ปรัชญาภาษา

อ.ดร.รวิช ตาแก้ว

….

ปรัชญาภาษาเป็นปรัชญาประยุกต์สาขาหนึ่งที่นำเอาปรัชญาบริสุทธิ์ไปตีความผลสรุปของวิชาภาษาศาสตร์ (linguistics)

เนื้อหาของภาษาศาสตร์และปรัชญาภาษามีมานานแล้ว แต่เนื่องจากก่อนนี้ยังไม่มีวิชาภาษาศาสตร์และยังไม่มีการศึกษาปรัชญาแบบปรัชญาประยุกต์ เนื้อหาจึงแฝงอยู่ในวิชาตรรกวิทยาและญาณปรัชญา เมื่อมีการแบ่งปรัชญาออกเป็นปรัชญาบริสุทธิ์และปรัชญาประยุกต์ ความคลุมเครือระหว่างปรัชญาภาษากับภาษาศาสตร์จึงกระจ่างมากขึ้น

ภาษาเป็นปรากฏการณ์ที่นับว่าสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในชีวิตของมนุษย์ ไม่มีหลักฐานชี้ได้ว่ามนุษย์เราเริ่มรู้จักใช้ภาษามาตั้งแต่เมื่อไร และเริ่มต้นมาอย่างไร ทั้งนี้ก็เพราะกว่าจะมีภาษาเขียนจารึกไว้เป็นหลักฐานนั้น มนุษย์เราได้มีภาษาพูดใช้กันมานานแสนนาน และมีวิวัฒนาการมาไกลแล้ว เป็นอันว่าพอเรารู้จักมนุษย์ ก็เห็นว่ามนุษย์เรารู้จักใช้ภาษาแล้ว (กีรติ  บุญเจือ, 2546)  มนุษย์เราพยายามใช้ภาษาตั้งแต่เริ่มมีความคิดความเข้าใจ คือตั้งแต่เริ่มเป็นมนุษย์ เพราะเมื่อมีความคิด ความเข้าใจ ก็ย่อมมีความต้องการหาทางแสดงออกให้ผู้อื่นทราบสัญชาติญาณนี้ย่อมผลักดันให้มนุษย์ผู้นั้นหาวิธีแสดงออกมาให้อื่นทราบจนได้ นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของภาษา

ภาษาคืออะไร ภาษาคือระบบของเครื่องหมายต่าง ๆ ที่ใช้สำหรับแสดงความคิดและความเข้าใจ ระบบหนึ่งก็เป็นภาษาหนึ่ง ภาษาจึงอาจมีได้หลายระบบ แล้วแต่เครื่องหมายที่กำหนดขึ้นและระเบียบแบบแผนที่รับรู้กันในหมู่ผู้ใช้ภาษาเดียวกัน (กีรติ  บุญเจือ, 2546)

ภาษาจึงอาจจะเป็น ภาษาพูด ภาษาเขียน หรือภาษาสัญญาณก็ได้ ทั้งหมดรวมเรียกว่า สัญญะ(Sign)

    1)  ภาษาพูด (Spoken Language) เป็นภาษาที่ใช้เสียงเป็นเครื่องหมายหรือสัญญะ (Sign) เป็นภาษาพื้นฐานของมนุษย์ เพราะสะดวกกว่าการใช้อย่างอื่น

    2)  ภาษาเขียน (Written Language) เกิดขึ้นภายหลังภาษาพูดนานแสนนาน และเกิดขึ้นโดยต้องการเลียนแบบหรือแทนภาษาพูด เกิดจากความต้องการที่จะรักษาคำพูดไว้นานๆ เพื่อช่วยความทรงจำ แต่เมื่อถ่ายทอดภาษาพูดเป็นภาษาเขียนเข้าจริงๆ ก็ต้องมีการปรับปรุงให้มีความเหมาะสมกับลักษณะของภาษาเขียน คือ ต้องยอมรับว่าผู้อ่านไม่เห็นหน้าผู้เขียนและอยู่ในสภาพแวดล้อมต่างกับผู้เขียน ในการเขียนนั้น ผู้เขียนมีเวลาคิดและขัดเกลาภาษาได้อย่างรอบคอบถี่ถ้วนกว่าการพูด และเก็บไว้นานได้

    3)  ภาษาสัญญาณ (Signal Language) เป็นภาษาที่ในสถานการณ์ที่ไม่สามารถใช้เสียงสื่อสารกันได้ และเขียนติดต่อกันตามปกติไม่ได้ จึงต้องหาวิธีส่งสัญญาณถึงกันด้วยวิธีการต่างๆ เช่น ทำท่าทางใช้มือเป็นภาษาอย่างคนใบ้ การโบกธงเป็นสัญญาณ เนื่องภาษาสัญญาณเป็นภาษาที่ใช้ในวงแคบ ซึ่งเป็นการตกลงทำความเข้าใจกันก่อนล่วงหน้าของผู้ใช้ในแต่ละกลุ่มว่าสัญญาณที่แสดงให่เห็นนั้นสื่อสารถึงเรื่องใด

4)  ภาษาเหตุผล (Reasoning Language) ภาษาไม่จำเป็นต้องแสดงเหตุผลเสมอไป เพราะความคิดและความเข้าใจไม่จำเป็นต้องอยู่ในขอบข่ายของเหตุผลทุกครั้ง คนเรามีสัญชาติญาณอยากมีความมั่นใจในความคิดและการตัดสินใจของตนเอง และอยากให้ผู้อื่นเชื่อถือความคิดและการตัดสินใจของตน จึงชอบหาข้ออ้างมาสนับสนุน เราจึงแสดงเหตุผลของเราออกมาด้วยภาษาเหตุผล (Reasoning) การอ้างเหตุผลนั้นไม่จำเป็นจะต้องอ้างเพื่อจูงใจคนอื่นเท่านั้น บางครั้งเราอ้างในใจของเราเองเพื่อความมั่นใจว่าเราตัดสินใจดีแล้ว

การกำเนิดของภาษา  กีรติ  บุญเจือ (2546) แสดงทรรศนะไว้ 5 แนว คือ 1) จากสัญชาตญาณ  2) จากอารมณ์  3) จากการเลียนเสียง 4) จากปัญญา 5) จากธรรมชาติของมนุษย์  สืบเนื่องจากภาษาเป็นสัญญะที่แสดงความหมายตามระบบเพื่อใช้สื่อสารความคิดจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่ง  การสื่อสารความคิดให้ได้ความหมายที่ชัดเจนจำเป็นต้องใช้เหตุผล การมีเหตุผล ก็คือ การเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ซึ่งเป็นคุณภาพของการคิดและจำเป็นต้องใช้ภาษาแสดงออกมาให้เข้าใจ  เหตุผลมีความสำคัญในการแสดงออกถึงความเป็นมนุษย์ การใช้เหตุผลของมนุษย์นั้นอ้างอิงไว้กับความเชื่อที่แฝงเร้นอยู่ในความคิดหลายขั้นตอน เหตุผลจึงเป็นบทสรุปเชิงการรู้ตามความเชื่อที่อ้างสืบเนื่องต่อ ๆ กันมาจากการรู้เรื่องหนึ่งไปสู่การรู้อีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งมีพื้นฐานมาจากความเชื่อที่แตกต่างกันของแต่ละคน

การใช้เหตุผลมีพัฒนาการมายาวนานพร้อมกับการอุบัติขึ้นในโลกของมนุษย์ นักปรัชญากรีกเริ่มสนใจกำหนดกฎเกณฑ์ของการใช้เหตุผลที่ถูกต้อง โดยแอร์เริสทาเทิลได้รวบรวมและแต่งเติมขึ้นเป็นตำราตรรกวิทยา โดยมีรูปแบบของการใช้เหตุผลสองแบบ คือ แบบอุปนัย (Inductive) และแบบนิรนัย (Deductive) ดังที่ปรากฏในวิชาตรรกวิทยา (กีรติ บุญเจือ, 2526)

การกำเนิดปรัชญาภาษา ในปลายศตวรรษที่ 19 ปรัชญามโนคตินิยมได้สร้างความสับสนให้แก่วงการปรัชญา จึงมีปฏิกิริยาขึ้นหลายแบบ เช่น ปฏิบัตินิยม (Pragmatism) อัตถิภาวะนิยม (Existentialism) ลัทธิมากซ์ (Marxism) ปรัชญาข้อมูลทางผัสสะของรัสเซล (Structural realism) สัจนิยมของมัวร์  ลัทธิอุบัติวิวัฒนาการตามแนวคิดของดาร์วิน (Evolution form Darwinism) ลัทธิปฏิฐานนิยมใหม่ (Neo-positivism), ลัทธิอัชฌัตติกญาณนิยมใหม่ (Neo-intuitionism) ลัทธิจิตวิทยา (Psychologism) การมีระบบขึ้นมากมายเช่นนี้หมายถึงวิกฤตของปรัชญา จึงเกิดมีปรัชญาแนวใหม่ขึ้นมาซึ่งไม่พยายามสร้างระบบคำสอน แต่มีหน้าที่เพียงวิจารณ์  นักปรัชญาที่ผ่านมาไม่คิดสนใจวิเคราะห์ถี่ถ้วน ให้เข้าใจคำถามหรือปัญหาของคำถามนั้นให้ดีเสียก่อนว่าเป็นปัญหาจริง ๆ หรือไม่

ปรัชญาความหมาย กีรติ  บุญเจือ (2546:24-26) ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการให้ความหมายของภาษาไว้ว่า  พุทธทาสภิกขุท่านแยกภาษาคนกับภาษาธรรม ส่วนนักภาษาศาสตร์แยกเป็นความหมายระดับผิวพื้น (surface meaning) กับความหมายระดับลึก (deep meaning) ปรัชญาแห่งการประนีประนอม ได้ให้ความหมายในการใช้ภาษา 4 ระดับ คือภาษาคนมี 2 ระดับ อันได้แก่ ระดับผิวพื้นกับระดับลึก ภาษาธรรมมีได้ 4 ระดับ กล่าวคือ นอกจาก 2 ระดับแรกแล้วยังมีระดับลึกที่สุด (deepest meaning) และระดับลึกกว่า (deeper meaning)  

1) ระดับผิวพื้น ได้แก่ ความหมายที่เข้าใจกันในระดับชาวบ้าน มีอารมณ์และรสนิยมส่วนตัวเข้ามาแทรก และมักจะมีปัญหามาจากอารมณ์และรสนิยม อาจก่อให้เกิดปัญหาที่นำไปสู่ผลโยชน์ที่อยู่ใกล้ชิดกับความรู้สึก

2) ระดับลึก ความหมายระดับนี้ได้แความเข้าใจทางวิชาการซึ่งนักวิชาการมักจะเข้าใจตรงกัน แต่ครั้นมีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง ความหมายระดับผิวพื้นก็มักจะแทรกเข้ามาทำให้เสียงาน

3) ระดับลึกที่สุด เป็นความหมายในความเข้าใจของศาสดาในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับศาสนาและศีลธรรม ศาสดาท่านเข้าถึงด้วยวิธีการเฉพาะตัวของท่าน ท่านเข้าถึงแล้วก็ปรารถนาจะเผื่อแผ่แก่มวลมนุษย์ แต่ทว่าธรรมะที่ท่านเข้าถึงนั้นเป็นธรรมะในระดับปรมัตถสัจจะ มนุษย์เราไม่เคยประดิษฐ์ภาษาไว้อธิบายปรมัตถสัจจะ มนุษย์เรามีแต่ภาษาสำหรับใช้ในระดับสมมติสัจจะทั้งสิ้น จึงเหมาะสมสำหรับชี้แจงเรื่องราวที่มีประสบการณ์ได้ด้วยประสบการณ์ทางผัสสะ เพื่อชี้แจงปรมัตถสัจจะที่ท่านเข้าถึง การใช้ภาษาสมมติสัจจะอธิบายปรมัตถสัจจะของศาสดาทั้งหลาย พุทธทาสเรียกภาษาดังกล่าวว่าภาษาธรรม ซึ่งเราต้องมองให้ทะลุเปลือกนอกแห่งภาษาคน จึงจะเข้าถึงแก่นอันเป็นความหมายแท้ของภาษาธรรมได้บ้าง

4) ระดับลึกกว่า เราที่ฟังคำสอนของศาสดา หากเราเข้าใจตามความต้องการของอารมณ์และรสนิยมของเราเอง เราก็จะได้เพียงความหมายผิวพื้นของธรรมะ ผู้ใดเข้าใจธรรมะตามหลักตรรกวิทยาและตามหลักวิชาการต่างๆ ย่อมได้ความหมายระดับลึก คือรู้แต่ไม่ปฏิบัติ ศาสนิกชนที่เข้าถึงความหมายลึกที่สุดของศาสดาก็คงจะมีจำนวนน้อย อีกจำนวนหนึ่งพยายามที่จะเข้าถึงธรรมะให้ลึกที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้ หมั่นศึกษาทั้งด้านปริยัติและปฏิบัติ คนกลุ่มนี้กำลังมุ่งเข้าสู่ความหมายที่ลึกที่สุด แต่ยังไม่ถึงจึงได้ความหมายที่เรียกได้ว่าระดับลึกกว่า สำหรับผู้ที่ศึกษาคำสอนของศาสดาหลายท่าน โดยเชื่อว่าศาสดาเหล่านั้นเข้าถึงปรมัตถสัจจะเดียวกัน แต่จำเป็นต้องอธิบายสั่งสอนด้วยภาษาสมมติสัจจะของแต่ละท้องถิ่น จึงพยายามมองให้ทะลุเปลือกของแต่ละศาสนาเพื่อเข้าถึงแก่นร่วมของศาสนาต่าง ๆ โดยถือว่านั่นคือปรมัตถสัจจะร่วมของศาสดาทั้งหลาย ส่วนที่เป็นแก่นที่ได้จากการศึกษาในทำนองนี้เรียกได้ว่าความหมายระดับลึกกว่าเช่นกัน

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s