เมตตาต่อโลก

อ.ดร.เอนก สุวรรณบัณฑิต

ความเมตตาต่อโลกเป็นแนวคิดเมตตาที่เน้นให้มนุษย์มีความสุขในความสมดุลของธรรมชาติ โลกมีความสุข มนุษย์ก็มีความสุข จึงเป็นสุขแท้ โลกทุกวันนี้ไม่สุข แม้มนุษย์จะบอกตนเองว่ามีความสุขก็ย่อมไม่เป็นสุขแท้ หลายคนย่อมย้อนแย้งว่าโลกไม่เคยสุข เช่นนั้นมนุษย์ก็ย่อมไม่มีวันพบสุขแท้ ยิ่งทำให้หมดหวังกับความสุขในโลกนี้

หากมนุษย์ไม่มีเมตตาต่อโลก ไม่ปรารถนาให้โลกมีความสุขโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนจากโลก โลกจะมีความสุขได้อย่างไร แต่หากทุกคนเมตตาต่อโลก โลกมีความสุข ทุกคนก็จะพบสุขแท้ได้ อะไรคือโลกมีความสุข นั่นคือ ความเป็นธรรมชาติของโลก สรรพสิ่งที่เกิดในโลกล้วนเดินตามธรรมชาติด้วย นั่นหมายรวมถึง สิ่งมีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิต ทั้งหมดพึ่งพิงอิงกันโดยธรรมชาติเพื่อการอยู่รอด ทำให้เกิดเป็นวัฏจักรของสิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อมที่เกื้อหนุนกัน เป็นสมดุลของโลก การอยู่รอดของโลกต้องมีคุณภาพที่ดี ธรรมชาติสร้างให้ต่างต้องพึ่งพากันและกันโลกถึงจะอยู่รอด  โลกจะเป็นบ้านที่เราสามารถอาศัยอยู่ได้อย่างมีความสุขสบายและนานตราบนาน

หากมนุษย์ขาดเมตตาต่อโลก คือเข้าไปจัดการโลกจนโลกขาดสมดุล ความปรารถนาที่ไม่สิ้นสุดทำให้มนุษย์ใช้ทรัพยากรต่าง ๆ หรือแม้แต่จัดการต่อมนุษย์ด้วยกันเองอย่างที่ไม่ได้พิจารณาสมดุล สงครามและภาวะมลพิษของสิ่งแวดล้อมจึงเกิดขึ้น เป็นการมีความสุขบนความทุกข์ของผู้อื่น ไม่ใช่สุขแท้ ดังนั้นมนุษย์ทุกวันนี้จึงรู้สึกไม่มีความสุข กลัวสิ่งต่าง ๆ รอบตัวไปหมด กลัวจะถึงวันโลกแตกเสียด้วยซ้ำไป

มนุษย์ถือเอาการได้ผลประโยชน์เป็นความสุข เขาก็ย่อมทำทุกสิ่งเพื่อให้ได้ผลประโยชน์ (กีรติ บุญเจือ, 2556)  ในยุคสมัยใหม่มีแนวคิดประโยชน์นิยมที่ทำให้มนุษย์ใช้ยกอ้างแนวคิดประโยชน์นิยมมาเป็นฐานเพื่อให้ยอมรับว่ามนุษย์กระทำสิ่งต่าง ๆ ก็เพราะต้องการผลประโยชน์เป็นเรื่องปกติ เป็นสิ่งถูกต้อง อีกทั้งยังใช้เพื่อเน้นผลประโยชน์สูงสุด และแสวงหาความสุขให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ มนุษย์ที่แสวงหาความสุขเช่นนี้ย่อมเดินตามสัญชาตญาณพืชที่มุ่งยื่นรากชอนไชหาอาหารโดยไม่สนใจสิ่งรอบข้าง การมุ่งความสุขเช่นนี้ย่อมเกิดโทษ ได้แก่ 1) การได้มากกว่าเสีย ทำให้มนุษย์ยึดมั่นในตัวเองและเกิดความเห็นแก่ตัว ทั้งนี้เมื่อเน้นผลประโยชน์ว่าเป็นตัวแทนของชัยชนะ ก็ย่อมทำให้มีแต่ฝ่ายที่อยากชนะ เมื่อทุกคนต่างก็อยากชนะ เขาก็ย่อมต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้ตัวเองได้ชนะและได้ผลจากชัยชนะ ก็คือได้ผลประโยชน์มากยิ่งขึ้นไป  มนุษย์ที่คิดเช่นนั้นย่อมเห็นแก่ตนเองเป็นสำคัญและย่อมสรรหาเหตุผลมาสนับสนุนการแสวงหาความสุขด้วยเป้าหมายส่วนตัวได้เก่งยิ่งขึ้นไปอีกเพื่อให้ตนเองมีความชอบธรรม  2) การหวังผลประโยชน์ทำให้มนุษย์กระทำการต่าง ๆ เพื่อกอบโกยและเอาเปรียบกัน ซึ่งจุดนี้ มิลล์ไม่เห็นด้วยกับเบนเธิมที่เน้นให้แสวงหาความสุขให้มากที่สุดจึงได้เสนอประโยชน์นิยมเชิงกฎ (rule utilitarianism) เพื่อให้พิจารณาประโยชน์ส่วนรวม และตั้งกฎมหสุข คือ the greatest happiness of the greatest number ซึ่งเป็นหลักการสำคัญของแนวคิดด้านการปกครองที่ดีในปัจจุบัน ในขณะเดียวกันก็แสดงให้เห็นว่าความสุขจากการได้ผลประโยชน์นั้นไม่มีวันเป็นจริงได้เพราะไม่มีใครที่จะได้ผลประโยชน์อยู่ฝ่ายเดียว ฝ่ายอื่นก็ย่อมต้องการผลประโยชน์ เมื่อมีฝ่ายที่เสียผลประโยชน์ย่อมทำให้เกิดปัญหาความขัดแย้งในสังคมเนื่องจากการแย่งชิงผลประโยชน์และการละเมิดประโยชน์สาธารณะ 3) คนยิ่งเห็นแก่เงิน เพราะเงินคือตัวแทนของผลประโยชน์ จึงทำให้เกิดผู้ที่มีความสุขจากการมีเงินจำนวนมากอยู่ในมือ มีความสุขกับตัวเลขในธนาคารสูง ๆ   เขามั่นใจได้ว่ามีสิ่งค้ำประกันความยาวนานของความสุข เป็นการเชื่อตามลัทธิเอพพิคิวเริส แต่เขาย่อมมีการขัดแย้งในจิตใจเกิดขึ้นเพราะมีตัวอย่างจำนวนมากที่ชี้ว่าไม่ว่าจะมีเงินมากเท่าใดก็ไม่ได้ค้ำประกันว่าชีวิตจะมีความสุข บางคนเกิดอัญภาวะซึ่งซาตร์ชี้ว่าเขาจะรู้สึกว่าแม้จะมีเงินมากเท่าใด แต่กลับไม่มีความสุข เขาต้องการสิ่งอื่นที่ไม่ใช่เงินจะซื้อหาได้ แต่เขาก็ไม่รู้ว่าคืออะไร ปัญหานี้กำลังเป็นปัญหาสำคัญในคนรุ่นใหม่

เมื่อโลกมีทุกข์ ความกรุณาจึงเป็นสิ่งสำคัญ คือการปรารถนาให้โลกพ้นทุกข์ นั่นคือแนวทางของฝ่ายอนุรักษ์ที่จะฟื้นฟูโลก เขาได้ช่วยเหลือโลกโดยลงแรงกระทำส่วนหนึ่ง ชี้แนะและแจกแจงข้อเสียของการทำลายโลกอย่างหนึ่งเพื่อให้มนุษย์ผู้มีปัญญาได้เข้าใจและตระหนักถึงโลก และสำนึกได้ว่ามนุษย์มิใช่ผู้กระทำ  ผู้พิชิต  หรือผู้ครอบงำธรรมชาติแต่มนุษย์มีฐานะเป็นสิ่งมีอยู่ร่วมกับสิ่งแวดล้อมจะต้องใช้ปัญญาหรือศักยภาพที่พัฒนาแล้วนั้น  มาใช้เป็นเครื่องดำรงรักษาส่งเสริมความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม  ให้เกื้อกูลส่งผลดียิ่งขึ้น  เพื่อให้เกิดผลดีด้วยกันทั้งระบบ ฉะนั้นควรหันมาเมตตาต่อโลก ปรารถนาให้โลกมีความสุข ช่วยกันดูแลทำนุบำรุงรักษาทรัพยากรธรรมชาติเพื่อให้สภาวะสิ่งแวดล้อมดี สิ่งมีชีวิตอยู่รอดได้โดยธรรมชาติ หันกลับมาพิจารณาองค์รวมของการพึ่งพาธรรมชาติเพื่อความสมดุลของธรรมชาติที่จะดำเนินต่อไปอย่างไม่สิ้นสุด โลกก็จะพัฒนาไปสู่คุณภาพที่ดียิ่งขึ้น

มนุษย์แสวงหาความสุขแท้ เพื่อให้สุข ไม่ทุกข์ แต่หากยังไม่ถึงขั้นการบรรลุความสุขทางศาสนา มนุษย์ย่อมมีความทุกข์เจือปนเข้ามาในวิถีชีวิต มนุษย์จึงควรมองหาความสุขแท้ตามความเป็นจริง ความสุขที่ควรจัดเป็นความสุขแท้คือความสุขบนความสุขของผู้อื่น ความสุขที่แท้จริงนั้นก็คือความสุขของทั้งสองฝ่าย ทั้งผู้อื่นและตัวเอง หากต้องทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเดือดร้อน อันเกิดสาเหตุมาจากความทุกข์ใด ๆ ย่อมไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง ผู้ที่มุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิตตนเองและต้องการให้ทุกคนในสังคมพัฒนาคุณภาพชีวิตของเขาให้ดีในระดับที่แตกต่างกันไปตามบริบทเพื่อความผาสุกของสังคม ความปรารถนาให้ผู้อื่นมีความสุขโดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทนนี้ย่อมตรงกันกับหลักเมตตา ดังนั้น เมื่อเดินตามวิถีปรัชญาจริยะแล้วย่อมต้องยึดหลักเมตตาไว้ด้วยพร้อมกันนั่นเอง โดยเมตตาต่อตนเองเป็นเบื้องต้น จากนั้นจึงเมตตาลูกหลาน ญาติมิตรใกล้ไกล บริวาร และโลกเพื่อให้ชีวิตทั้งหลายอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข จากนั้นจึงลดละความยึดมั่นถือมั่นในตัวตนทำให้สามารถเมตตาต่อศัตรูได้ ความเมตตาย่อมนำพาให้พบความสุขแท้ได้ในใจและเป็นความเป็นจริงของมนุษย์ได้

การปรับตัวและการร่วมมือย่อมพิจารณาถึงปัจจัยแวดล้อม ได้แก่ สังคม เศรษฐกิจ การเมือง วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยไม่ลืมที่จะคิดถึงวัฒนธรรม ประเพณี ค่านิยม รวมไปถึงภูมิประเทศ กระแสโลกาภิวัตน์ที่โถมทับโลกทั้งใบไว้ในกระแสแห่งการเปลี่ยนแปลงและการยอมรับโดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ การพัฒนาจึงมีภาวะไล่ตามกระแสนี้ โดยแบ่งออกเป็น กลุ่มที่ไล่ทัน กลุ่มเรียกร้องให้ช่วย และกลุ่มสร้างเอง ทำให้เกิดภาวะแรงกดดันต่อการพัฒนาประเทศเพื่อให้ได้สังคมคุณภาพที่ดีในระดับ ที่ดีกว่าเดิม การพัฒนาใด ๆ ต้องคำนึงถึงสภาพภูมิประเทศของบริเวณนั้นว่าเป็นอย่างไร จะพัฒนาเรื่องใดต้องสนใจกายภาพของสถานที่ ดิน น้ำ อากาศ ทรัพยากรธรรมชาติ ความใกล้เคียงสถานที่อื่น ย่อมเป็นสิ่งที่ต้องสืบค้นให้รู้เพื่อจะได้บริหารจัดการได้เบื้องต้น หากติดขัดต่อปัญหานี้เสียแล้วย่อมทำให้การมุ่งมั่นพัฒนาสะดุดลง หลังจากนั้นต้องสนใจสังคมวิทยา จิตวิทยา ประเพณี วัฒนธรรมที่เกี่ยวเนื่องกันกับลักษณะนิสัยใจคอของคนทั้งในระดับภาพรวมและ ความเป็นท้องถิ่นเพื่อแสวงหาการมีส่วนร่วม (participation) การเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนา (engagement) และการมีพันธะที่จะต้องกระทำด้วยใจอย่างจิตอาสา (commitment) การพัฒนาที่ดำเนินการโดยสนใจในผู้อื่น (concerning in the other) ย่อมเป็นการพัฒนาที่ต้องใช้พลังแห่งการสร้างสรรค์ การปรับตัว การร่วมมือและการแสวงหาสิ่งใหม่ที่ดีขึ้นไปกว่าเดิม เพราะผู้อื่นในที่นี้ไม่ใช่เพียงเรื่องของคน แต่ยังรวม คน สัตว์ สิ่งของ ธรรมชาติและโลกใบนี้ อันเป็นสิ่งที่รายล้อมและบีบกรอบ (enflame) การดำรงชีวิตของมนุษย์ให้มุ่งไปในทิศทางหนึ่งทิศทางใด หากแต่สังคมโลกปัจจุบันมุ่งหวังให้อารยธรรมของมนุษยชาติอยู่ร่วมกันกับโลกอย่างสันติสุข

หากมนุษย์ขาดเมตตาต่อโลกคือ เข้าไปจัดการโลกจนโลกขาดสมดุล ความปรารถนาที่ไม่สิ้นสุดทำให้มนุษย์ใช้ทรัพยากรต่าง ๆ หรือแม้แต่จัดการต่อมนุษย์ด้วยกันเองอย่างที่ไม่ได้พิจารณาสมดุล สงครามและภาวะสิ่งแวดล้อมเป็นพิษจึงเกิดขึ้นมนุษย์ทุกวันนี้จึงรู้สึกไม่มีความสุข กลัวสิ่งต่างๆ รอบตัวไปหมด  เมื่อโลกมีทุกข์ ความกรุณาจึงเป็นสิ่งสำคัญคือ การปรารถนาให้โลกพ้นทุกข์ นั่นคือแนวทางของฝ่ายอนุรักษ์นิยมใช้เพื่อที่จะฟื้นฟูโลก ฝ่ายอนุรักษ์นิยมย่อมชี้แนะและแจกแจงข้อเสียของการทำลายโลกเพื่อให้มนุษย์ผู้มีปัญญาได้เข้าใจและตระหนักถึงโลก และสำนึกได้ว่ามนุษย์มิใช่ผู้กระทำ  ผู้พิชิต หรือผู้ครอบงำธรรมชาติ แต่มนุษย์มีฐานะเป็นผู้อยู่ร่วมกับสิ่งแวดล้อม มนุษย์จึงต้องใช้ปัญญาหรือศักยภาพที่พัฒนาแล้วนั้นมาใช้เป็นเครื่องดำรงรักษาส่งเสริมความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม ให้เกื้อกูลส่งผลดียิ่งขึ้นด้วยกันทั้งระบบ ฉะนั้น มนุษย์ควรหันมาเมตตาต่อโลก ปรารถนาให้โลกมีความสุข ช่วยกันดูแลทำนุบำรุงรักษาทรัพยากรธรรมชาติเพื่อให้สภาวะสิ่งแวดล้อมดี สิ่งมีชีวิตอยู่รอดได้โดยธรรมชาติ  โลกก็จะพัฒนาไปสู่คุณภาพที่ดียิ่งขึ้น

การเรียนรู้หรือกิจกรรมทาง เศรษฐกิจ สังคม การเมืองและวัฒนธรรมร่วมกันนี้ทำให้มีการ   บูรณาการวิชาการต่าง ๆ เข้าด้วยกันและต่างก็มุ่งในการทำดี ผ่านการปลุกและปลูกจิตสำนึกของความเป็นพลเมืองที่ดี คือการรับรู้ในหน้าที่และความรับผิดชอบต่อผู้อื่น ต่อสังคม ต่อสิ่งแวดล้อม เป็นความหมายที่เกี่ยวข้องกับคุณค่าหรือศีลธรรม เกิดจิตสาธารณะ มีจิตสำนึกทางสังคม มีความรับผิดชอบและเสียสละเพื่อส่วนรวม เป็นคนใจกว้างเห็นแก่ประโยชน์ผู้อื่น ประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน นั่นคือทุกคนสามารถเป็นจิตอาสาได้ เกิดเป็นขบวนการทางสังคม (social  movement) ที่มีอุดมการณ์เดียวกัน และพยายามร่วมกันในการบรรลุเป้าหมายบางประการ เช่น  ขบวนการสิทธิพลเมือง ขบวนการสิ่งแวดล้อม  ขบวนการนิเวศ  ขบวนการสีเขียว    เป็นต้น  ขบวนการเป็นความเคลื่อนไหวของกลุ่มคนที่ดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกัน การเคลื่อนไหวมีพลัง มีพลวัต มีการรวมกลุ่มโดยเอาชีวิตและจิตวิญญาณนำหน้ากฎ ระเบียบ ทำให้ขบวนการมีความยืดหยุ่น ปรับตัวได้ เปลี่ยนแปลงได้ เพราะเป้าหมายขบวนการส่วนใหญ่คือการเปลี่ยนแปลง จึงเชื่อในแนวคิดที่ว่ากฎมีไว้สำหรับคน กฎจึงเปลี่ยนแปลงได้ถ้าหากคนต้องการ การรวมกลุ่มกันของประชาชนในท้องถิ่นต่าง ๆ เพื่อดำเนินกิจการเพื่อการพัฒนาตนเองย่อมเกิดเป็นกระบวนการซึ่งต้องมีการนำหลักวิชาการต่าง ๆ มาบูรณาการร่วมด้วย โดยอาจจะมีประเด็นที่เน้นเป็นพิเศษ เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s