ศีลธรรมในทรรศนะของค้านท์

ณัฐสุดา เชี่ยวเวช

            อิมมานูเอล คานท์ (Immanuel Kant, 1724-1804) เป็นนักปรัชญาชาวเยอรมัน ผู้ริเริ่มจริยธรรมแบบหน้าที่นิยม (deontologism) เขาเกิดในเมืองโคนิกส์เบิร์ก ทางตะวันออกของอาณาจักรปรัสเซีย ในปี ค.ศ. 1724 และเสียชีวิตที่เมืองนี้ในช่วงเกือบแปดสิบปีให้หลัง บิดาเป็นช่างทำบังเหียน (อานม้า) ครอบครัวของเขาเป็นชาวคริสต์นิกายภักดีนิยม (Pietism) ซึ่งเน้นชีวิตในด้านการหมั่นประกอบคุณงามความดี (Immanuel Kant, 1997, “Introduction” pp. vii-viii) โดยให้เชื่อและปฏิบัติเคร่งครัด

คานท์เสนอว่าศีลธรรมไม่อาจตั้งอยู่บนปัจจัยเชิงปฏิบัติเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นผลประโยชน์ ความจำเป็น ความปรารถนา หรือรสนิยมของผู้คน ณ จุดใดจุดหนึ่ง เขาชี้ว่าปัจจัยเหล่านี้เปลี่ยนแปลงได้และไม่แน่นอน ทำให้ไม่อาจใช้เป็นรากฐานของหลักศีลธรรมสากลใด ๆ อย่างเช่น สิทธิมนุษยชนสากลได้ แต่ประเด็นของคานท์ซึ่งเป็นรากฐานกว่านั้นคือ การวางหลักศีลธรรมไว้บนรสนิยมและความปรารถนา แม้แต่ความปรารถนาอยากมีความสุข ล้วนเข้าใจผิดว่าศีลธรรมเป็นเรื่องของอะไร หลักความสุขสูงสุดของนักปรัชญาประโยชน์นิยม “ไม่ได้ช่วยอะไรเลยในการวางกรอบศีลธรรม ในเมื่อการทำให้คนมีความสุขเป็นคนละเรื่องกับการทำให้เขาเป็นคนดี และการทำให้เขาเป็นคนรอบคอบหรือเฉลียวฉลาดในการแสวงหาความได้เปรียบของตัวเองก็เป็นคนละเรื่องกันกับการทำให้เขามีคุณธรรม” (Kant, 1964, p. 442) การวางศีลธรรมไว้บนผลประโยชน์และรสนิยมทำลายศักดิ์ศรีของศีลธรรม มันไม่ได้สอนว่าเราจะแยกแยะระหว่างความดีกับความเลวอย่างไร เพียงแต่ทำให้เราคำนวณเก่งขึ้นเท่านั้น

คานท์มีความเชื่อพื้นฐานว่า จริยธรรมต้องมาจากเหตุผลปฏิบัติ (practical reason) เท่านั้น เขาได้ตรึกตรองอย่างถี่ถ้วนแล้วว่า เหตุผลบริสุทธิ์ (pure reason) ไม่สามารถเข้าถึงหลักจริยธรรมได้

ในหนังสือ “Critical of Pure Reason” (บทวิจารณ์เหตุผลบริสุทธิ์) ที่คานท์ตีพิมพ์เป็นเล่มแรกในวัย 57 ปี ได้แถลงว่า ความเป็นจริงในขั้นนูเมอเนอ (noumena or reality) เราไม่มีทางจะรู้ได้

ในหนังสืออีกเล่มหนึ่งคือ “Critique of Practical Reason” (วิจารณ์เหตุผลปฏิบัติ) แถลงว่าเราต้องรู้ความเป็นจริงในขั้นปรากฏการณ์ (phenomena) ตามที่สมองบอกแก่เรา เพื่อการดำรงชีวิตเท่านั้น เพราะฉะนั้น ความจริงที่เรารู้จึงเป็นเพียงความจริงที่เป็นปรากฏการณ์ในสมองเท่านั้น แต่ความเป็นจริง (reality) นั้นเป็นอย่างไร เราไม่อาจรู้ได้

คานท์มีความคิดว่า “เป็นไปไม่ได้ที่เราจะเข้าใจทุกอย่างในโลกนี้และนอกโลกที่เป็นความดีซึ่งปราศจากเงื่อนไข นอกจากเจตนาดี” สติปัญญาก็ดี ไหวพริบก็ดี การตัดสินใจอย่างแน่วแน่ก็ดี รวมทั้งพรสวรรค์อื่น ๆ ของจิตซึ่งจะเรียกว่าอะไรก็แล้วแต่ หรือความกล้าหาญ ความเด็ดเดี่ยว และความบากบั่นเหล่านี้ก็เป็นสิ่งที่ดี และน่าพึงปรารถนาในหลาย ๆ แง่ แต่ทั้งหมดนี้อาจกลายเป็นสิ่งไม่ดีและอันตรายที่สุดได้ ถ้าเราใช้พรสวรรค์ที่ได้รับนี้โดยเจตนาที่ไม่ดี คานท์เชื่อว่า “เจตนาดี” เป็นคุณลักษณะทางศีลธรรม คือ เมื่อบุคคลคนหนึ่งทำสิ่งที่เขาเชื่อว่าถูกต้องหรือสิ่งที่เป็นหน้าที่ที่ต้องทำ ไม่ว่าบุคคลนั้นจะปราศจากความรู้สึกเมตตาสงสาร หรือแม้แต่ปราศจากความสนใจที่จะใฝ่หาประโยชน์ส่วนตนหรือของส่วนรวม เราก็ยังถือว่าเขามีความดีที่เป็นลักษณะพื้นฐานทางศีลธรรมอยู่นั่นคือ เขามีเจตนาดีอยู่

ให้สังเกตว่าคุณค่าของคนที่มีเจตนาดี หรือคนที่มีศีลธรรมดีนั้น ไม่จำเป็นจะต้องขึ้นอยู่กับการที่ว่าเขาจะประสบความสำเร็จในการทำตามเจตนาดีของเขาหรือไม่ แต่คุณค่าของบุคคลนั้นขึ้นอยู่กับหลักการที่ทำให้เกิดเจตนาที่จะกระทำนั้น ๆ ต่างหาก คานท์เชื่อว่าบุคคลที่มีเจตนาดีจะกระทำสิ่งต่าง ๆ จากสาเหตุของแรงจูงใจเดียวเท่านั้น ซึ่งนั่นคือการเคารพในศีลธรรมหรือเคารพในความถูกต้อง แต่หากว่าเขาจงใจที่จะกระทำดีแล้วไม่สำเร็จ ซึ่งอาจเนื่องมาจากสาเหตุบางประการ คือ สถานการณ์แวดล้อมที่บังคับเขา เช่น เขาเห็นคนกำลังจะจมน้ำ เขาตัดสินใจลงไปช่วยคนนั้นเพราะเขาเชื่อว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่เนื่องด้วยเขาว่ายน้ำไม่แข็งพอจึงทำให้เขาช่วยคนนั้นไม่ได้ ซึ่งคานท์กล่าวว่า คุณค่าความดีของเขามิได้ลดน้อยถอยลงแต่อย่างใด

การที่เราทำตามพันธะหน้าที่หรือกฎศีลธรรมเพราะเรารู้ก่อนว่ามันเป็นสิ่งที่ดี แลเมื่อเรารู้ว่าเป็นสิ่งดี เราก็เกิดความปรารถนาที่จะกระทำ แน่นอนทีเดียวว่าหากไม่มีความปรารถนาที่จะกระทำตามกฎศีลธรรม หรือปราศจากเจตนาดีนั่นเอง ก็จะไม่มีการทำตามกฎศีลธรรม คานท์เชื่อว่า ถึงแม้ว่าเราจะไม่มีพันธะอะไรที่จะต้องมีความปรารถนาหรือเจตนาดีเช่นนี้ แต่คานท์ก็เชื่อว่าเราสามารถที่จะสำนึกรู้ถึงกฎศีลธรรม ความปรารถนาหรือเจตนาที่จะกระทำตามกฎดังกล่าวก็จะเกิดขึ้น แม้ว่าในคนที่เลวที่สุดก็จะต้องรู้สึกถึงความปรารถนานั้น เพียงแต่ว่าความเข้มข้นจะมีอยู่ในระดับใดเท่านั้น

หลักตัดสินดี – ชั่วที่ได้มาจากการสังเกตผล คือ กิจการใดเกิดผลดีต้องนับว่าดี กิจการใดเกิดผลร้ายก็นับว่าชั่ว เช่นนี้ คานท์ถือว่าใช้ไม่ได้ เพราะจะไม่มีลักษณะเด็ดขาด (categorical) ทั้งยังเป็นอัตวิสัยด้วย เพราะผลที่ได้มาอย่างเดียวกันบางคนก็ชอบ บางคนก็ไม่ชอบ ผลที่สุดก็จะกลายเป็นจริยธรรมแบบซาฟเฝิสท์ไป หลักจริยธรรมแท้ต้องมีอำนาจสั่งเด็ดขาดโดยไม่เพ่งเล็งถึงความพอใจของใครทั้งสิ้น ดังนั้นกิจการใดที่ทำเพราะหวังผลประโยชน์ไม่ว่าในทำนองใด จะเป็นความสุข ความพึงพอใจส่วนตัว ชื่อเสียงหรือบำเน็จรางวัลในโลกหน้า ฯลฯ หรือเพราะกลัวถูกลงโทษ จะเป็นคุกตารางหรือนรกโลกันต์ในโลกหน้า แม้แต่กระทำไปเพื่อเป็นที่พอพระทัยของพระเป็นเจ้า ดังที่นักบุญในคริสตศาสนาชอบอ้างกัน ซึ่งที่แท้ก็เป็นการหวังบำเน็จหรือเลี่ยงโทษในโลกหน้านั่นเอง คานท์บอกว่า แรงกระตุ้น (Motive) เหล่านี้ไม่ทำให้เป็นจริยธรรม และการกระทำที่เกิดจากแรงกระตุ้นเช่นนี้ไม่ใช่ กิจกรรมศีลธรรม (moral act) ไม่นับเป็นกิจกรรมดี เพราะไม่ได้ทำด้วยความรู้สึกในหน้าที่ แต่ทำโดยหวังผลตอบแทน จะว่าเป็นกิจกรรมชั่วก็ไม่เชิง เพราะไม่มีความสำนึกผิดต่อหน้าที่ ถ้าเข้าใจว่าผิดต่อหน้าที่แล้วยังขืนกระทำไปจึงนับว่าเป็นความประพฤติชั่ว

ปัญหามีอยู่ว่า คำสั่งที่ได้รับจากพระเจ้า เช่น ที่รับรู้จากคัมภีร์ จะเป็นหลักศีลธรรมตัดสินดี-ชั่ว ได้หรือไม่ หมายความว่า เราจะถือว่าอะไรดี-ชั่ว โดยยึดเอาคำสั่งของพระเจ้าเป็นเกณฑ์โดยไม่หวังขึ้นสวรรค์หรือหลีกเลี่ยงนรก แต่ตั้งใจจะทำดีเพราะถือเอาคำสั่งของพระเจ้าเป็นหน้าที่ ตามที่แสดงไว้ในคัมภีร์เป็นมาตรฐานจะได้ไหม

คานท์เห็นว่าวิธีนี้ย่อมต้องยอมรับเชื่อพระเจ้าเป็นหลักค้ำประกันเสียก่อน จึงมีหลักศีลธรรมได้ กล่าวคือหลักศีลธรรมขึ้นต่อความเชื่อถือในพระเจ้า แต่คานท์พิจารณาแล้วเห็นว่าหลักศีลธรรมมีก่อนการยอมรับเรื่องพระเจ้า หาได้ขึ้นต่อความเชื่อในพระเจ้าไม่ คนที่ไม่เชื่อเรื่องพระเจ้าก็ยังต้องจำนนต่อหลักศีลธรรม มีคนที่ไม่เชื่อว่ามีพระเจ้า แต่ไม่มีใครปฏิเสธด้วยจริงใจเรื่อง “ต้องทำดีหนีชั่ว” คานท์จึงเห็นว่าหลักศีลธรรมมีมาก่อนความเชื่อเรื่องพระเจ้าหรือเชื่อข้อธรรมใด ๆ ทั้งสิ้นและปักหลักแน่นแฟ้นในธรรมชาติของความรู้มากกว่าเรื่องพระเจ้าเสียอีก ยิ่งกว่านั้น คานท์บอกว่าแม้ความเชื่อเรื่องพระเจ้าก็ต้องอาศัยหลักศีลธรรมเป็นพื้นฐาน การที่มีคนยอมรับว่ามีพระเจ้าและยอมปฏิบัติตามคำสั่งของพระองค์นั้น ก็เพราะเข้าใจว่าเป็นหน้าที่ ทำไปด้วยความรู้สึกในหน้าที่ จึงเห็นว่าความรู้สึกในหน้าที่เป็นบ่อเกิดให้มีความเชื่อเรื่องพระเจ้า ไม่ใช่ความเชื่อเรื่องพระเจ้าเป็นบ่อเกิดให้มีความรู้สึกในหน้าที่

ในกรณีที่หน้าที่ขัดแย้งกันก็ดี หรือความเข้าใจเรื่องหน้าที่คลุมเคลือไม่แจ่มแจ้งก็ดี คานท์วางกฎไว้ว่า ให้ลองคิดดูเองว่าในกรณีเช่นนี้ คนส่วนมากเขาคิดว่าควรปฏิบัติอย่างไร แล้วเราก็ปฏิบัติไปตามนั้น เพราะถ้าคนส่วนมากมีความเห็นตรงกัน ก็เชื่อได้ว่าการปฏิบัตินั้นจะถูกต้อง “So act that the principle of your action might become a universal law” (จงกระทำโดยนัยที่ว่าหลักการของการกระทำของท่านนั้น อาจจะใช้เป็นกฎสากลได้)

ที่ค้านท์เชื่อเช่นนี้เพราะเขาต้องการจะประนีประนอมวิทยาศาสตร์กับศาสนาเข้าด้วยกัน ซึ่งค้านท์แบ่งความรู้ออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่

1) ความรู้ระดับประสบการณ์ (experiential knowledge) ผ่านกลไกขั้นแรกที่เรียกว่า “แบบบริสุทธิ์แห่งความรู้สึก” (pure form of sensibility) ความรู้ที่ออกมาเป็นความรู้ทางผัสสะ เป็นประสบการณ์เฉพาะหน่วยหรือรู้เป็นหน่วย ๆ เช่น สุนัขตัวนี้ ดอกกุหลาบช่อนั้น ความรู้เช่นนี้ต้องผ่าน Space (อวกาศ) ได้แก่ รูปร่างและขนาดของสิ่งต่าง ๆ ที่เรามีผัสสะ และ Time (เวลา) ได้แก่ ความนานและความเร็ว ดังนั้น เรารู้สึก เป็นเพียงการสร้างขึ้นในปัญญาของเราเพื่อปรับปรุง Noumena (ความเป็นจริง) ที่ปัญญารับเข้ามาแปรสภาพให้เป็นประสบการณ์เป็นหน่วยๆ ที่มีปริมาตร 3 มิติ (กว้าง ยาว ลึก) และการดำรงอยู่เป็น 3 กาละ (อดีต ปัจจุบัน อนาคต) เราจึงรู้ได้เป็นหน่วย ๆ แต่ความเป็นจริงภายนอกเป็นหน่วย ๆ หรือไม่ มีขนาดและเวลาหรือไม่ เป็นเรื่องที่เราไม่อาจจะรู้ได้ ถ้ามีก็น่าจะไม่เหมือนอย่างที่เรามีเป็นประสบการณ์ของเรา เพราะความรู้ทางผัสสะของเราต้องผ่านกลไกจึงถูกแปรสภาพไปแล้ว ดังที่คานท์กล่าวว่า “อวกาศและเวลาเป็นรูปแบบเพียงประการเดียวของอัชฌัตติกญาณทางผัสสะและเป็นเงื่อนไขเพียงประการเดียวของสิ่งที่มีอยู่ในฐานะเป็นสิ่งที่ปรากฏ นอกจากที่กล่าวมานี้เราไม่มีมโนภาพแห่งความเข้าใจ และในที่สุดก็ไม่มีข้อมูลรากฐานสำหรับความรู้เกี่ยวกับสิ่งทั้งหลาย นอกเสียจากว่าอัชฌัตติกญาณจะถูกนำมาสอดคล้องกับมโนภาพเหล่านี้ และดังนั้นเราจึงไม่สามารถมีความรู้เกี่ยวกับสิ่งบางสิ่งได้เลย เช่น สิ่งที่อยู่ได้ด้วยตนเอง” (Kant, 1970a, p. 27)

ความรู้ทางผัสสะที่ผ่านกลไกในขั้นแรกนี้ เป็นความรู้ที่ถูกแปรสภาพไปจากความเป็นจริง และเป็นสิ่งเฉพาะหน่วยที่ต้องผ่านกลไกในขั้นที่ 2 ต่อไป จึงจะเป็นความรู้ระดับวิชาการ ที่มีความเป็นสากล หรือเป็นความรู้ภาคทฤษฎี ความรู้ระดับวิทยาศาสตร์อยู่ในขั้นนี้

2) ความรู้ระดับวิชาการ (scientific knowledge) เป็นความรู้สากล ผ่าน 12 แบบบริสุทธิ์แห่งความเข้าใจ (pure form of understanding) ซึ่งเป็นกลไกของสมองมนุษย์ มีอยู่ 4 ชั้น ชั้นละ 3 ช่อง รวมเป็น 12 ช่อง รวมเรียกว่า 12 วิภาค (12 categories) เรื่องโครงสร้างสมอง 12 ช่องนี้เป็นเรื่องญาณปรัชญาผู้วิจัยจึงขอข้ามรายละเอียดไปก่อน แต่กล่าวโดยสรุปได้ว่า ความรู้ระดับวิชาการไม่สามารถให้ความจริงแก่เราได้ (Kant, 1960, p. xii) เพราะต้องผ่านกรรมวิธีหรือกลไกตามโครงสร้างของปัญญาของเราออกมาเป็นความรู้เท่าที่ปรากฏแก่จิต (mind) ของเรา จะพัฒนาความรู้ให้มากมายแค่ไหนก็เป็นได้เพียงสมมติฐานเท่านั้น เพราะการที่เหตุผลมีกลไก 2 แบบ คือ “แบบบริสุทธิ์แห่งความรู้สึก” กับ “แบบบริสุทธิ์แห่งความเข้าใจ” ที่ตรงข้ามกัน ทำให้ธรรมชาติของมนุษย์ขัดแย้งกัน

“ในฐานะที่มนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของโลกแห่งปรากฏการณ์ ฉะนั้น มนุษย์จึงขาดเสรีภาพ ในหนังสือวิจารณ์เหตุผลบริสุทธิ์แสดงให้เห็นว่าเหตุผลภาคทฤษฎีเข้าใจโลกแห่งความเป็นจริงได้ในรูปของโลกแห่งปรากฏการณ์โดยเป็นพื้นฐานที่ไม่ขึ้นกับอวกาศและกาลเวลาของโลกแห่งปรากฏการณ์ และชี้ให้เห็นว่ามนุษย์อาจมีธรรมชาติ 2 แบบร่วมกัน คือ ธรรมชาติแห่งประสาทสัมผัสและความเข้าใจ ดังนั้น มนุษย์จึงถูกผลักดันให้เข้าไปมีส่วนร่วมในอาณาจักรทั้งสองและพยายามบรรลุเสรีภาพทางความเข้าใจ ขณะเดียวกันก็ยังคงอยู่ภายใต้ข้อบังคับทางประสาทสัมผัส ไม่ว่าเหตุผลภาคทฤษฎีจะพัฒนาอะไรก็เป็นเพียงสมมติฐานเท่านั้น” (Kant, 1964, p. Iiv)

จะเห็นได้ว่า ธรรมชาติการรับรู้ทางประสาทสัมผัสและการคิดของมนุษย์ถูกกำหนดไว้แล้วว่าจะต้องมีความสัมพันธ์ของวัตถุอย่างหนึ่งกับตัวผู้รู้ การรับรู้ที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นการรับรู้คุณสมบัติภายในของวัตถุที่เป็นตัวของมันเอง (Kant, 1970a, p. 87) แต่เป็นการรับรู้ที่เกิดขึ้นจากผัสสะและโครงสร้างสมองของเราเอง สิ่งที่มีอยู่ในตัวของมันเอง (Noumena) จึงเป็นสิ่งที่เรารู้ไม่ได้ ทำได้แค่เพียงนำมาคิดในสมองเท่านั้น ซึ่งคานท์อธิบายไว้ว่า “แม้ว่าเราจะไม่สามารถรู้จักวัตถุต่าง ๆ ในฐานะที่เป็นสิ่งที่มีอยู่ในตัวเอง อย่างน้อยที่สุดเราก็ยังคงอยู่ในฐานะที่ต้องคิดว่ามันเป็นสิ่งที่มีอยู่ในตัวเอง หรือมิฉะนั้นเราก็ต้องสรุปอย่างไร้เหตุผลว่า มีสิ่งปรากฏโดยไม่มีอะไรปรากฏขึ้นเลย” (Kant, 1970a, p. 27)

เป็นอันว่า แนวคิดของคานท์ได้ทำลายความเชื่อมั่นในระบบความรู้ของชาวนวยุค (modernist) ลงไปอย่างราบคาบ เพราะวิทยาศาสตร์ (ช่อง 8) ที่ใช้คณิตศาสตร์ (ช่อง 3) และตรรกศาสตร์ (12) เป็นเครื่องมือนั้น เป็นเพียงเรื่องของสมมติฐานหรือสถิติเท่านั้น คือ ยอมรับแบบสมมติไปก่อนว่าจริงในปัจจุบัน หรือจริงตามข้อมูลที่มีในขณะแถลงความจริง แต่วันข้างหน้าไม่แน่ หากข้อมูลเปลี่ยนไป ความจริงที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลนั้นก็จะเปลี่ยนตามไป (เมธา หริมเทพาธิป, 2556, หน้า 86) จึงยึดมั่นถือมั่นไม่ได้ เพราะเป็นเพียงเรื่องของสถิติ เป็นเพียงปรากฏการณ์ที่สมองสร้างขึ้นมาเท่านั้น โดยเฉพาะในเรื่องของศีลธรรม วิทยาศาสตร์ไม่ว่าจะทรงพลังและมีความรู้ลึกซึ้งปานใดก็ไม่สามารถเข้าถึงคำถามทางศีลธรรมได้ เพราะมันทำงานอยู่ในโลกสัมผัส คานท์เขียนว่า “ไม่ว่าจะใช้ปรัชญาที่ซับซ้อนที่สุด หรือเหตุผลของมนุษย์ที่ธรรมดาที่สุด การเถียงว่าอิสรภาพไม่มีจริง… แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย” (Kant, 1964, p. 456) คานท์อาจเสริมว่าเป็นไปไม่ได้เหมือนกันที่ประสาทวิทยาด้านการรับรู้จะเถียงเรื่องนี้ ไม่ว่ามันจะก้าวหน้าไปเพียงใด วิทยาศาสตร์สามารถสืบสวนธรรมชาติและเจาะลึกโลกกายภาพ แต่ไม่อาจตอบคำถามทางศีลธรรมหรือหักล้างเจตจำนงเสรี เพราะศีลธรรมและเสรีภาพไม่ใช่แนวคิดเชิงประจักษ์ เราพิสูจน์ไม่ได้ว่ามันมีอยู่จริง แต่เราก็เข้าใจชีวิตทางศีลธรรมของเราไม่ได้เช่นกันถ้าไม่คิดว่ามันมีจริง (Michael J. Sandel แปลโดย สฤณี อาชวานันทกุล, 2554, หน้า 169 – 170)

3) ความรู้ด้วยญาณหยั่งรู้โดยตรง (intuitive knowledge) เป็นความรู้ด้วยญาณหยั่งรู้พิเศษที่เข้าถึงนูเมอเนอตรง ๆ ไม่มีกลไกมาบิดเบือน เพราะเป็นเหตุผลปฏิบัติ คานท์เชื่อว่า เหตุผลปฏิบัติใช้กับสิ่งที่อยู่เหนือขอบเขตของประสาทสัมผัสได้ เช่น เรื่องเกี่ยวกับศีลธรรม

“อย่างน้อยที่สุด มันก็เป็นเช่นนั้น เราย่อมมั่นใจได้ทันทีว่า มีการใช้เหตุผลปฏิบัติที่จำเป็นอย่างปรมัตถ์ เช่น ในเรื่องศีลธรรม ซึ่งเหตุผลปฏิบัติต้องก้าวผลขอบเขตของประสาทสัมผัสอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้” (Kant, 1970a, p. 26)

จากทรรศนะดังกล่าวจะเห็นว่า เหตุผลภาคปฏิบัติเท่านั้นที่ยืนยันความแน่นอนทางศีลธรรม (Kant, 1964, p. Iiv)

เรื่องของจริยธรรมไม่อาจวางไว้บนพื้นฐานของความรู้ภาคทฤษฎี ซึ่งเป็นเรื่องของกลไกในสมอง เพราะเป็นเรื่องของการแสวงผลประโยชน์ มีประโยชน์ในการดำรงชีวิตประจำวันเท่านั้น วิทยาศาสตร์มิได้ให้ความจริง ให้เพียงแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ (เมธา หริมเทพาธิป, 2554, หน้า 136) หลักจริยธรรมต้องมาจากการหยั่งรู้โดยตรงจากเหตุผลปฏิบัติ หรือที่คานท์เรียกว่า มโนธรรมสำนึก (conscience) แม้จะเฉียบคมมากน้อยต่างกันแต่ก็ให้ความมั่นใจได้เพราะมาจากเจตนาดี (good will) และเป็นคำสั่งเด็ดขาด คานท์ได้กล่าวไว้ว่า

“การตัดสินใจในเรื่องทางศีลธรรมแต่ละครั้ง จำเป็นต้องอาศัยการใช้เหตุผลอย่างมีพลัง ในที่นี้เหตุผลจะกลายเป็น “ภาคปฏิบัติ” ในขณะที่เหตุผล “ภาคทฤษฎี” มุ่งอยู่แต่ความรู้เพื่อความรู้ “เหตุผลปฏิบัติ” จะต่อสู้กับอารมณ์โน้มเอียงในขณะที่กำหนดเจตจำนงของมนุษย์และชี้นำความประพฤติของเขา” (Kant, 1960, p. Iii)

ศีลธรรมในทรรศนะของคานท์ สรุปได้ว่า ในการตีความเรื่องศีลธรรม คานท์ใช้เจตนาเป็นเกณฑ์ ถ้ามีเจตนาดี ไม่ว่าผลจะเกิดขึ้นอย่างไรก็ต้องนับว่าเป็นการกระทำที่ถูกต้อง การที่เกิดผลร้ายบ้าง เป็นเพียงเหตุบังเอิญเท่านั้น คุณค่าทางศีลธรรมของการกระทำจึงไม่ได้อยู่ที่ผลของการกระทำนั้น แต่อยู่ที่เจตนา เจตนาเท่านั้นที่ก่อให้เกิดคุณค่าทางศีลธรรม จริยธรรม ได้อย่างแท้จริง

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s