ปรัชญาศึกษา: บทที่ 6 กระบวนทรรศน์โบราณ-1

แนวคิดกระบวนทรรศน์โบราณ

กระบวนทรรศน์โบราณ (ancient paradigm) เริ่มนับจากปีที่ Thales เสนอความคิด ก.ค.ศ.650 จนถึง ค.ศ.529 ซึ่งจักรพรรดิ Justinian ประกาศให้ศาสนาคริสต์เป็นศาสนาประจำอาณาจักรโรมันและห้ามนับถือศาสนาอื่นใดทั้งสิ้น

มนุษย์น่าจะเริ่มไม่พอใจคำตอบของกระบวนทรรศน์ดึกดำบรรพ์เพราะต้องการความแน่นอนกว่าเดิม ศาสนาโบราณจึงมีกฎชัดเจนเป็นเบื้องต้น การอ้างเบื้องบนในการอธิบายต่างๆ ไม่ทำให้คนในช่วงรอยต่อนี้พอใจได้

โลกมีสิ่งที่ดำเนินไปอย่างสม่ำเสมอ มนุษย์จึงใช้ปัญญาสังเกตและพัฒนาเป็นกฎ ทำให้สร้างสรรค์สิ่งต่างๆ จำนวนมาก จึงได้คติแห่งยุคว่า “ทุกอย่างอยู่ที่กฎ”

โลกตามทรรศนะนี้ได้ชื่อว่าเอกภพ (cosmos) นักปรัชญาต่างมุ่งเร่งค้นหากฎของโลก กฎความจริง และกฎความสุข แบ่งเป็น 3 ช่วงคือ

  1. Pre-Socratic philosophy เป็นช่วงเร่งหากฎของโลก คือ ยุคปรัชญากรีกสมัยเริ่มต้น (ก.ค.ศ.650-450)
  2. Classical Greek philosophy เป็นช่วงเร่งหากฎความจริง คือ ยุคปรัชญากรีกสมัยรุ่งเรือง (ก.ค.ศ.450-322)
  3. Hellenistic philosophy เป็นช่วงเร่งหากฎความสุข คือ ยุคปรัชญากรีกสมัยเสื่อม (ก.ค.ศ.322- ค.ศ.529)

Pre-Socratic philosophy

ปรัชญากรีกสมัยเริ่มต้น (ก.ค.ศ.650- 450) ช่วงเร่งหากฎของโลก คือ อะไรคือความเป็นจริง (reality) บทบาทสำคัญอยู่ที่สำนักปรัชญาแห่ง Miletus และ สำนักปรัชญาแห่ง Elea ดังมีนักปรัชญาสำคัญๆ แห่งยุคได้แก่

  1. Thales of Miletus (ก.ค.ศ.625-547) เริ่มสอนว่า “เราจะอธิบายเหตุการณ์ทั้งหลายของเอกภพด้วยกฎของเอกภพเอง” ปัญหาสำคัญทางปรัชญา คือ เราจะรู้กฎของโลกได้อย่างไร จะรู้กฎของโลกต้องรู้ให้ได้ก่อนว่าอะไรคือวัตถุแรกของโลก ซึ่งเป็นต้นตอของสรรพสิ่ง ปฐมธาตุ (First element) กฎต่างๆ ย่อมเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของปฐมธาตุไปสู่สิ่งต่างๆ
  2. Anaximander of Miletus (ก.ค.ศ.610-545) เป็นลูกศิษย์ของ Thales เป็นลูกศิษย์สู้ครู คือ เห็นด้วยกับทุกคำสอน ยกเว้นปฐมธาตุคือน้ำ โดยคิดว่า เพราะน้ำมีอยู่ทั่วไปจนเหมือนเป็นสิ่งสำเร็จรูป ปฐมธาตุควรเป็นสิ่งที่ไม่มีลักษณะของการเป็นของสำเร็จรูป จึงเสนอว่าปฐมธาตุคือ สารไร้รู้ (formless material) เรียกว่า apeiron ซึ่งแปลว่าอนันต์ มีอยู่เต็มไปหมด
  3. Anaximenes of Miletus (ก.ค.ศ.585-528) เชื่อว่าเป็นลูกศิษย์ของ Thales และ Anaximander จึงเห็นว่ามีปฐมธาตุจริง และควรมีอยู่มาก เต็มไปหมด แต่ก็ไม่ควรไร้รูปร่าง เพราะถ้าไร้รูปร่างแล้วจะรวมตัวเป็นสิ่งที่มีรูปร่างได้อย่างไร จึงเสนอว่าปฐมธาตุคือธาตุชื่อ aither เป็นสารที่มีลักษณะเจือจางลอยอยู่เต็มห้วงอากาศ เมื่อเข้มข้นถึงจุดหนึ่งก็จะเป็นอากาศที่เราหายใจ เข้มข้นไปอีกก็เป็นน้ำ เป็นก้อนหิน ต้นไม้ สัตว์ ซึ่งสิ่งต่างๆ เมื่อตายลง จางลง ก็จะกลับไปเป็น aither นั่นเอง
  4. Heraclitus of Ephesus (ก.ค.ศ.535-475) น่าจะเป็นศิษย์ของสำนักปรัชญาแห่ง Miletus เห็นว่าปฐมธาตุเป็นแนวคิดที่ถูกต้อง แต่ไม่น่าจะเป็นสารที่เปลี่ยนแปลงไปมา เพราะว่าจะต้องมีตัวการของการเปลี่ยนแปลงร่วมด้วย ซึ่งไม่รู้ว่าคืออะไร สำนัก Miletus อธิบายว่าตัวการเปลี่ยนแปลงนี้มีแทรกอยู่ในเนื้อสารทุกส่วนอยู่แล้ว Heraclitus ไม่เชื่อเช่นนั้น เพราะไม่อาจอธิบายได้ว่าทำไมพลังเปลี่ยนแปลงจึงบังคับเนื้อสารได้ จึงสรุปว่าปฐมธาตุ จึงควรเป็น การเปลี่ยนแปลงนั่นเอง “No man ever steps in the same river twice” สัญลักษณ์ของการเปลี่ยนแปลงคือ ไฟ ไฟบริสุทธิ์แทรกอยู่ในทุกสาร แม้ทุกอย่างจะเปลี่ยนแปลง แต่กฎการเปลี่ยนแปลงไม่มีวันเปลี่ยนแปลง Heraclitus คือผู้ที่นำคำว่า logos มาใช้ในความหมายของ wisdom ทั้งนี้ logos คือ คำพูด แต่เมื่อใช้ในความหมายของปรีชาญาณ จะใช้เป็น Logos วิชาตรรกวิทยา จึงใช้ Logic คำว่า logos ต่อมาถูกแปลงเป็น word  และถ้าในยุคกลาง คำของพระเจ้าจึงเป็น The Word
  5. Permenides of Elea (ก.ค.ศ. 515-460) สำนักปรัชญาแห่งอีเลียอยู่ในอาณานิคมกรีก ตอนใต้ของอิตาลี เสนอ ปฐมธาตุต้องเป็นสิ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลง มีดินเป็นสัญลักษณ์ ผ่าน 2 แนวทางคือ
    • the way of truth ว่าให้พิจารณา it is กับ it is not โดยเสนอว่า
      • what exists can in no way not exist
      • change is impossible
      • existence is timeless, uniform, necessary and unchanging
    • The way of opinion (doxa) คือ มนุษย์อธิบายโลกที่ปรากฏผ่านประสาทสัมผัสที่เป็นเท็จและหลอกลวง
  • Zeno of Elea (ก.ค.ศ. 490-430) สำนักปรัชญาแห่งอีเลียอยู่ในอาณานิคมกรีก ตอนใต้ของอิตาลี นำเสนอ Zeno’s paradoxes เป็นต้นแบบของวิภาษวิธี (dialectics) เพื่อชี้แจง space and time
  • Melissus of Samos (ก.ค.ศ. 470-?) เป็นศิษย์ของ Parmenides and Heraclitus เสนอว่า ปฐมธาตุนั้น ungenerated, indestructible, indivisible, changeless, and motionless และปฐมธาตุนั้น unlimited, and infinitely extended in all directions ดังนั้นปฐมธาตุจึงเป็น One and Infinite
  • Empedocles (ก.ค.ศ. 492-430) อยู่ในอาณานิคมกรีก Argrigento ตอนใต้ของอิตาลี เสนอว่าปฐมธาตุมี 4 (4 classic elements) อย่าง คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ แต่ละอย่างคงตัว เปลี่ยนเป็นธาตุอื่นไม่ได้ แต่แบ่งส่วนออกจากกันไปผสมกับธาตุอื่นได้ เมื่อผสมในอัตราส่วนต่างกันย่อมเกิดสิ่งต่างกัน การเปลี่ยนแปลงจึงอยู่ที่การรวมตัวและการแยกตัวของปฐมธาตุ
  • Democritus (ก.ค.ศ. 460-370) ปฐมธาตุคือสิ่งที่ย่อยเล็กที่สุก เรียกว่า atom (ตัดแย่งไม่ได้อีกแล้ว) atom มีเนื้อสารเหมือนกัน ต่างกันที่รูปร่าง ขนาด และน้ำหนักเฉพาะตน atom มีมาก แต่ก็เป็นปริมาณจำกัดจำนวนหนึ่ง ไม่มีเพิ่มหรือลดน้อยไปกว่านั้นได้ สิ่งไม่เป็นอยู่ (non-being exists) คือ ช่องว่างระหว่าง atom นั่นเอง

เมื่อรู้กฎธรรมชาติ และทำตามกฎอย่างเคร่งครัดย่อมได้ความสุขในโลกนี้   หากมีเบื้องบน เบื้องบนก็ต้องทำตามกฎ เมื่อทำผิดกฎก็จะต้องรับโทษเช่นกัน ขอเพียงทำให้ชีวิตในโลกนี้มีความสุข ถ้ามีโลกหน้าก็จะมีความสุขด้วยเช่นกัน  คำติดปากแห่งกระบวนทรรศน์โบราณคือ “Ipse Dixit”

สรุป

ปรัชญากระบวนทรรศน์โบราณแยกตัวออกมาจากกระบวนทรรศน์ดึกดำบรรพ์เริ่มจากคำถามถึงจุดกำเนิดของสรรพสิ่งและตั้งคำตอบแห่งยุคใหม่ คือ สรรพสิ่งเกิดแต่ปฐมธาตุ และกฎเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องศึกษาให้รู้ เมื่อรู้กฎก็จะทำให้รู้และเข้าใจสิ่งต่างๆได้

 

อ่าน ปรัชญาศึกษา: บทที่ 5 กระบวนทรรศน์ดึกดำบรรพ์

อ่าน ปรัชญาศึกษา: บทที่ 6 กระบวนทรรศน์โบราณ-2

2 thoughts on “ปรัชญาศึกษา: บทที่ 6 กระบวนทรรศน์โบราณ-1

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s