ปรัชญาศึกษา: บทที่ 10 ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

ความเป็นมา

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ทรงเห็นว่าแนวทางการพัฒนาประเทศไทยที่เน้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจเป็นหลักแต่เพียงอย่างเดียวอาจจะเกิดปัญหาได้ การพัฒนาประเทศในช่วงระยะเวลากว่าเกือบครึ่งศตวรรษนี้ ได้สร้างความเจริญทางวัตถุอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญของการพัฒนาประเทศ อย่างไรก็ตาม ภายใต้กระบวนการพัฒนาที่ขาดสมดุลและขาดการพิจารณาปัญหาอย่างเป็นองค์รวม ทำให้การพัฒนาในส่วนอื่นไม่สามารถก้าวทันความเจริญทางวัตถุ

เช่น การศึกษา การพัฒนาระบบประชาธิปไตย การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เป็นต้น จึงได้พระราชทานปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไว้เป็นฐานคิดของสังคมไทย ในชั้นแรกเรียกว่า “ทฤษฎีใหม่” โดยแบ่งเป็น 3 ระดับ ได้แก่

ระดับแรก ให้ทุกครอบครัวมีการผลิตที่พอเพียงกับความต้องการของตนเอง มีกิน มีใช้ ทุกคนสบาย

ระดับที่ 2 ให้เกิดการรวมตัวของชุมชน เป็นธุรกิจชุมชนจะทำให้ฐานล่างหรือเศรษฐกิจระดับจุลภาคมีความมั่นคง

ระดับที่ 3 ให้มีบริษัทขนาดใหญ่มาเชื่อมกับชุมชน จะได้สามารถส่งสินค้าเข้าเมือง ส่งสินค้าออก ทำให้ชุมชนเข้มแข็งขึ้น

แนวทางการมีความสุขในชีวิตอย่างพอเพียงอันเป็นแนวคิดที่ตั้งอยู่บนรากฐานของวัฒนธรรมไทย ดังที่พระราชทานไว้ดังนี้ (สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, 2554, หน้า 22-3)

“เศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญาชี้ถึงแนวการดำรงอยู่และปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับครอบครัว ระดับชุมชน จนถึงระดับรัฐ ทั้งในการพัฒนาและบริหารประเทศให้ดำเนินไปในทางสายกลาง โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อให้ก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัตน์ ความพอเพียงหมายถึงความพอประมาณ ความมีเหตุผล รวมถึงความจำเป็นที่จะต้องมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีพอสมควรต่อการมีผลกระทบใดๆ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายนอกและภายใน ทั้งนี้ จะต้องอาศัยความรอบรู้ ความรอบคอบและความระมัดระวังอย่างยิ่ง ในการนำวิชาการต่างๆ มาใช้ในการวางแผนและการดำเนินการทุกขั้นตอน และขณะเดียวกันจะต้องเสริมสร้างพื้นฐานจิตใจของคนในชาติ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐ นักทฤษฎี และนักธุรกิจในทุกระดับให้มีสำนึกในคุณธรรม ความซื่อสัตย์ สุจริตและให้มีความรอบรู้ที่เหมาะสม ดำเนินชีวิตด้วยความอดทน ความเพียร มีสติ ปัญญาและความรอบคอบเพื่อให้สมดุลและพร้อมต่อการรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและกว้างขวางทั้งด้านวัตถุ สังคม สิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมจากโลกภายนอกได้เป็นอย่างดี”

สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดําริได้มีการอธิบายปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงผ่านมโนคติสำคัญตามดำรัสพระราชทาน คือ  3 ห่วง 2 เงื่อนไข คือ

  1. ห่วงความสัมพันธ์ระหว่างความพอประมาณ ความมีเหตุผลและภูมิคุ้มกัน คือ

1)  ความพอประมาณ หมายถึง ความพอดีที่ไม่น้อยเกินไปและไม่มากเกินไป โดยไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น เช่น การผลิตและการบริโภคที่อยู่ในระดับพอประมาณ

2) ความมีเหตุผล หมายถึง การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับความพอเพียงนั้น จะต้องเป็นไปอย่างมีเหตุผล โดยพิจารณาจากเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนคำนึงถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการกระทำนั้นๆ อย่างรอบคอบ

3) ภูมิคุ้มกัน หมายถึง การเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น โดยคำนึงถึงความเป็นไปได้ของสถานการณ์ต่างๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต

  1. เงื่อนไขคือ เกณฑ์ของการตัดสินใจและดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ให้อยู่ในระดับพอเพียง 2 ประการ ดังนี้คือ

1) เงื่อนไขความรู้ ประกอบด้วย ความรอบรู้เกี่ยวกับวิชาการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องรอบด้าน ความรอบคอบที่จะนำความรู้เหล่านั้นมาพิจารณาให้เชื่อมโยงกันเพื่อประกอบการวางแผนและความระมัดระวังในการปฏิบัติ

2) เงื่อนไขคุณธรรม ที่จะต้องเสริมสร้าง ประกอบด้วย มีความตระหนักใน คุณธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริตและมีความอดทน มีความเพียร ใช้สติปัญญาในการดำเนินชีวิต

ทุกฝ่ายต่างได้พิจารณาคุณค่าของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงคือ การนำมาเป็นหลักคิดเพื่อใช้ในการดำเนินชีวิตและประกอบธุรกิจ เพื่อให้เกิดความมั่นคงและยั่งยืนท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์และการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ทั้งจากภายนอกและภายในประเทศ ร่วมกันกับการพัฒนาแบบบูรณาการเป็นองค์รวมที่มีคนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนาซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดปรัชญากระบวนทรรศน์หลังนวยุค (กีรติ บุญเจือ, 2556)

ความเป็นปรัชญาจริยะ

องค์การ UNESCO ได้เข้ามาร่วมศึกษาและยกย่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงว่าเป็น a new ethical paradigm for sustainability (UNESCO, 2012) โดยถือว่าเป็นแนวทางที่เกี่ยวเนื่องกับชีวิต ความประพฤติที่สามารถการประยุกต์ใช้ได้ในทุกระดับตั้งแต่ระดับปัจเจกบุคคล ครอบครัว ชุมชน ไปจนถึงการบริหารจัดการและการพัฒนาประเทศ และกีรติ บุญเจือ (2556) ได้ชี้ว่าปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญาประยุกต์ที่ชี้ถึงแนวทางการดำรงอยู่และปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับ ซึ่งชัดเจนว่าต้องเข้าใจให้ถึงระดับปรัชญาและต้องประยุกต์สู่การปฏิบัติ ดังนั้นปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงจึงเป็นจริยศาสตร์ (ethics) อันเป็นปรัชญาประยุกต์ว่าด้วยคุณธรรมแห่งความสุข

“มนุษย์ควรดำรงอยู่อย่างไรจึงจะมีความสุขได้?” เป็นคำถามที่มีหลายคำตอบ แต่ยังไม่มีคำตอบใดเป็นคำตอบที่ถูกต้องไม่เปลี่ยนแปลง มนุษย์อยู่ร่วมกันในสังคมที่ปัจจุบันขยายใหญ่ขึ้นโดยไม่มีพรมแดนซึ่งเรียกกันว่าสังคมโลก ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในท้องถิ่นต่างๆ ไปสู่ความทันสมัย (modernization) โดยเสนอผ่านความเป็นสากล (universalization) ทั้งในด้านสังคม เศรษฐกิจ การเมือง วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม อีกทั้งกระบวนการเปลี่ยนแปลงมีความซับซ้อนจนยากที่จะอธิบายในเชิงสาเหตุและผลลัพธ์ได้ เพราะการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดต่างเป็นปัจจัยเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน

ความสุขที่มนุษย์แสวงหาได้ถูกแสดงออกมาทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพตามจุดเน้นของแต่ละกระบวนทรรศน์และลัทธิความคิดต่างๆ การพัฒนาไปสู่ความทันสมัยได้ชี้ชวนว่าจะเป็นคุณภาพของสังคมที่ดีสำหรับมนุษย์ทั้งหลาย ผลลัพธ์ที่แสดงให้เห็นเด่นชัด ได้แก่ การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ความเจริญทางด้านโครงสร้างภายในและสาธารณูปโภคต่าง ๆ ระบบสื่อสารที่ทันสมัย และการจัดการศึกษาขั้นต่ำ ซึ่งถือได้ว่าก้าวไปข้างหน้าตามกระบวนทรรศน์นวยุค ซึ่งเกณฑ์ตัดสินจริยธรรมที่ใช้กันอย่างแพร่หลายคือเกณฑ์ประโยชน์นิยม เน้นประโยชน์ส่วนรวมเป็นสำคัญ

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไม่ใช่การเน้นข้อคุณธรรมเรื่องพอเพียง (Self-sufficient) ดังเช่น ลัทธิสโตอิค และไม่ใช่การบริหารความสุขให้ยาวนานมากที่สุดอย่างลัทธิเอพพิคิวเริส หากแต่เป็นการชี้ถึงการใช้ปัญญาในการจัดการชีวิตของตนเองให้มีความสุขอย่างลัทธิปัญญานิยม และเป็นแนวทางสำหรับแก้ไขปัญหาอันเกิดจากลัทธิประโยชน์นิยมและระบบเศรษฐกิจทุนนิยมโดยเสนอเป็นทางสายกลางและชี้ถึงความผาสุกของประชาชนซึ่งหมายถึงระดับมหภาคเป็นสำคัญ แต่ก็มิได้ให้แต่ละคนเสียสละจนขาดความสุข

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเห็นว่าแนวทางการพัฒนาที่เน้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศเป็นหลักนั้นถือว่าเป็นความดีระดับพอใช้ เพราะตัดสินใจลงไปตามแนวทางประโยชน์นิยมตามลัทธิทุนนิยม ซึ่งเชื่อมั่นว่าจะได้รับผลประโยชน์ที่ดี หากแต่ก็มองได้ว่าย่อมเกิดผลเสียตามมาได้ จึงเป็นเพียงความดีระดับพอใช้ พระองค์จึงทรงเน้นการมีพอกินพอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่ในเบื้องต้นก่อน เมื่อมีพื้นฐานความมั่นคงพร้อมพอสมควรแล้ว จึงสร้างความเจริญและฐานะทางเศรษฐกิจให้สูงขึ้น ซึ่งหมายถึง การปรับตัวจากจุดเน้นของการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมเพื่อนำการพัฒนาประเทศ มาเป็นการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจพื้นฐาน  คือ เน้นการกระจายรายได้ เพื่อสร้างพื้นฐานและความมั่นคงทางเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ ก่อนการพัฒนาในระดับสูงขึ้นไป

คุณค่าของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงคือการชี้ให้เห็นความเป็นจริงเชิงอภิปรัชญาดังบทที่ 2 และ ญาณปรัชญาดังบทที่ 3 และการประยุกต์เพื่อเป็นหลักความประพฤติดีที่ไม่ตายตัวในฐานะปรัชญาจริยะในบทนี้  ผู้มีปัญญาย่อมพิจารณาถึงหลักการไม่ยึดมั่นถือมั่น  หลักการเอาใจเขามาใส่ใจเรา และการพัฒนาคุณภาพชีวิต ซึ่งจะทำให้มองเห็นความเป็นปรัชญาหลังนวยุคจากตัวบท (text) ที่ได้พระราชทานมาถึงข้อความในตัวบทที่ชี้ถึงความเป็นปรัชญาจริยะและความเป็นองค์ประกอบคุณธรรม  ดังนี้

1) การไม่ยึดมั่นถือมั่น พบได้จากคำว่า “ทางสายกลาง” อันเป็นหลักการที่แสดงถึงความไม่ยึดมั่นถือมั่น เพราะทางสายกลางไม่ได้เอียงข้างไปซ้าย (อิสระ เสรี หย่อนยาน) หรือขวา (เข้มงวด ตามกฎเกณฑ์) โดยทางสายกลางคือสิ่งดีที่มีพื้นที่ของการแสดงความประพฤติที่หลากหลาย บนทางสายกลางจึงเปิดโอกาสสำหรับความคิดเห็น และการแสดงออกต่างๆ ได้มาก โดยไม่ปิดกั้น เพียงระวังไม่ให้ออกนอกกรอบทางสายกลางเท่านั้น

2) การเอาใจเขามาใส่ใจเรา พบได้จากคำว่า “แนวการดำรงอยู่และปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับครอบครัว ระดับชุมชนจนถึงระดับรัฐ” อันเป็นการแสดงให้เห็นว่าเปิดให้มีการประยุกต์ใช้ได้ในบริบทที่แตกต่างหลากหลาย และมุ่งใช้กับผู้ด้อยโอกาส ชนส่วนน้อย คนชายขอบ ผู้เสียเปรียบในสังคม  เพื่อให้เขาได้มีโอกาสพัฒนาคุณภาพชีวิตและร่วมสร้างสรรค์สังคมไปพร้อม ๆ กันกับคนส่วนใหญ่โดยไม่จำเป็นต้องคิดและเชื่อเหมือนกัน ย่อมต้องใช้คุณค่าของความเข้าใจและการยอมรับในความเป็นอื่น

3) การพัฒนาคุณภาพชีวิต การประพฤติดีในทางสายกลางอย่างหลังนวยุคคือ การพัฒนาคุณภาพชีวิตมนุษย์ให้ดีขึ้นไปเรื่อยๆ จนพบความสุขในระดับที่พอใจ แล้วก็พัฒนาต่อไปสู่ความสุขที่มากขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่สิ้นสุด เป็นระดับคุณภาพความสุข ไม่ใช่ปริมาณความสุขมากที่สุด ความประพฤติใดๆ เพื่อการดำรงชีวิตตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงจึงต้องกระทำด้วยพลังแห่งการสร้างสรรค์ การปรับตัว การร่วมมือและการแสวงหา เพื่อให้เกิดการก้าวไปข้างหน้าเพื่อสิ่งที่ดีขึ้นไปเรื่อยๆ (Proactive) ไม่หยุดนิ่งเฉยเพียงเท่านี้ และย่อมสามารถประยุกต์ใช้ในบริบทต่างๆ ได้

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญาจริยะที่นำเสนอแนวทางการดำรงชีวิตผ่านการประพฤติดี มีลักษณะที่ย้อนแย้งลัทธิประโยชน์นิยม เนื่องจากให้พิจารณาประโยชน์อย่างพอเพียง จึงมีความแตกต่างกันแนวทางของลัทธิทุนนิยมและลัทธิสังคมนิยม ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมีคำอธิบายที่ตีความออกไปได้ครบตามองค์ประกอบคุณธรรม 4 ด้าน คือ รอบคอบรอบรู้ กล้าหาญ พอเพียงและแบ่งปัน ซึ่งเป็นคุณลักษณะของคุณธรรมต่างๆ ซึ่งสนับสนุนเงื่อนไขคุณธรรม และสามาระชี้แนวทางกำกับการประพฤติดี รวมไปถึงการวางแผนและดำเนินการในทุกขั้นตอนและในทุกระดับของสังคม  ดังนั้น ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญาจริยะจึงเกี่ยวข้องกับการทำดีและเป้าหมายสำคัญคือการมีความสุข โดยที่ความสุขนี้จะต้องประเมินจากระดับปรัชญาอันจะนำไปสู่การวิจักษ์คุณค่าที่แท้จริงของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และเป็นแนวทางให้เกิดการประยุกต์ใช้อย่างถูกต้องเหมาะสมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนและความผาสุกของประชาชน

หลักความประพฤติดีของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามคติหลังนวยุคย่อมไม่มีเกณฑ์ตายตัว ว่าจะมีจำนวนกี่ข้อ การมีเกณฑ์เท่านั้นเท่านี้ข้อเป็นสิ่งที่ได้ถูกตีความในชั้นหลัง การตีความจริงต้องพิจารณาจากตัวบท (text) ที่ทรงพระราชทานไว้นั้นเป็นเพียงตัวอย่างที่ยกขึ้นประกอบคำอธิบาย หากจะพิจารณาเกณฑ์จริยธรรมจะต้องพิจารณาในเชิงสัมพันธ์นิยมและสมบูรณ์นิยม คือ ไม่มีข้อคุณธรรมใดที่เป็นแม่ของคุณธรรมอื่น และเกณฑ์ตัดสินความดีนั้นขึ้นกับบริบทของผู้กระทำการ เจตนา และผลลัพธ์ รวมไปถึงสิ่งแวดล้อม สังคม ประเพณีและวัฒนธรรมด้วย แต่ก็มีมาตรการสากลที่ควรคำนึงว่ามีอยู่เพื่อการกำกับความประพฤติให้ได้ชื่อว่าเป็นคุณธรรม เป็นความประพฤติดีในระดับปัจเจก สังคม ประเทศชาติ มาตรการสากลนี้ได้ถูกเสนอไว้โดยแอร์เริสทาทเถิล เรียกว่าองค์ประกอบของคุณธรรม (cardinal virtue) ประกอบด้วยแนวทางการกำกับความประพฤติ 4 ด้าน มีด้านใดด้านหนึ่งก็ไม่ถือว่าเป็นคุณธรรม ขาดด้านใดด้านหนึ่งก็ไม่ถือว่าเป็นคุณธรรม คือ เป็นส่วนกำกับความประพฤติดี หากมีองค์ประกอบไม่ครบคือไม่อาจบอกได้ว่าเป็นความประพฤติดีได้อธิบายองค์ประกอบ 4 ด้านนี้ ได้แก่

1)    รอบคอบ รอบรู้  มาจากภาษากรีก “phronesis”  ต่อมาละตินใช้ว่า “arête”  ภาษาอังกฤษว่า  “prudence”   คือ รอบรู้ในความรู้ต่างๆ จนถึงขั้นรู้ตามความเป็นจริง และสามารถนำไปสู่การปฏิบัติที่แท้ได้ ลักษณะการกำกับคือความประพฤตินั้นได้กระทำด้วยผู้กระทำที่ได้ศึกษาอย่างรอบรู้ รอบด้าน และลงมือปฏิบัติอย่างรอบคอบแล้วตามหลักวิชาและบริบทอย่างเหมาะสมแล้วหรือไม่

2)    ความกล้าหาญ  มาจากภาษากรีก “tharros”   ภาษาอังกฤษว่า “fortitude”  ความหมายถือมีความมุมานะกระทำการอย่างเข้มแข็ง มีความระมัดระวังในการกระทำ ไม่บ้าบิ่น และทำอย่างเต็มกำลัง

3)    พอเพียง มาจากภาษากรีก “metrispatheia”  ภาษาอังกฤษว่า “temperance,  self-sufficing”  ความหมายคือการอดกลั้นต่อความยากลำบาก เมื่อทำแล้วไม่ย่อท้อ ไม่ละเลิกโดยง่าย แต่ก็ไม่ทำจนเกินกำลัง ทำอย่างเหมาะสม

4)    การดูแล มาจากภาษากรีก “dikaiosune”  ต่อมาละตินใช้ว่า “Just”  ภาษาอังกฤษว่า  “Just”  ความหมายของ dikaiosune คือการให้ตามที่เห็นว่าเหมาะสม  (give to his due) อย่างไรก็ตามเนื่องจากในระหว่างทางได้ถูกใช้ในความหมายว่า Just จึงได้มีการพิจารณาเป็นความยุติธรรม หมายถึง มีการกระทำลงไปด้วยความยุติธรรมต่อทุกฝ่ายแล้วหรือไม่ สำหรับหลังนวยุคพิจารณาจากภาษากรีก จึงมีทรรศนะให้ใช้ในความหมายเดิม ซึ่งภาษาอังกฤษจะตรงกับคำว่า “caring”

 

สรุป

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญาในกระแสกระบวนทรรศน์หลังนวยุค มีส่วนที่คิดใหม่และส่วนที่ปรับปรุงของเก่า ทั้งนี้ จุดสำคัญอยู่ที่ปรัชญาจริยะ และการนำไปใช้ตามแนวทางหลังนวยุคสายกลาง

 

อ่าน ปรัชญาศึกษา: บทที่ 9 ปรัชญาหลังนวยุค-2

อ่าน ปรัชญาศึกษา: บทที่ 11 ปรัชญาการเมือง

2 thoughts on “ปรัชญาศึกษา: บทที่ 10 ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s