ปรัชญาศึกษา: บทที่ 6 กระบวนทรรศน์โบราณ-3

ปรัชญาศึกษา: บทที่ 6 กระบวนทรรศน์โบราณ-3

Hellenistic philosophy 

ปรัชญากรีกยุคเสื่อมเป็นช่วงเร่งหากฎความสุข (ก.ค.ศ.322-ค.ศ.529) ยุคนี้นับตั้งแต่ Aristotle เสียชีวิต จนถึงจักรพรรดิ Justinian ประกาศรับรองศาสนาคริสต์เป็นศาสนาประจำอาณาจักรโรมัน


เมื่อ Alexander the great สิ้นพระชนม์ (ครองราชย์ ก.ค.ศ.336-323) ทำให้อาณาจักร Macedon แตก แม่ทัพแต่ละส่วนได้แยกปกครองตนเอง แย่งชิงอำนาจระหว่างกัน นครรัฐในกรีกรบกันเอง นักการเมืองแบ่งฝักแบ่งฝ่าย มีการลอบสังหาร และติดสินบนอย่างรุนแรง นักปรัชญาเพียงรื้อฟื้นคำสอนเพื่อชี้ถึงการดำรงชีวิตอย่างมีความสุขในสังคมได้ เน้นจริยศาสตร์ 6 สำนักเพื่อตอบคำถาม How to live well?
นครรัฐโรมก่อตั้งเป็นอาณาจักรเมื่อ ก.ค.ศ.625 ที่เนินเขา capital เปลี่ยนเป็นสาธารณรัฐแห่งโรมเมื่อ ก.ค.ศ. 510 ใช้ระบบกงสุลและวุฒิสมาชิก ออกกฎหมาย 12 tables ถูกชาวกอล (ฝรั่งเศส) บุกปล้นและเผาเมืองเมื่อ ก.ค.ศ.390 สาธารณรัฐโรมจึงเริ่มเน้นด้านการทหารในสมัย Camullus ยึดครองนครรัฐอื่นๆในอิตาลีได้ทั้งหมดเมื่อ ก.ค.ศ 264 ทำสงคราม Punic war กับ Carthage 3 ครั้ง (ก.ค.ศ.264-146) ยึดครองดินแดนรอบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนได้ทั้งหมด เข้ายึดครองนครรัฐของกรีก ยึดเอเธนส์ได้เมื่อ ก.ค.ศ.166 และ Julius Caesar (ก.ค.ศ.100-44) ขยายอาณาจักรกว้างขวางที่สุด

ปรัชญา 6 สำนัก

1. ลัทธิซาฟฟิสม์ (Sophism) กลุ่มนี้มองว่าการได้ทำตามที่ชอบ ชอบอะไรได้ทำตามนั้นคือความดี ซึ่งถือเป็นแนวคิดทางปรัชญาที่มองว่าความดีกับความสุขเป็นเรื่องเดียวกัน New sophistic คือ เหล่าซาฟฟิสผู้มีหน้าที่สอนความรู้และทักษะต่างๆ เก่งในทางโต้วาทีเพื่อนำเสนอหรือยืนยันเป้าหมายส่วนตัวมากกว่าวัตถุประสงค์อื่น ช่วงกรีกรุ่งเรืองเน้นสอนด้านการปกครองที่ดี แต่เน้นความเป็นจริงสัมพัทธ์ คือ ขึ้นอยู่กับบริบท ความสุขของลัทธิซาฟฟิสม์จึงเป็นเรื่องความสุขส่วนตัวซึ่งแตกต่างกันไปในแต่ละคน เน้น doxa ในบริบท culturally shared belief ไม่ใช่เพียงแค่ individual opinion นักปรัชญาคนสำคัญคือ Philostratus (ค.ศ.170-247) เน้น expression of intellectual life เพื่อตอบคำถามทั่วๆ ไป (practical problem) ในชีวิตของชาว Greco-Roman society
2. รตินิยม ( Hedonism) กลุ่มนี้มีความเห็นว่าเป้าหมายสูงสุดของชีวิตมนุษย์คือ การมุ่งแสวงหาความสุข (pleasure) ให้แก่ตนเองมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ Pleasure is the primary and most important intrinsic good (for its own sake) ความสุขของตนเองจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมากกว่าความสุขของคนอื่น เพราะไม่มีความสุขใดจะมีคุณค่าและประเสริฐยิ่งไปกว่าความสุขส่วนตัว ถ้าจะทำเพื่อผู้อื่นบ้าง ก็คำนวณแล้วว่า จะมีผลตอบแทนที่จะกลับมาแก่ตนเองด้วย จะไม่มีการลงทุนแบบสูญเปล่า นักปรัชญาคนสำคัญคือ แอร์เริสทิเปิส (Aristippus, ก.ค.ศ.435-356) แห่งสำนักไซเรเนอิค (Cyrenaicism) เป็นศิษย์ของ Socrates มีความเห็นว่า Pleasure is the highest good รตินิยมเน้นว่าความสุขทางกายเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ความสุขเหล่านี้จบในตัวเองและไม่เป็นวิถีนำไปสู่สิ่งอื่นอีก มนุษย์แสวงหาความสุข และการกระทำที่มีคุณค่าทางจริยธรรมเป็นวิถีให้ได้มาซึ่งความสุข ดังนั้นอะไรที่ทำแล้วไม่สุข จึงไม่ใช่จริยธรรมของรตินิยมนั่นเอง สำนัก Cyrene ถือว่าเป็น atheism และล่มสลายเมื่อเกิดลัทธิ Epicureanism มาแทน
3. ลัทธิเอพิคิวเรียน (Epicurianism) ก่อตั้งโดย Epicurus (ก.ค.ศ.341–270) เป็นศิษย์ของ Democritus และได้รับแนวคิดมาจาก Aristippus มีหลักการคือ

1) Greatest good is to seek modest, sustainable pleasure
2) Pleasure is the sole intrinsic good
3) Absence of pain as the greatest pleasure
4) Simple life is advocate
5) The highest pleasure was obtained by knowledge, friendship and living virtuous and temperate life ได้รับการยอมรับมากที่สุดในยุค hellenistic era

4. ลัทธิไชนิก (Cynicism) เป็นกลุ่มที่เห็นว่าคุณค่าอันแท้จริงของชีวิตอยู่ที่การดำเนินชีวิตอย่างง่าย ๆ ตามวิถีแห่งคุณธรรม นักปรัชญาคนสำคัญคือ Antisthenes (ก.ค.ศ.445-365) ลูกศิษย์ของ Socrates เน้นการใช้ชีวิตลดละความอยากเพื่อการมีคุณธรรม (live accordance with virtue) ต่อมา Diogenes of Sinope (ก.ค.ศ.412-323) เชื่อว่ารู้แนวคิดของ Antisthenes แล้วพัฒนามาเป็นการใช้ชีวิตให้สอดคล้องกับธรรมชาติและการปฏิเสธความต้องการ จึงใช้ชีวิตในถังไม้ตามข้างถนนในเมืองเอเธนส์ ชี้วาถ้าละทิ้งความต้องการ ก็จะไม่ถูกลวงจากมายาต่างๆ และ Crates of Thebes (ก.ค.ศ.365-285) บริจาคเงินทองแก่ประชาชนเมืองธีบส์ มาใช้ชีวิตดั่งขอทานในเอเธนส์ สุภาพ มีอารมณ์ขัน ได้รับการยกย่องจากชาวเมือง เป็นอาจารย์ของ Zeno of Citium ผู้ก่อตั้งลัทธิสโตอิค

5. ลัทธิสโตอิก (Stoicism) โดย Zeno of Citium (ก.ค.ศ.334-262) ตั้งสำนัก Stoic school เมื่อราว ก.ค.ศ.300 เชื่อตามแนวคิดของลัทธิไซนิก แต่สนใจความดีและความสงบทางจิตจากการใช้ชีวิตตามคุณธรรม มีผู้สืบทอดแนวคิดตลอดจนถึง ค.ศ.200 ที่สำคัญคือ Cicero (ก.ค.ศ.106-43)
มนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ การกระทำของมนุษย์จึงควรมีเหตุผลที่คล้อยตามธรรมชาติ มนุษย์สามารถใช้สติปัญญาเข้าใจเหตุผลของธรรมชาติได้ แต่มนุษย์ก็ไม่สามารถจะควบคุมหรือเปลี่ยนแปลงเหตุการณ์ต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นได้ อะไรจะเกิด มันก็ต้องเกิด ถ้าเราไปฝืนธรรมชาติ หรือพยายามจะเปลี่ยนแปลงธรรมชาติ ก็จะทำให้เราเป็นทุกข์ เหตุการณ์ต่าง ๆ ในตัวมันเองไม่ดี ไม่ชั่ว (things indifferent) ความดี – ชั่ว จึงอยู่ที่ตัวเราต่างหาก ผู้อื่นจะมาทำอะไรแก่เราไม่ได้เลย การเป็นอยู่อย่างเข้าใจชีวิตของตนเองให้รักสงบ แต่ก็ไม่ได้หมายถึงการไม่รับผิดชอบต่อสังคมหรือการหนีไปจากสังคม ความสงบใจมีค่ามากกว่าความสุขที่เกิดจากการได้สนองความอยาก วิธีหาความพอใจมี 2 วิธีคือ พยายามหาสิ่งที่ไม่ให้เพิ่มปริมาณขึ้นอีก กับลดสิ่งที่ต้องการลง ความอดทนเมื่อพบกับความยากลำบาก ความอดกลั้นเมื่อพบกับสิ่งเย้ายวนใจ ความยุติธรรมเมื่อสมาคมกับผู้อื่น

6. ลัทธิปัญญานิยม (Intellectualism) เห็นว่า ปัญญาหรือความรู้เป็นสิ่งที่ดีที่สุด เริ่มจาก Socratic intellectualism และเป็น doctrine ของลัทธิสโตอิคเช่นกัน สาระสำคัญของมนุษย์คือปัญญาหรือความรู้ มนุษย์ผู้เข้าใจสาระของตนเองจะต้องทำให้ตนเองมีค่า มีความหมายเพิ่มขึ้นด้วยการเพิ่มปัญญาให้พอกพูนและเจริญงอกงามอยู่เสมอ ถ้าจุดหมายปลายทางชีวิตมนุษย์อยู่ที่ความสุขแล้ว มนุษย์ก็มีค่าเสมอกับสัตว์ เพราะสัตว์ก็แสวงหาความสุข แต่ด้วยความสามารถในการใช้เหตุผลเพื่อแสวงหาความจริงนั้นเองที่เป็น คุณสมบัติทำให้มนุษย์ต่างจากสัตว์ เน้นการใช้ปัญญาไตร่ตรองการกระทำต่างๆ เพื่อให้เลือกประพฤติดีและมีความสุขในชีวิตได้อย่างปกติ ความสุขจึงมี 2 ระดับ คือ

1) ความเพลิดเพลิน (pleasure) ความสุขระดับการรับรู้เกี่ยวกับโลกภายนอก เช่น การรับรู้ในรสอาหาร ความพอใจทางประสาทสัมผัส การรับรู้ในระดับนี้ ทำให้มนุษย์แสวงหาความสุขสำราญได้มากขึ้น เป็นความสุขระดับเดียวกันกับสัตว์ทั้งหลาย
2) ความสุขที่เกิดจากกิจกรรมทางปัญญา (happiness) เป็นความสุขที่เป็นผลจากการปฏิบัติคุณธรรมของบุคคล ซึ่งมีความสัมพันธ์กับคุณธรรม คือ คนทุกคนมีแนวโน้มที่จะทำความดี แต่ขาดความรู้ คือไม่รู้ว่าอะไรดี อะไรไม่ดี ความรู้จึงเป็นสิ่งสำคัญ

7. ลัทธิสรรผสาน (Eclecticism) คือกลุ่มที่มีแนวการสร้างสรรค์คำตอบที่มิได้ยึดมั่นถือมั่นในปรัชญาใดปรัชญาหนึ่งอย่างแน่วแน่ แต่จะดึงจากแนวคิด ลักษณะ เพื่อสร้างความเข้าใจในคำถามและคำตอบเป็นเรื่องๆ ไป ในการนี้นับรวมนักปรัชญา ได้แก่

1) Zeno of Citium (ก.ค.ศ.334-262) แห่งลัทธิสโตอิค
2) Panaetius of Rhodes (ก.ค.ศ.185-110) แห่งลัทธิสโตอิค ได้นำเสนอว่าปรัชญาต้องสนใจ physics ก่อน logic และชี้ว่าจริยธรรมนั้นมี 2 ส่วน คือ จริยธรรมเชิงทฤษฎีและจริยธรรมเชิงปฏิบัติ
3) Carneades (ก.ค.ศ.214-129) ปฏิเสธตำราของสายสโตอิคและเอพิคิวเรียนทั้งหมด โดยตั้งข้อสงสัยต่างๆ และนำเสนอ uncertainty of justice
4) Antiochus of Ascalon (ก.ค.ศ.125-68) เสนอว่าจิต (mind) สามารถแยกความจริงออกจากความเท็จได้ มักจะถูกจัดเป็น middle platonism

สรุป
ปรัชญากระบวนทรรศน์โบราณยุคเสื่อม ที่เสื่อมคือความคิดปรัชญา นักปรัชญาในยุคนี้สนใจเพียงการตอบคำถามเรื่องความสุขและเสนอแนวทางการปฏิบัติตนให้ชีวิตมีความสุข ซึ่งเป็นต้นทางของแนวคิดการปกครองและสันติภาพในโลกปัจจุบัน

 

อ่าน ปรัชญาศึกษา: บทที่ 6 กระบวนทรรศน์โบราณ-2

อ่าน ปรัชญาศึกษา: บทที่ 7 กระบวนทรรศน์ยุคกลาง

2 thoughts on “ปรัชญาศึกษา: บทที่ 6 กระบวนทรรศน์โบราณ-3

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s