ปรัชญาศึกษา: บทที่ 7 กระบวนทรรศน์ยุคกลาง

แนวคิดกระบวนทรรศน์ยุคกลาง

ปรัชญากระบวนทรรศน์ยุคกลาง (Medieval Philosophy) จำแนกตามพื้นฐานความเชื่อเรื่องโลกหน้าอันเป็นคำสอนทางศาสนาของศาสนาที่นับถือพระเจ้า และศาสนาที่เชื่อว่ามีเทวะ การแบ่งขอบเขตยุคจึงยุ่งยากในแต่ละศาสนา แต่หากพิจารณาเป็นกระบวนทรรศน์ก็แบ่งย่อยไปตามศาสนา

  1. กระบวนทรรศน์ยุคกลางของตะวันตก นับจากปี ค.ศ.529 ซึ่งศาสนาคริสต์ได้รับการยกเป็นศาสนาประจำอาณาจักรโรมัน และมีการห้ามนับถือศาสนาอื่น ทำให้อิทธิพลของศาสนาคริสต์เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางกว่า 1,000 ปี
  2. กระบวนทรรศน์ยุคกลางในศาสนาอิสลามนับเริ่มตั้งแต่ปี ค.ศ.622 ซึ่งเป็นปีที่ 1 แห่งฮิจเราะห์ศักราช
  3. กระบวนทรรศน์ยุคกลางในศาสนาพุทธ นับเริ่มตั้งแต่ปี ก.ค.ศ.543 ซึ่งเป็นปีที่ 1 แห่งพุทธศักราช

กฎหมายโรมันให้อิสระในการนับถือและเผยแผ่ศาสนา ลัทธิเพลโทว์ใหม่ (Neo-Platonism) เพื่อการประนีประนอมระหว่างปรัชญากับศาสนา World of Idea นำไปสู่ Idea of the Good ซึ่งก็คือ God นั่นเอง

นักปรัชญากระบวนทรรศน์ยุคกลางในศาสนาอื่น ได้แก่

  1. Philo of Alexandria (ก.ค.ศ.15-ค.ศ.50) ใช้ปรัชญาอธิบายพระเจ้าในศาสนายูดาห์ว่า God is absolutely transcendent และ his notion is even more abstract
  2. Plotinus (ค.ศ.205-270) ใช้ปรัชญาอธิบายศาสนา Zoroaster (Zarathustra
    ก.ค.ศ.1800-600) ผ่าน The One, the Intellect และ The Soul
  3. Avicenna (Ibn-Sina ค.ศ. 980-1037) ใช้แนวคิดการฟุ้งออก (emanation) จากพระเจ้าตามแนวคิด Neo-Platonism เพื่ออธิบายพระเจ้าและการสร้างในศาสนาอิสลามและ การแยกระหว่าง essense กับ existence ตามแนวคิด Aristotelianism
  4. Averroes (Ibn Rushd ค.ศ.1126-1198) ใช้แนวคิดของ Aristotle คัดค้านแนวคิดของ Avicenna และเสนอว่า individual existing substances are primary และ existence and essence are one เพื่ออธิบายพระเจ้าในศาสนาอิสลาม
  5. Avicebron (Solomon ibn Gabirol ค.ศ. 1022-1070) ใช้แนวคิด Neo-Platonism ในศาสนายูดาห์ เสนอว่า all created being are constituted of form and matter และ มี physical world กับ spiritual world

จักรพรรดิ Nero (ค.ศ.54-68) สั่งห้ามนับถือศาสนาคริสต์ ลงโทษเข้มงวด จักรพรรดิ Constantine (ค.ศ.306-337) สมัยเป็นแม่ทัพหันมานับถือศาสนาคริสต์ตามภรรยา นำทัพชนะขุนศึกอื่นๆ จนได้เป็นจักรพรรดิ จึงให้เสรีภาพในการนับถือศาสนาคริสต์อีกครั้ง และสร้างเมือง Constantinople เป็นเมืองหลวงทางตะวันออก ค.ศ.370 โรมันถูกโจมตีจากชาวเยอรมันและวิสิกอธที่ถูกชาวฮั่น (ซงหนู) ไล่โจมตีมาอีกทีหนึ่ง จักรพรรดิ Theodosius I (ค.ศ. 379-395) ประกาศให้ศาสนาคริสต์เป็นศาสนาประจำอาณาจักร ค.ศ.395 อาณาจักรตะวันออกและตกแยกออกจากกันอย่างเด็ดขาด มีจักรพรรดิของตนเอง

ค.ศ.410 กรุงโรมถูกปล้นครั้งใหญ่  ค.ศ.476 จักรพรรดิแห่งโรมันตะวันตกถูกนายพลชาวเยอรมันถอดจากตำแหน่ง แล้วขึ้นปกครองเอง โรมันจึงเหลือแต่อาณาจักรโรมันตะวันออก

จักรพรรดิ Justinian the Great (ค.ศ.527-565) ประกาศห้ามนับถือศาสนาอื่นใดนอกจากศาสนาคริสต์ ในปี ค.ศ.529 โรมันตะวันออกเกิดสงครามกับเปอร์เซียและสลาฟตั้งแต่รวม ค.ศ.600

กองทัพไบแซนไทน์แพ้ต่อกองทัพเซลจุคเติร์กในปี ค.ศ.1071 จักรพรรดิ Alexis I เรียกร้องให้ผู้นำคริสต์ในดินแดนตะวันตกมาช่วย และระหว่างนั้นมีการทำลายเมืองศาสนาสถานของคริสต์จำนวนมากโดยกาหลิบอัล-ฮาคิม แห่งราชวงศ์ al-Fatimiyyun)

สงครามครูเสด (Crusade) หรือสงครามไม้กางเขน เกิดขึ้นระหว่าง 1095-1192 ออตโตมันเติร์กมีชัยเหนือกรุงคอนสแตนติโนเปิล ในปีค.ศ. 1453  ยุโรปในยุคกลางแบ่งเป็น ยุคมืด (dark age) ยุครุ่งโรจน์และปลายยุคกลาง

จักรพรรดิ Charlemagne แห่งชาวแฟรงก์ได้ช่วยขับไล่ช่วยไล่ชาวเยอรมันลอมบาร์ดจากการรุกรานโรม สันตะปาปาจึงแต่งตั้งเป็นจักรพรรดิแห่งมหาอาณาจักรโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ (holy roman empire) เมื่อ ค.ศ.800 เกิดระบบ Feudal คือ กษัตริย์ เจ้าของที่ดิน อัศวินและชาวนา ประชากรเพิ่มขึ้นมากใน ศตวรรษที่ 10 เกิดมหาวิทยาลัยจำนวนมากตั้งแต่ศตวรรษที่ 11 จักรวรรดิออตโตมันได้ยึดครองจักรวรรดิไบแซนไทน์ ใน ค.ศ. 1453 ทำให้นักปราชญ์และตำราความรู้ต่าง ๆ ไหลเทไปยังยุโรป ทำให้ยุโรปเข้าสมัยฟื้นฟูศิลปะวิทยาการ

นักปรัชญาคนสำคัญ

นักปรัชญาที่เป็นแกนแห่งยุคกลาง ได้แก่

  1. เซนต์ ออเกิสทีน ( Augustine 354-430) เสนอลัทธิไตรเอกานุภาพ (Doctrine of The Trinity) พระเจ้านั้นเป็นหนึ่ง คือเป็นองค์เดียวแต่แบ่งเป็น 3 ภาค คือ
    • พระบิดา (The Father)
    • พระบุตร (The Son)
    • พระจิต (The Spirit)

ความรู้มีค่าที่สุด หรือความรู้เกี่ยวกับพระเป็นเจ้าและวิญญาณ ความรู้ประเภทอื่นจะมีค่าก็ต่อเมื่อนำมาสนับสนุนความรู้เกี่ยวกับพระเจ้า เพื่อให้เข้าใจพระเจ้าเท่านั้น เป็นหน้าที่ของมนุษย์ที่จะต้องเข้าใจสิ่งที่ตนเองเชื่ออย่างแน่วแน่ และพยายามหาพื้นฐานของศรัทธาด้วยเหตุผล

การมีศรัทธานั้นก็เพื่อให้เกิดความเข้าใจ เชาว์ปัญญาเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้เกิดความเข้าใจ จะรู้แจ้งได้ต้องอาศัยรู้ด้วยตนเองหรือมีปัญญาอย่างแท้จริง ดังนั้นปัญญาที่รู้แจ้งเช่นนี้สามารถจะรู้เรื่องพระเจ้าและวิญญาณได้  พระเจ้าเป็นผู้สร้างสรรพสิ่ง ทุกสิ่งเป็นส่วนหนึ่งของพระเจ้า พระองค์เป็นอยู่นิรันดร และตามหลักจริยศาสตร์ของท่านกล่าวว่า เมื่อจิตใจมั่นคงอยู่กับพระเจ้า ก็คือการได้เห็นพระเจ้านั่นเอง

ชีวิตในโลกนี้ของคนเราเป็นเพียงทางบำเพ็ญบุญ เพื่อเข้าถึงพระเจ้าเท่านั้น เราจะเข้าถึงพระเจ้าได้เพราะความรัก ความรักจึงเป็นคุณธรรมสูงสุด และความยุติธรรมคือการรับใช้พระเจ้า

  1. เซนต์ธามเมิส อไควเนิส ( Thomas Aquinas ค.ศ. 1225-1274) ใช้ปรัชญาของ Aristotle ว่า
    • God is the maker of heaven and earth, of all that is visible and invisible.
    • Faith and reason complement rather than contradict each other, each giving different views of the same truth

ปรัชญาจึงเริ่มจากความจริงไปยังพระเจ้า ส่วนในด้านเทววิทยาจะเริ่มจากพระเจ้าไปหาความจริง ระหว่างเหตุผลกับความเชื่อนั้น  ความดีกับความงามเป็นอันเดียวกัน ความรู้จริง คือ ความรู้จากความคิดอย่างลึกซึ้ง ทั้งที่เป็นสากลและเฉพาะ รูปแบบทางปัญญาของท่านนั้นเรียกว่า บ่อเกิดความรู้

นักอภิปรัชญากระบวนทรรศน์ที่ 3 ช่วงหลังไม่ว่าจะนับถือศาสนาคริสต์ อิสลามหรือยูดาห์ ถือเป็นแนวคิดร่วมกันว่าเอาปรัชญาของแอร์เริสทาทเทิลเป็นหลัก แต่ไม่เห็นด้วยว่า ความเป็นจริงในเอกภพเกิดจากการผสมของธาตุ 4 จึงแปลงให้เข้ากับความเชื่อเรื่องพระเจ้าเป็นผู้สร้างทุกสิ่งในเอกภพ ในการสร้างพระองค์ทรงมีแผนการสร้างอันมีระเบียบตามพระสัพพัญญู (Providence)

สิ่งสร้างทั้งหลายแบ่งออกเป็น 2 ระดับใหญ่ คือ ระดับสสารและระดับจิต โดยมีมนุษย์เป็นสะพานเชื่อมระหว่างสสารกับจิต สสารเป็นเนื้อเดียว แต่ต่างกันที่รูปแบบซึ่งเรียงลำดับชั้นตามแผนการสร้างของพระองค์คือ วัตถุ พืช สัตว์ มนุษย์และเหนือมนุษย์ขึ้นไปก็มีเทวดาซึ่งมีการลดหลั่นชั้นต่าง ๆ จากต่ำไปหาสูง

ช่วงเปลี่ยนถ่ายความคิดทางปรัชญานี้มีการกระทบกระทั่งกันของนักปรัชญาทั้งสองฝ่าย ต่างฝ่ายต่างนำเสนอเพื่อให้ฝ่ายตนชนะว่าเป็นระบบเครือข่ายที่ตอบสนองต่อแนวทางปกครองโดยศาสนจักร เนื่องจากหลักค้ำประกันความเป็นจริงถูกเสริมความเข้มแข็งด้วยวิวรณ์ทางศาสนา เกิดแนวคิด Si Vis Pacem, Para Bellum (แม้หวังตั้งสงบ จงเตรียมรบให้พร้อมสรรพ์)

ใครคิดเห็นไม่ตรงกันจึงถูกกล่าวโทษ โดยมีการจัดตั้งศาลศาสนา (inquisition) ระหว่าง ค.ศ. 1231 – 1834 เพื่อไต่สวนลงโทษผู้ที่ถูกกล่าวหาว่ามีความคิดเห็นขัดแย้งกับคำสอนในศาสนาคริสต์

คำถามสำคัญแห่งยุคคือ การประนีประนอมปรัชญากับศาสนาทำได้อย่างไร

  • ไม่มีการประนีประนอม ศาสนาประเสริฐกว่าปรัชญา อย่าเสียเวลาสนใจปรัชญา พึงเร่งบำเพ็ญกุศลอย่างเคร่งครัด
  • ประนีประนอมด้วยลัทธิเพลโทว์ใหม่ (Neo-Platonism)
  • ประนีประนอมด้วยลัทธิอย่างอริสโตเติล (Aristotelianism)

สรุป

ปรัชญากระบวนทรรศน์ยุคกลางแสดงบทบาทสำคัญของศาสนาและการเชื่อโลกหน้า ทั้งนี้จะต้องเข้าใจบริบททางประวัติศาสตร์ของยุโรปและศาสนาคริสต์อันเป็นที่มาของกระบวนทรรศน์ยุคกลางของตะวันตก

อ่าน ปรัชญาศึกษา: บทที่ 6 กระบวนทรรศน์โบราณ (3)

อ่าน ปรัชญาศึกษา: บทที่ 8 กระบวนทรรศน์นวยุค

2 thoughts on “ปรัชญาศึกษา: บทที่ 7 กระบวนทรรศน์ยุคกลาง

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s