ปรัชญาศึกษา: บทที่ 9 ปรัชญาหลังนวยุค-2

ลัทธิรื้อสร้างใหม่ (Reconstruction) เริ่มรู้กันในราวปี 1942 ต่อมา Richard D. Mosier จากหนังสืง The Philosophy of Reconstructionism, Educational Theory 1 ในปี 1951  โดยเสนอการรื้อสร้างใหม่ในด้านตรรกะ ศีลธรรม การศึกษา และปรัชญา ในยุคสมัยใหม่ ทั้งนี้ Theodore Branmeld นักปรัชญาการศึกษาเป็นแนวหน้าในการสนับสนุนแนวคิดนี้เป็นอย่างมาก ในขณะเดียวกันในทางศาสนาได้เกิดเป็นท่าทีต่อการปรับตัวอย่างสร้างสรรค์ของศาสนายิวโดยเน้นการบ่มเพาะประเพณีและวิถีชีวิตชาวยิว สำหรับชาวคริสต์เน้นการพิจารณากฎตามคัมภีร์ไบเบิลที่เป็นพื้นฐานของกฎหมายแห่งรัฐและศีลธรรมของสังคม รวมไปถึงท่าทีในการยอมรับการรื้อฟื้นความเชื่อและการปฏิบัติในศาสนาโบราณต่างๆ อีกด้วย

‘Education has two major roles: to transmit culture and to modify culture. When American culture is in a state of crisis, the second of these roles–that of modifying and innovating–becomes more important. Reconstructionism, Brameld affirmed, is a crisis philosophy; the reconstructionist is “very clear as to which road mankind should take, but he [or she] is not at all clear as to which road it will take”(Brameld, Theodore, p. 75).’

สรุปได้อย่างสังเขปว่า การศึกษามีบทบาทหลักอยู่ 2 ด้าน นั่นคือ การส่งต่อวัฒนธรรมและการปรับปรุงวัฒนธรรม เมื่อวัฒนธรรมอเมริกันเข้าสู่ภาวะวิกฤติ บทบาทด้านที่สองจึงสำคัญอย่างยิ่ง นั่นคือ การปรับปรุงและการสร้างนวัตกรรมใหม่ ลัทธิรื้อสร้างใหม่เป็นปรัชญาแห่งการวิกฤติ และผู้ถือลัทธิรื้อสร้างใหม่จะต้องชัดเจนว่าเป็นหนทางที่มนุษยชาติจะต้องมุ่งไป แต่ไม่มีใครที่กระจ่างแจ้งว่าหนทางเส้นไหนที่ควรจะต้องใช้กันแน่

ในทางปรัชญา ลัทธิรื้อสร้างใหม่เป็นกระแสในทางสังคมที่จะปฏิรูปตัวเองอย่างต่อเนื่อง เพื่อที่จะสร้างการปกครองหรือเครือข่ายทางสังคมที่สมบูรณ์ยิ่งกว่า โดยที่อุดมการณ์นี้มาจากการประกอบร่วมของการตีความบริบทใหม่บนแนวคิดที่มาพร้อมกับปรัชญารื้อถอน (deconstruction) โดยได้แสดงให้เห็นว่าระบบหรือข้อต่อต่างๆ นั้นล้วนแต่ต้องมีการแตกออกเป็นส่วนย่อยๆ ที่ต่างก็มีความหมายและเป็นองค์ประกอบที่สำคัญในการใช้สร้างระบบขึ้นใหม่จากจุดเริ่มต้นที่ติดขัดเสียแล้ว

ต่อมาได้มีความพยายามในการอธิบายลัทธิรื้อสร้างใหม่ว่าเป็นกระแสเดียวกันกับกระแสศิลปะหลัง-หลังนวยุค (post-postmodern art) โดยเรียกเป็น ศิลปะรื้อสร้างใหม่ (Reconstructivist art) โดยบรรยายไว้ว่า

“ศิลปะรื้อสร้างใหม่สร้างขึ้นก่อนศิลปะและเทคนิคศิลปะกระแสรื้อถอน โดยเน้นการประยุกต์ศิลปะไปยังแนวคิดและโครงสร้างคลาสสิค โดยมีเป้าหมายที่จะสร้างสรรค์งานที่เน้นอารมณ์ยิ่งขึ้นและมีความโดดเด่น ทั้งนี้โดยมีการประสมความมีชีวิตชีวาและความดั้งเดิมของกระแสรื้อถอนเข้าไปด้วยอย่างสบายๆ ตามความพอใจและตามแนวนิยมของลัทธิคลาสสิค ศิลปะรื้อสร้างใหม่มีวัตถุประสงค์ในการรื้อฟื้นความรู้สึกต่อความจริง (sense of the Real) ในโลกที่สิ่งต่างๆ แสดงตนในฐานะภาพลวงตา”

กระแสรื้อถอน (Deconstruction) เป็นมุมมองที่เน้นการวิพากษ์ความสัมพันธ์ระหว่างตัวบทกับความหมาย ดังงานของ Jacques Derrida ในปี 1967 เรื่อง work of grammatology ซึ่งได้เสนอหลักคิดสำคัญของกระแสรื้อถอนนี้ ซึ่งแดร์ริดาได้รับอิทธิพลทางความคิดจาก Ferdinand de Saussure ในเรื่องภาษาในฐานะของระบบสัญลักษณ์และคำพูดซึ่งจะมีความหมายก็ต่อเมื่อมีความแตกต่างกันของสัญญะทั้งหลาย แดร์ริดาโต้แย้งว่าแนวคิดนี้ยังไม่เพียงพอและยังไม่รื้อถอนแนวคิดตรงกันข้ามอันอื่น รวมถึงไม่อาจหยุดยั้งท่าทีของผู้คนจากแนวคิดสุญนิยม (nihilism) และ แนวคิดไซนิก (cynicism) ดังนั้น เพื่อป้องกันรักษาความหมายใดๆ อย่างมีประสิทธิภาพ กระแสรื้อถอนจะต้องสร้างคำใหม่ (new term) ซึ่งไม่ใช่การสังเคราะห์แนวคิดในทางตรงข้าม แต่เป็นการทำเครื่องหมายให้เห็นถึงความแตกต่างและบทบาทที่จะสามารถเล่นได้ในระดับตลอดกาล (eternal interplay)  แนวคิดของแดร์ริดานี้แสดงให้เห็นว่ามีความจำเป็นในระดับบริสุทธ์ที่จะต้องทำการวิเคราะห์เพื่อการวางเครื่องหมายระหว่างคำ โดยที่ภาวะเช่นนี้ แดร์ริดาเรียกว่า unities of simulacrum โดยที่คุณสมบัติของคำที่ไม่ถูกต้องทั้งในทางภาษาและคำพูดจะไม่ถูกวางลงไปในระหว่างความเป็นคู่ตรงข้ามในเชิงปรัชญาที่ต่อต้านและมุ่งจัดการโดยไม่ได้เน้นการสร้างคำใหม่ (third term)

ท่าทีเช่นนี้เรียกว่า หลังนวยุค (postmodernism) ซึ่งเกิดหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยเป็นปฏิกิริยาต่อการรับรู้ความล้มเหลวของนวยุคนิยม (failing of modernism) รวมไปถึงการที่โครงการศิลปะไปรับใช้ผู้ปกครองเผด็จการและงานศิลปะที่คล้ายคลึงกับงานกระแสวัฒนธรรมหลัก ท่าทีหลังนวยุคเช่นนี้เริ่มพบในปี 1940 จากผลงานของ Jorge Luis Borges อย่างไรก็ตามนักวิชาการถือว่าหลังนวยุคเริ่มต้นในปี 1950 และรุ่งเรืองในปี 1960 โดยที่หลังนวยุคได้กลายเป็นแกนคิดหลักที่โดดเด่นทั้งในด้านศิปละ วรรณกรรม ภาพยนตร์ ดนตรี ละคร สถาปัตยกรรม ประวัติศาสตร์ และปรัชญา (กลุ่มปรัชญาภาคพื้นทวีปยุโรป)

หลังนวยุคยังได้แสดงบทบาทเด่นชัด (iconic play) ทั้งในด้านรูปแบบ การอ้างอิงและระดับเรื่องเล่า การสงสัยในเชิงอภิปรัชญาต่อเรื่องเล่าใหญ่ (grand narrative) ของวัฒนธรรมตะวันตก ซึ่งนำไปสู่การตั้งคำถามต่อพื้นฐานความเป็นจริง ว่าความเป็นจริงประกอบด้วยอะไรและผลของมันที่มีต่อจิตใจ ซึ่งนำไปสู่การมีอยู่จริง แม้จะมีการผลิตซ้ำที่ไม่สิ้นสุด อย่างไรก็ตาม ในปี 1990 หลังนวยุคก็เริ่มเสื่อมความนิยม ทั้งนี้ยังคงมีความพยายามที่จะจำแนกช่วงประวัติศาสตร์ที่กระแสหลังนวยุคนี่รุ่งเรือง และถือว่ามิได้อยู่ในกระแสหลัก

หลังนวยุคสายกลาง (moderate postmodernism) เกิดขึ้นหลังเหตุการณ์ 9/11 ในปี 2001 เป็นท่าทีในการใช้ปรัชญาปฏิบัตินิยม (pure philosophy of pragmatism) มารับมือกับความเป็นจริง ทั้งนี้ เน้นให้เรียนรู้ จดจำและประยุกต์ใช้เพื่อให้เกิดสถานการณ์ใหม่ที่ดีกว่าเดิม เป็นการเรียนรู้จากประสบการณ์ มากว่าที่จะเป็นเพียงกิจกรรมทางความคิดอีกต่อไป แนวคิดนี้ยังเชื่อในอนาคตที่ดีพร้อม (Utopian Future) สำหรับมนุษยชาติ ถ้าเราเรียนรู้ที่จะลงมือกระทำและเปลี่ยนแปลงทิศทางให้ถูกต้อง เน้นการลงมือกระทำ และริเริ่มการเปลี่ยนแปลงต่างๆ และกฎหมายต่างๆ ต้องถูกใช้ในฐานะผู้ดูแล (safeguards) เพื่อให้เกิดความกล้าหาญที่จะก้าวข้ามข้อจำกัดต่างๆ ที่ถูกจัดตั้งไว้ในสังคม เน้นการชั่งน้ำหนักผลที่อาจจะเกิดขึ้นทั้งในด้านดีและไม่ดี ป้องกันการเกิดผลกระทบข้างเคียง (side effect) และ เน้นการยอมรับผลตาม (consequences) จากกระทำนั้นๆ อย่างแท้จริงโดยไม่มีการบ่นว่าหรือมีการเตรียมการเอาตัวรอดเอาไว้ล่วงหน้า นั่นคือ จะต้องมีความรับผิดชอบอย่างเต็มกำลังด้วย

กระแสหลังนวยุคสายกลางนี้ไม่ได้มีจำนวนมากมายอะไร แต่พลังของแนวคิดนี้ไกลับได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในกลุ่มก้อนทางศาสนาต่างๆ และกลุ่มก้อนผู้ไม่นับถือศาสนา ทั้งนี้ กระแสหลังนวยุคสายกลางยังแสดงตนเองว่าเป็นกลุ่มผู้มีระดับมาตรฐานทางศีลธรรมที่สูงยิ่งขึ้นทั้งในด้านความประพฤติ ความคิด และในทางจริยศาสตร์อีกด้วย

อ่าน ปรัชญาศึกษา: บทที่ 9 ปรัชญาหลังนวยุค-1

อ่าน ปรัชญาศึกษา: บทที่ 10 ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

One thought on “ปรัชญาศึกษา: บทที่ 9 ปรัชญาหลังนวยุค-2

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s