ปรัชญาศึกษา: บทที่ 2 การสอนอย่างปรัชญา

ปรัชญาศึกษา: บทที่ 2 การสอนอย่างปรัชญา

แม้จะมีเนื้อหาปรัชญาในการอบรมสั่งสอนแล้ว แต่สิ่งสำคัญอีกอย่างก็คือ  วิธีการสอน (literacy teaching) ที่จะต้องอบรมสั่งสอนกันตลอดชีวิต การอบรมสั่งสอนอย่างไรจึงจะมีความรู้และมีสมรรถภาพคิดได้อย่างเหมาะสมตลอดชั่วชีวิต  การอบรมซ้ำๆ เท่านั้นเพียงพอหรือไม่ มีวิธีการสอนใดที่เป็นหลักคิดในการสอนที่จะทำให้การเชื่อได้ว่าผู้รับการอบรมจะเป็นผู้มีความรู้ มีคุณธรรมจริยธรรม และวิธีการสอนนี้ก็ย่อมเป็นปัญหาทางปรัชญาเช่นกัน

วิธีการสอนอย่างปรัชญา

กีรติ บุญเจือ ได้เสนอวิธีการสอนสำหรับการสอนปรัชญา (กีรติ บุญเจือ, 2546) ซึ่งน่าจะเหมาะสมกับหลักการเรียนรู้ตลอดชีวิต ได้แก่

  • ตวงข้าวใส่กระสอบ (Filling the rice sack) คือ ในการสอนครั้งแรกๆ ผู้เรียนเหมือนผู้ที่ยังไม่มีความรู้คล้ายกับกระสอบเปล่า การอบรมสั่งสอนย่อมต้องให้ความรู้เข้าสู่สมอง ท่องจำ จดบันทึกเพื่อให้เขาได้มีองค์ความรู้เสียก่อน เหมือนการตวงข้าวให้เต็มกระสอบ เมื่อข้าวเต็มกระสอบแล้วก็ย่อมเป็นกระสอบข้าวที่มีคุณค่า ตรงส่วนนี้คือ การที่ยอมรับว่าเนื้อหาคุณธรรมสอนกันได้
  • ปลูกกล้วยไม้ (Growing orchids) คือ เมื่อผู้เรียนมีความรู้แล้วก็ให้ความรู้ใหม่เพิ่มขึ้น ในเขาบันทึกจดจำแล้วก็มีการสอบวัดว่ารู้ได้มากน้อยเท่าใด เหมือนปลูกกล้วยไม้ก็ต้องบำรุงปุ๋ยและน้ำให้เหมาะสม อย่าได้ขาดและก็ไม่มากเกินไป และต้องให้มันออกดอกกล้วยไม้สวยๆ ได้ นั่นก็คือ การสอบวัดได้คะแนนสอบที่ดีนั่นเอง ในขั้นนี้อาจมีประกาศนียบัตรรับรองได้ แต่ละคนก็จะมีชุดความรู้เฉพาะตนซึ่งเขาสามารถนำไปขยายผลต่อได้
  • ปลูกกุหลาบ (Planting roses) คือ เมื่อผู้เรียนมีความรู้พื้นฐานแล้ว การอบรมสั่งสอนจะต้องเน้นการค่อยๆ ให้เนื้อหาความรู้เพื่อให้เขาฝึกคิดวิเคราะห์ แยกแยะ มองหาส่วนดี มองหาการประยุกต์ใช้ตามหลักยึดเหนี่ยวของเขา เหมือนการปลูกต้นกุหลาบ เราต้องเอาใจใส่ รดน้ำ พรวนดิน รอให้กุหลาบออกดอก หากมันไม่พร้อมก็ยังไม่ออกดอก แต่ถ้าออกดอกแล้วก็สวยงาม กลิ่นหอมขจรขจาย และสามารถออกดอกไปได้เรื่อยๆ นั่นคือเขาเอาความรู้คุณธรรมไปปฏิบัติด้วยปัญญา เกิดเป็นปัญญาปฏิบัติซึ่งจะต่อยอด ขยายผลอย่างไม่สิ้นสุด และเขาก็จะเป็นตัวแบบที่ดีของคนอื่นให้ทำตามได้อีกด้วย

วิธีการสอนทั้ง 3 แบบนี้ เหมาะสมกับช่วงเวลาในการอบรมสั่งสอนต่างๆกัน และผู้สอนจะต้องตระหนักว่า เรื่องไหนผู้เรียนยังไม่รู้และจำเป็นต้องรู้ก็ต้องตวงข้าวใส่กระสอบ เรื่องไหนควรศึกษาเพิ่มเติมให้รู้ก็คือ ปลูกกล้วยไม้ เรื่องไหนเป็นความสนใจของผู้เข้าอบรมโดยจำเพาะก็ต้องปลูกกุหลาบจึงจะทำให้ผู้เรียนได้เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิตและมีสมรรถนะคิดได้เต็มศักยภาพต่อไป

การอบรมสั่งสอนเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต

การอบรมสั่งสอนเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต (educating for life-long learning) วิธีสอนแบบการปลูกกุหลาบดูจะตรงกันกับเป้าหมายของการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต ซึ่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตนั้น ผู้เรียนจะต้องเรียนทั้งในห้องและนอกห้องเรียน ศึกษาเรียนรู้ทั้งในด้านความรู้ ปัญญาและอารมณ์  เขาจะต้องแสวงหา สังเกตและเรียนรู้สิ่งต่างๆ รอบตัวอยู่ตลอดเวลา จากหนังสือหรือสื่อต่างๆ แม้แต่การเรียนรู้จากการทำงาน เพื่อช่วยให้เข้าใจและสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถเข้ากันได้กับคนอื่นๆ  โดยแต่ละคนย่อมมีความแตกต่างกันในสมรรถนะการเรียนรู้เนื่องด้วยปัจจัยที่สำคัญ ได้แก่

  1. ความสามารถในการเรียนรู้ การทำเข้าใจสิ่งต่างๆ เนื่องจากระดับการพัฒนาของสมองในช่วงอายุต่างๆ ทำให้ความสามารถในการเรียนรู้ต่างกัน เช่น เด็กมีความสามารถในการเรียนรู้ได้เร็วและมากกว่าผู้ใหญ่ แต่ผู้ใหญ่จะคิดแบบตรรกะได้ดีกว่าเด็ก
  2. ประสบการณ์ ผู้ที่มีประสบการณ์หรือเคยรู้ในเรื่องนั้นๆ ก็จะสามารถเรียนรู้ได้เร็วกว่าผู้ที่ไม่มีประสบการณ์มาก่อน
  3. กระบวนทรรศน์ บุคคลมีความเชื่อและสมรรถภาพคิด เกิดเป็นกระบวนทรรศน์ในการคิด เขาจะมีความสามารถในการคิด วิเคราะห์เป็นกระบวนการอย่างเป็นระบบ เป็นขั้นตอนหรือมีความคิดรวบยอดได้

ระดับการสอน

เมื่อผู้เรียนแต่ละคนมีความแตกต่างในสมรรถนะการเรียนรู้ กระบวนการเรียนรู้จึงต้องใช้วิธีการเรียนรู้แบบปลูกกุหลาบ คือ หวังผลในระยะยาว ซึ่งกระบวนการอบรมสั่งสอนมีอยู่ด้วยกัน 3 แบบแผน (Argyris and Schon, 1978), (Cumming and Worley, 1997) ได้แก่

  1. การเรียนรู้วงรอบเดียว (single loop learning) หรือการเรียนรู้เพื่อการปรับตัว (adaptive learning) คือ การเรียนรู้ที่มีจุดมุ่งหมายในการที่จะปรุงปรุงเพิ่มเติมจากสภาวะปกติ (status quo) ผู้เรียนมีเวลาในการปฏิบัติเพื่อลดความผิดพลาดและช่องว่างที่มี มีการปรับเปลี่ยนความรู้ไปเป็นมาตรฐานและแนวความประพฤติปฏิบัติที่ดีต่อไป
  2. การเรียนรู้วงซ้อน (double loop learning) หรือการสร้างความรู้ (generalization learning) คือ การเรียนรู้ที่มีจุดมุ่งหมายที่การเปลี่ยนแปลงสภาวะปกติไปจากเดิม ผู้เรียนต้องมีการเรียนรู้ที่จะนำข้อสรุปและสภาวะที่เกิดจากการเรียนรู้แบบวงรอบเดียวไปใช้อย่างจริงจัง ทำให้ตนเอง ครอบครัว ชุมชน สังคม เกิดการเปลี่ยนแปลงและมีการปรับฐานสภาวะปกติให้ดีขึ้น ความรู้ที่เกิดขึ้นจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแนวคิดในระดับกระบวนทรรศน์ได้ เป็นการประยุกต์หาสิ่งที่คาดเคลื่อนจากผลที่ต้องการ และนำมาแก้ไขด้วยการลงมือปฏิบัติจริงและการปรับตัวแปรต่าง ปัจจัยที่เกี่ยวข้องแล้วลงมือปฏิบัติให้อย่างเหมาะสม
  3. การเรียนรู้แบบดิวเทอโร (deuteron learning) เป็นการเรียนรู้วิธีการเรียนรู้ (learning how to learn) ผู้สอนจะทำการพัฒนารูปแบบการอบรมสั่งสอนให้ตรงตามความสามารถในการเรียนรู้ จังหวะในการใช้วิธีการเรียนรู้และรูปแบบการเรียนรู้เพื่อให้การอบรมสั่งสอนมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น จากการพิจารณาผลของการจัดการเรียนรู้วงรอบเดียวและการเรียนรู้วงซ้อนที่มอบให้แก่ผู้เรียนและชี้ให้ผู้เรียนได้เห็นวิธีการเรียนรู้ที่เหมาะสมเป็นรายบุคคล

แนวคิดสำคัญสำหรับการจัดการอบรมสั่งสอนคือ การจัดการความรู้ (knowledge management) ซึ่ง พาวโลสกี (Pawlowsky, 2001) เสนอแนวทางการจัดการการเรียนรู้ดังภาพที่ 1 โดยพิจารณามิติการเรียนรู้เชิงบูรณาการไว้ 4 มิติ ได้แก่

2.1

  1. ระดับการจัดการเรียนรู้ (system level) ที่เหมาะสมสำหรับแต่ละระดับ โดยจะต้องพิจารณาระบบการอบรมในระดับบุคคล ระดับกลุ่ม ระดับองค์การ และระดับระหว่างองค์การ ซึ่งจะต้องมีการพิจารณารูปแบบการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับระดับนั้นๆ
  2. ประเภทการเรียนรู้ (learning modes) เพื่อให้เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย เช่น การเรียนรู้เชิงปัญญา การเรียนรู้เชิงวัฒนธรรม และการเรียนรู้เชิงปฏิบัติ เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายได้เข้าใจและนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตได้
  3. ประเภทการเรียนรู้ (learning type) การเรียนรู้นั้นมีการวางแบบแผนการเรียนรู้ไว้ 3 แบบ ได้แก่ การเรียนรู้วงรอบเดียว การเรียนรู้วงซ้อน  และการเรียนรู้แบบดิวเทอโรซึ่งผู้สอนจะต้องจัดแบบแผ่นการสอนให้เหมาะสมกับระดับการเรียนรู้ของกลุ่มเป้าหมายในแต่ละระยะของการเรียนรู้
  4. กระบวนการเรียนรู้ร่วมในช่วงเวลาที่ต่างกัน (phase of learning process) กระบวนการเรียนรู้ในแต่ละช่วงเวลาจะต้องมีการปรับเปลี่ยนเนื้อหา วิธีสอน แบบแผนการสอนให้เหมาะสม เช่น ช่วงการจำแนกและการสร้างความรู้ มักเน้นการตวงข้าวใส่กระสอบ ช่วงการกระจายความรู้จะเน้นการฝึกคิดและจดจำเป็นเครือข่ายความรู้จึงสามารถเน้นการปลูกกล้วยไม้เพื่อวัดว่ามีการจดจำเป็นเครือข่ายความรู้ที่ถูกต้องหรือไม่ ช่วงการประยุกต์องค์ความรู้ และ ช่วงการนำความรู้ไปปฏิบัติ ทั้งสองช่วงนี้ต้องเน้นการปลูกกุหลาบ เน้นการคิดวิเคราะห์ วิจักษ์และวิธานเพื่อให้การนำไปปฏิบัติเกิดขึ้นได้จริง

รูปแบบการสอน

การสอนมีหลายรูปแบบให้ผู้สอนเลือกใช้ตามความถนัดและความเหมาะสมกับผู้เรียนและวิชาที่เรียน ในส่วนนี้จะเลือกเฉพาะส่วนที่เหมาะสมกับการเรียนการสอนปรัชญา ได้แก่

  1. Question and Answer (ถามตอบ) คือ รูปแบบที่ผู้สอนใช้คำถามนำเพื่อให้ผู้เรียนได้ตอบจากฐานคติเดิมที่ฝังอยู่ในหัว (presupposition) หรือทดสอบว่าผู้เรียนมีวิธีการกำหนดกรอบความคิดเพื่อรับรู้โลกอย่างไร หากมีกรอบคิดใดคลาดเคลื่อนจะมีการถาม-ตอบจนกระทั่งได้พื้นที่ว่างเพียงพอสำหรับการยอมรับกรอบความคิดใหม่ให้ตรงกันระหว่างผู้สอนกับผู้เรียน จากนั้นผู้สอนจึงชี้แนะเนื้อหาเพิ่มเติมให้ถูกต้องยิ่งขึ้น
  2. Dialectics (วิภาษวิธี) คือ รูปแบบที่ผู้สอนถือว่าผู้เรียนมีความรู้เสมอกัน จึงเลือกที่จะนำเอาความคิดของแต่ละคนมาเสนอแนะ หรือมาโต้เถียง ขัดแย้งกันเพื่อหาผู้ชนะ ในการวิภาษวิธี ผู้สอนอาจสอนวิธีวิภาษด้วยการการถอดสัญญะของลากอง (Jacques Lacan, 1901-81) เพื่อให้สามารถเข้าใจสรรพสิ่ง (entities) ได้ตามสภาพที่มันเป็นจริง (essence) โดยปราศจากอิทธิพลของอคติ 4 ตามแนวคิดของเบคอน (Bacon, 1561-1626) จบลงด้วยข้อสรุปและกฎก็ได้ หรือ ผู้สอนทำการโต้เถียงเหตุผลกับผู้เรียนก็ได้จนกว่าจะได้ข้อสรุป (thesis-antithesis-synthesis) ซึ่งใครเป็นผู้ชนะก็ได้ตามหลักเหตุผลที่ใช้อ้างอิง วิภาษวิธียังเป็นการฝึกการใช้เหตุผลและการอ้างเหตุผลเชิงวาทกรรมต่างๆ อีกด้วย ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายต้องไม่เพียงอ้างเหตุผลแต่ต้องมีแนวคิดของตนเองที่แน่ชัดด้วย
  3. Conversation (สนทนา) คือ การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในสิ่งที่สนใจร่วมกันความคิดเห็นนั้นอาจจะเห็นพ้องต้องกัน คล้อยตามกันหรืออาจขัดแย้งกันก็ได้ การสนทนาในชั้นเรียนเน้นการสนทนาเป็นกลุ่ม เพราะแต่ละคนย่อมแสดงความรู้สึกนึกคิดของตนออกมา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากวงสนทนามีบรรยากาศอย่างไม่เป็นทางการ
  4. Talk (พูดคุย) คือ การที่ผู้สอนทำการสอนเนื้อหาด้วยวิธีการคุยให้ฟัง อาจมีการถาม-ตอบร่วมด้วย แต่ไม่ใช่บรรยายให้ฟังเฉยๆ เหมาะสำหรับชั้นเรียนที่ผู้เรียนคิดตามที่คุยได้ตลอดชั่วโมงเรียน
  5. Discussion (ซักถามอภิปราย) คือ การสอนโดยใช้หลักปรากฎการณ์วิทยาตามแนวทางของฮุสเซิร์ลด้วยการใส่วงเล็บ (bracketing) หรือ แขวน (suspension) ความเชื่อ มูลบท และแนวคิดทั้งหลายที่มีในตนให้หมด แล้วจึงปล่อยให้โลกเปิดเผยตัวมันเองแก่เราผ่านการร่วมแสดงความคิดเห็นของผู้เรียนทั้งชั้น แล้วเราก็คอยจับข้อเท็จจริงต่าง ๆ ตามที่ปรากฏ ปรากฏการณ์ที่ปรากฏขึ้นคือ ความรู้และความจริงที่พึงสนใจ เมื่อใช้วิธีการดังกล่าวร่วมกันก็จะสามารถลดอคติและความยึดมั่นถือมั่น ทำให้สามารถถกปัญหาเดียวกันได้ แลกเปลี่ยนความคิดและประสบการณ์กันได้ ปรึกษาหารือกันได้ วางแผนร่วมกันได้ และร่วมมือแก้ปัญหากันได้แม้จะมีศรัทธาและความเชื่อถือต่างกันก็ตาม
  6. สานเสวนา (Dialogue) นำเสนอการคุยกันตามแนวทางของ David Bohm (2004) เพื่อเชื่อมโยงคนเข้าหากัน เพราะคนรุ่นใหม่มีความเหงาท่ามกลางฝูงชน เกิดความรู้สึกโดดเดี่ยว ไม่รู้ว่าตนเองเป็นใคร แต่กลับพกพาตำแหน่งหน้าที่ ฐานะทางเศรษฐกิจสังคม วัยวุฒิ ความเชื่อทางศาสนา และสังกัดทางการเมือง ไว้ตลอดเวลา การคุยกันจึงต้องเปิดช่องให้ทุกคนเท่ากัน รับฟังกัน ไม่ผูกขาดการพูด และทำให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน

เทคนิคการคิดวิจารณญาณ

การคิดอย่างปรัชญา เน้นคิดแบบ “3วิ” คือ วิเคราะห์ วิจักษ์ และวิธาน ซึ่งก็คือ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ (Critical Mind) ที่ช่วยเป็นเครื่องมือกลั่นกรองความรู้ ข้อมูล ฐานข้อมูล ข่าวสาร ความเชื่อ ข้อเท็จจริง และคำสอน ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต

  1. คิดวิเคราะห์ เป็นการคิดแบบแยกแยะ
  2. คิดวิจักษ์ เป็นการคิดเพื่อประเมินค่าว่า ส่วนใดสามารถนำมาพัฒนาคุณภาพชีวิตได้
  3. คิดวิธาน เป็นการนำส่วนที่วิเคราะห์และวิจักษ์แล้ว มาประยุกต์ใช้หรือเลือกนำมาพัฒนาคุณภาพชีวิตของตน

ส่วนสำคัญที่สุดของเรียนการสอนปรัชญาจึงไม่ใช่การจำเนื้อหาปรัชญา แต่เป็นการคิดวิเคราะห์ แยกแยะส่วนดีส่วนเสีย และการปฏิบัติด้วยจิตสำนึกต่อส่วนรวม เข้าใจการบังคับใช้กฎอย่างเหมาะสม ตระหนักถึงการดำรงตนเพื่อผู้อื่นเป็นสำคัญ (Being-for-the-Others) (Bauman, 1996) เป็นการสร้างคุณธรรมจริยธรรมโดยจิตสำนึกอย่างปรัชญาในสังคม

 สรุป

ปรัชญาสนใจการเรียนการสอนเพื่อการคิดวิจารณญาณ (critical mind) คือ วิเคราะห์ วิจักษ์ และวิธาน ดังนั้นจึงมีรูปแบบการสอนที่หลากหลายเพื่อให้แต่ละคนได้เลือกใช้เพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต อะไรที่เรียนเพื่อรู้ตอนนั้นก็ใช้การตวงข้าวใส่กระสอบ เรียนเพื่อสอบใช้การปลูกกล้วยไม้ เรียนเพื่อรู้คิดใช้การปลูกกุหลาบ ระดับการเรียนการสอนขึ้นกับครูผู้สอนและนักเรียนที่ต้องจัดให้เหมาะสม และรูปแบบการสอนอาจใช้ได้ต่างกันถึง 6 วิธี ทั้งนี้ การพูดคุยและการสานสวนาเป็นวิธีการที่น่าสนใจในปัจจุบัน

อ่าน ปรัชญาศึกษา: บทนำ

อ่าน ปรัชญาศึกษา: บทที่ 3 เนื้อหาปรัชญา

2 thoughts on “ปรัชญาศึกษา: บทที่ 2 การสอนอย่างปรัชญา

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s