่างไกลเหล่านี้ก็เพื่อให้ประชาชนเหล่านี้ได้มีความสุขสะดวกสบายซึ่งเป็นระดับคุณภาพชีวิตที่ดีใกล้เคียงกันกับมนุษย์โดยทั่วไป

ความสุขสะดวกสบายนำไปสู่ความเกียจคร้าน

มนุษยชาติย่อมต้องการความสุข หากแต่ความสุขสะดวกสบายนั้นเป็นความยึดมั่นในความสุขระดับรองซึ่งไม่ใช่สุขแท้ ดังนั้น ย่อมเป็นสุขที่มีทุกข์ร่วมด้วย ดังนี้

1.1 ทำงานน้อยย่อมลดสมรรถนะทางร่างกายลง ในยุคก่อนๆ มนุษย์ต้องใช้แรงกายลงมือกระทำงาน จึงมีร่างกายที่แข็งแรง ไม่เจ็บไข้ง่าย แต่เมื่อพัฒนาเครื่องมือ เครื่องจักรมาช่วยทุ่นแรงและเชื่อมั่นว่าจะทำให้ได้ประสิทธิภาพในการทำงาน แน่นอนว่าการทำงานนั้นรวดเร็วขึ้น ได้ผลผลิตมากขึ้น แต่ด้วยเครื่องมือและเครื่องจักรเหล่านี้ทำให้มนุษย์ใช้แรงกายน้อยลง เพียงควบคุมบังคับเครื่องจักร บางอาชีพสบายกว่านั้นเพียงนั่งทำงานที่โต๊ะ บนหน้าจอและใช้อินเตอร์เน็ตก็สามารถทำงานได้ เมื่อมนุษย์ใช้ร่างกายในการทำงานน้อยลง ความเชื่อพื้นฐานคือมนุษย์จะสบายขึ้น ไม่ต้องทำงานหนักย่อมมีความสบายกายเป็นผลลัพธ์ แต่ในปัจจุบันมนุษย์กลับเจ็บป่วยไม่สบายง่ายขึ้น โรคต่างๆ ได้เพิ่มสมาชิกของผู้ที่เป็นโรคนั้น รวมถึงเกิดโรคใหม่ๆจากการทำงานอย่างใหม่นี้ สาเหตุสำคัญก็คือมนุษย์ใช้สมรรถนะทางร่างกายน้อยลง นำไปสู้สมรรถนะร่างกายที่ต่ำลง และร่างกายอ่อนแอลง ยิ่งหวังสุขสบาย มนุษย์กลับต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ที่เหลือจากการทำงานไปรักษาตัวจากโรคภัยต่างๆ เช่นนี้ย่อมไม่ถือว่าชีวิตมีความสุขได้

1.2 การมีคนมาคอยบริการและสิ่งอำนวยความสะดวกทำให้เกียจคร้าน เมื่อมนุษย์รักสบาย เขายึดติดอยู่กับความสะดวกสบาย การที่คอยให้คนมาบริการหรือมีสิ่งอำนวยความสะดวกตลอดเวลาในการใช้ชีวิต เขาก็จะเกิดนิสัยที่ไม่ต้องการทำงาน ทำงานไม่ได้ แต่จะวางแผนให้ระบบหรือสังคมเลี้ยงดูเขาให้ดีโดยเขาไม่ต้องทำอะไร เพราะเขาต้องการอยู่เฉยๆ ให้คนอื่นมาปรนนิบัติ แล้วสุดท้ายเขาก็จะมีนิสัยเกียจคร้าน   หากมนุษยชาติต่างเกียจคร้าน โลกย่อมเดินไปสู่หนทางแห่งภัยพิบัติ เพราะมีแต่สิ่งไร้ประโยชน์เพียงเท่านั้น ความสะดวกสบายจะทำให้มนุษย์ชอบอยู่เฉยๆ คล้ายกับก้อนหิน เรียกได้ว่าเขาใช้สัญชาตญาณอย่างก้อนหิน ก้อนหินนั้นตั้งอยู่ตรงไหน ก็อยู่ตรงนั้นไปชั่วกาล คนที่รักสบายก็มีลักษณะเช่นนั้น คือจะไม่ขยับเขยื้อนไปไหน ไม่ลงแรงทำอะไร แต่มนุษย์มิได้เป็นก้อนหิน มนุษย์มีเกิดแก่เจ็บตายและรู้สึกนึกคิด  ความสุขแท้อย่างก้อนหินจึงไม่ใช่ความสุขแท้ของมนุษย์  ซาตร์บอกว่ามนุษย์ที่พยายามทำตัวเป็นก้อนหิน  คือ อยากเป็นภาวะในตัวเอง (being-in-itself) เกิดมาอย่างไรก็พอใจอยู่แค่นั้น  ไม่มีความใฝ่ฝันทะเยอทะยานจะให้ได้ดิบได้ดีอะไรขึ้นมามากกว่าที่เป็นอยู่  ก้อนหินมันอยู่ของมันอย่างนั้นได้เพราะมันไม่มีสมรรถนะตัดสินใจเลือกอะไรที่ดีกว่านั้นหรือเลือกอะไรที่เลวกว่านั้น  มันจึงไม่เดือดร้อนที่จะอยู่ต่อไปอย่างนั้นอย่างมีความสุขตามประสาของมัน  ผิดกับมนุษย์ที่มีสมรรถนะเลือกว่าจะอยู่อย่างเดิมก็ได้   จะปรับตัวให้ดีกว่าเดิมก็ได้หรือจะปล่อยตัวให้เลวลงกว่าเดิมก็ได้  มนุษย์รู้อย่างนี้แล้วไม่ยอมเลือกไม่ได้  เพราะการเลือกเป็นกิจกรรมของมนุษย์  ต้องเลือกจึงจะมีความสุขเพราะได้ทำกิจกรรมเยี่ยงมนุษย์พึงกระทำ  หากไม่เลือกนับว่าฝืนธรรมชาติของมนุษย์  จึงพบแต่ความผิดหวังเพราะภาวะในตัวเองนี้เป็นสิ่งผิดธรรมชาติ  ไม่มีความสุขแท้ตามความเป็นจริงของมนุษย์  ผู้ที่เกียจคร้านดูเหมือนจะมีความสุข แต่คนเหล่านี้มักจะเกิดอาการเบื่อเซ็งเหงา  หงุดหงิด  อะไรผ่านมาก็ไม่พอใจทั้งสิ้นเพราะความสุขจากการมีคนมาคอยเอาใจมันจะสุขน้อยลงไปเรื่อยๆ และต้องการแสวงหาความสุขใหม่เข้ามาแต่ก็ขี้เกียจเกินกว่าจะไปลงแรงแสวงหาความสุขใหม่นั้น จึงยิ่งทำให้ไม่สุข และพร้อมจะเปลี่ยนเป็นทุกข์อยู่ตลอดเวลา

ความสุขสะดวกสบายนำไปสู่ความอ่อนแอของร่างกายเพราะมีเครื่องจักรมาช่วยทำงาน จึงออกกำลังกายจากการทำงานน้อยลง และเมื่อได้รับการบริการ มีสิ่งอำนวยความสะดวกมากก็จะยิ่งเกียจคร้าน ไม่กระตือรือร้นในการทำงาน เขาอาจหลงกับความสุขนี้ในชั้นแรก แต่เพียงไม่นานเขาก็จะเบื่อ และอารมณ์หงุดหงิดง่าย เพราะว่าความสุขนี้ไม่ใช่ความสุขแท้ของมนุษย์ เมื่อประกอบกับร่างกายที่อ่อนแอลง สุดท้ายคนที่หลงอยู่กับความสุขสะดวกสบายก็จะกลายเป็นคนที่อ่อนแอขี้โรคและต้องการคนคอยดูแลตลอดไป สังคมที่ต้องรับภาระคนกลุ่มนี้ย่อมย่ำอยู่กับที่ไม่อาจพัฒนาคุณภาพของสังคมให้ก้าวไปข้างหน้าได้

ความสุขสะดวกสบายเป็นความสุขในระดับรองของมนุษย์ เป็นความสุขตามสัญชาตญาณก้อนหิน (matter instinct)  ชอบอยู่เฉย ๆ ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง พอใจเพียงเท่านี้ เขามีความสุขแต่มิใช่สุขแท้ของมนุษย์ มนุษย์ที่ฉลาดจึงวางแผนชีวิตให้ดีกว่านั้น หากแต่มนุษย์ที่ใช้สัญชาตญาณระดับต่ำกว่าปัญญา แม้เขาจะมีปัญญาแต่ก็ย่อม ไม่สนใจรับฟังการอบรมเพื่อให้เป็นผู้รอบรู้ รอบคอบ และมีสำนึกทางจริยธรรม ศีลธรรม เขาพอใจมีชีวิตที่มุ่งแต่ความสุขคือทำเฉพาะสิ่งที่เขาคิดว่าสุขเท่านั้น บางคนถึงขึ้นมีชีวิตหาความสุขเหมือนสุนัขตัวหนึ่ง  คือหาความสุขเฉพาะหน้าไปขณะต่อขณะ ไม่วางแผนอนาคต ไม่คิดโลกหน้า คนกลุ่มนี้ไม่คิดว่าโลกจะมีอะไรมาก เป็นแค่เวทีละคร เมื่อตายทุกอย่างก็สูญ เหมือนโรงละครที่เลิกเล่นแล้วก็เป็นโรงละครที่ว่างเปล่า เมื่อจบบทบาทเมื่อไรตัวละครก็กลายเป็นศูนย์ ไม่มีความหมายใด ๆ กับโลกนี้  คนที่เชื่อในลัทธิไซนิกพวกนี้เพียงแต่หนักโลก ไม่ทำลายศีลธรรม แต่ก็เป็นตัวอย่างไม่ดีและชอบเย้ยหยันคนมีศีลธรรมให้เสียกำลังใจ กลุ่มเอพพิคิวเริสยิ่งเสแสร้งและคิดคดโกงหลอกลวงคนเพื่อความสุขของตนให้มากที่สุด  ดูเหมือนจะใช้สัญชาตญาณพืชแสวงหาผลประโยชน์อย่างเต็มที่ และพวกรตินิยมที่เน้นการหาความสุขตามสัญชาตญาณอารักขายีน ใช้ชีวิตแสวงหาเพศรสและกามารมณ์อย่างเต็มอิ่ม เป็นขุนแผนเจ้าเสน่ห์มีความสุขไปชั่วข้ามคืน มนุษย์เหล่านี้ย่อมมีอัญภาวะเป็นพื้นฐานชีวิตและไม่มีวันได้พบความสุขแท้

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไม่ได้ห้ามความสุขไม่แท้ ในขณะที่โลกพบปัญหาอันเป็นเหตุแห่งทุกข์ของมนุษย์จำนวนมาก สาเหตุสำคัญก็คือมนุษย์หลงอยู่กับความสุขในสัญชาตญาณระดับรอง มิได้พัฒนาความสุขด้วยสัญชาตญาณปัญญา ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมีลักษณะของปัญญากระบวนทรรศน์หลังนวยุค คือไม่ยึดมั่นถือมั่น  ดังนั้น จึงมิได้ตั้งประจันกับความสุขในระดับสัญชาตญาณระดับรอง เพียงแต่ชี้ว่าไม่ใช่ความสุขแท้และส่งเสริมการดำรงชีวิตและการปฏิบัติเพื่อให้ได้ความสุขแท้  นั่นคือส่งเสริมสัญชาตญาณปัญญาเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ใช้ได้กับทุกยุคทุกสมัย ทุกสังคม ทุกเชื้อชาติ เป็นหลักยึดเหนี่ยวที่ไม่ส่งเสริมการยึดติด ยึดเหนี่ยวไว้แล้วได้พัฒนาคุณภาพชีวิตไปเรื่อย ๆ พัฒนาไปพร้อมกับปรับตัวไปเรื่อย ๆ เลยขั้นหนึ่งแล้วก็แสวงหาขั้นต่อไป โดยไม่ยึดติดแต่ยึดเหนี่ยวเพื่อเป็นขั้นกลางให้พัฒนาสู่ขั้นที่สูงขึ้น ได้ขั้นสูงขึ้นแล้วก็ปล่อยวางจากทุกขั้นที่ผ่านมาแล้ว และใช้ขั้นปัจจุบันเพื่อเป็นทางผ่านสู่ขั้นต่อไปตามลำดับ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่เป็นทั้งปรัชญาสายกลางและเป็นวิถีพัฒนาคุณภาพชีวิตตามขั้นตอนของคุณธรรม ความสุขของเศรษฐกิจพอเพียงไม่ได้เน้นที่เพียงการพอมี พอกิน พอใช้ ซึ่งดูเหมือนจะขัดแย้งกับความสุขระดับรองของมนุษย์ แต่ให้ใช้ความรอบคอบ รอบรู้พิจารณาระดับของความพอมี พอกิน พอใช้ และการแบ่งปัน เพื่อให้มนุษย์ได้ทำดี และมีสุข นั่นคือ ตนเองมีชีวิตที่มีความสุข ได้เมตตา แบ่งบันแก่ผู้อื่น เมื่อเขามีความสุข เราก็มีสุขด้วย และเป็นสุขแท้ ดังนั้น ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงจึงนำมิได้ห้ามการแสวงหาสุขไม่แท้ แต่เน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิตเพื่อให้ได้ความสุขแท้ตามความเป็นจริง อันจะเป็นหลักยึดตามสัญชาตญาณปัญญาแก่มวลมนุษยชาติได้

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s