การแยกความคิดตะวันออกและตะวันตก

อ.ดร.รวิช ตาแก้ว

ความคิดเรื่องความดีและความงามทั้งตะวันออกและตะวันตกมีทรรศนะที่เหมือนกัน กล่าวคือ กลุ่มที่เชื่อว่า มีความดีและความงามนั้นได้แบ่งระดับความเชื่อไว้ 2 ระดับ คือ ระดับธรรมชาติ (Natural) และระดับเหนือธรรมชาติ (Supernatural) ทั้งสองระดับแสดงออกเป็นปรากฏการณ์ทั้งที่รับรู้ได้และรับรู้ได้ด้วยประสาทสัมผัส ทำไมจึงแยกความคิดเรื่องความดีและความงามของตะวันออกและตะวันตกออกจากกัน ซึ่งน่าจะแยกเป็นความเชื่อระดับธรรมชาติและเหนือธรรมชาติมากกว่า

ความเชื่อในระดับธรรมชาติ (Natural) และความเชื่อในระดับเหนือธรรมชาติ (Supernatural) เป็นความเชื่อที่เกี่ยวข้องกับกฎของสสาร โดยเชื่อว่าสิ่งแวดล้อมรอบตัวทุกอย่างเป็นสสารที่แสดงออกในสถานะและลักษณะที่แตกต่างกัน สสารในโลกแบ่งออกเป็นสิ่งมีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิต ดังที่ปรากฏให้เห็นอยู่ในทรรศนะของนักปรัชญาที่เกี่ยวข้องกับเรื่องอภิปรัชญา และเป็นประเด็นที่เชื่อมโยงระหว่างอภิปรัชญา และญาณปรัชญา อันฐานความรู้ของจริยศาสตร์

การแยกความคิดตะวันออกและตะวันตก สืบเนื่องจากเอกสารที่อยู่ในสังคมไทยและสังคมโลกนิยมอธิบายหลักการคิดในเรื่องปรัชญาไว้สองกลุ่ม คือ ความคิดปรัชญาในโลกตะวันออกและความคิดปรัชญาในโลกตะวันตก ข้อแตกต่างที่เห็นชัดเจนคือ ตะวันออกมองโลกและชีวิตแบบองค์รวม (Holistic) และเป็นการมองจากภายในออกสู่ภายนอก   ส่วนตะวันตกมองโลกและชีวิตแบบส่วนย่อย (Unit) และเป็นการมองจากโลกภายนอกเข้าสู่ภายใน จากแนวคิดดังกล่าวจึงเลือกแยกความคิดออกเป็นสองกลุ่ม เพื่อศึกษาว่าทรรศนะทั้งสองมีส่วนเหมือนและส่วนต่างกันอย่างไรบ้าง

ทรรศนะเรื่อง ความดีและความงามในส่วนที่เหมือนกันก็เป็นทรรศนะที่สอดคล้องกัน ส่วนทรรศนะที่มีความคิดเห็นต่างกันก็เป็นทรรศนะที่ไม่สอดคล้องกัน เรื่องธรรมชาตินิยมในทรรศนะของนักปรัชญาที่เป็นแนวคิดและความเชื่อสำหรับการเรียนรู้ค้นคว้าหาความรู้จากสิ่งแวดล้อมรอบ ๆ ตัวของมนุษย์ด้วยการสั่งสมประสบการณ์ ต่าง ๆ ที่รำลึกได้ว่าจะมีผลอย่างไรต่อการดำรงชีวิต ในระยะต่อมาจึงสรุปเป็นระบบความคิดของมนุษย์ที่แบ่งสรรพสิ่งรอบ ๆ ตนเป็นสิ่งมีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิต สิ่งที่มีอยู่เหล่านี้ในทรรศนะทางปรัชญาเรียกว่า อภิปรัชญา ซึ่งเป็นเรื่องความเป็นจริงและความจริง

สำหรับงานวิจัยฉบับนี้เป็นการมองเชิงจริยศาสตร์จากนิยามความหมายของคำที่ใช้ในสังคมและวัฒนธรรมซึ่งเป็นทรรศนะที่กล่าวถึงคำและความหมายของคำที่ใช้เพื่อการสื่อสารทางความคิดของสังคมและวัฒนธรรม ซึ่งเป็นเกณฑ์ทางจริยศาสตร์ที่มนุษย์สร้างขึ้นจากพฤติกรรมการแสดงออกตามความเชื่อและความคิดซึ่งเป็นที่ยอมรับของสังคม และเป็นผลสืบเนื่องจากแนวคิดเชิงธรรมชาตินิยม อย่างไรก็ตามกรอบความคิดที่กล่าวนี้ไม่ใช่เป้าหมายสำหรับงานวิจัยฉบับนี้ จึงไม่ได้วิเคราะห์เชื่อมโยงไปสู่ประเด็นที่เกี่ยวข้องอภิปรัชญา  อย่างไรก็ตามในทรรศนะที่ทำการศึกษานี้หากเชื่อตามแนวคิดของนิทเฉอ (Nietzsche) ก็สามารถอธิบายเชื่อมโยงไปสู่อภิปรัชญาได้อย่างชัดเจน

 การมองแบบองค์รวมในทรรศนะตะวันออก ดังเห็นได้จากคำกล่าวที่ว่า “จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว” ซึ่งหมายความว่า มนุษย์มีพฤติกรรมแสดงออกต่อเพราะจิตเป็นผู้ควบคุมสั่งการ ซึ่งในทรรศนะของพระพุทธศาสนาได้ขยายความไว้เป็นเรื่องกรรมบท 10 กายกรรม 3 วจีกรรม 4 และมโนกรรม 3   ทั้ง 10 ประการเป็นผลของการกระทำโดยรวมในการแสดงออกต่อโลกของมนุษย์

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s