ความสุขกับกระบวนทรรศน์5

ความสุขกับกระบวนทรรศน์5

พ.อ.ดร.ไชยเดช แก่นแก้ว

ความสุขสามารถตีความได้ด้วยกระบวนทรรศน์ปรัชญาทั้ง 5 เพื่อเข้าใจแก่นสาระหลักร่วมกัน รวมทั้งคำอธิบายชี้แจงให้ความชอบธรรมแก่คำตอบที่น่าพอใจ ทำให้สามารถเข้าถึงความเชื่อพื้นฐานที่มีในจิตใจของมนุษย์ในแต่ละกระบวนทรรศน์ และเชิญชวนให้เจตจำนงตัดสินใจตามกระบวนทรรศน์หลักของผู้อ่าน ได้แก่

  1. กระบวนทรรศน์ยุคดึกดำบรรพ์

กระบวนทรรศน์ยุคดึกดำบรรพ์ (Primitive Paradigm) กระบวนทรรศน์นี้เกิดมาพร้อมกับมนุษย์ดึกดำบรรพ์ในระดับที่เรียกได้ว่าเป็นมนุษย์ จึงสันนิษฐานได้ว่า ปรัชญาดึกดำบรรพ์มีมาไม่ต่ำกว่า 2 ล้านปี มนุษย์ในยุคนี้รู้จักคิด มีสมรรถนะคิดในระดับแรกเริ่มความเป็นมนุษย์ การดำรงชีวิตต้องสอดคล้องตามธรรมชาติ ย่อมพบเจอภัยธรรมชาติต่างๆ หากเป็นสัตว์เดรัจฉานเมื่อประสบภัยก็หนีเอาตัวรอดโดยสัญชาตญาณแห่งความกลัว เมื่อหายกลัวแล้วก็จบ ย่อมไม่เกิดความกังวลใจใดๆ แต่มนุษย์เมื่อมีความกลัวภัยก็จะหนีโดยสัญชาตญาณเช่นเดียวกับสัตว์ หลังจากหนีภัยมาแล้วหลายครั้งในยามที่จิตใจสงบ ก็คงจะคิดคำนึงตรึกตรองถึงเหตุการณ์ที่ผ่านๆ มา และคงอยากจะมีความปลอดภัยมากขึ้น ปัญญาของมนุษย์ยุคนี้จึงได้ชี้ให้เกิดปัญหาถามตัวเองว่าภัยธรรมชาติมาจากไหน แก้ไขได้อย่างไร จากนั้นก็ครุ่นคิดคำตอบและในบรรดาคำตอบที่เป็นไปได้ทั้งหลายนั้น พวกเขาดูเหมือนจะเห็นพ้องต้องกันเป็นเอกฉันท์และพอใจกับคำตอบว่าภัยธรรมชาติรวมทั้งเหตุการณ์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นรอบตัวล้วนเป็นไปด้วยฤทธิ์อำนาจลึกลับในธรรมชาติ ซึ่งพวกเขาคงไม่เข้าใจชัดเจนว่าเป็นอะไร แต่เชื่อว่ามีแฝงอยู่ในธรรมชาติ และพวกเขามองไม่เห็น พวกเขาจึงพร้อมใจกันเชื่อว่าจะพ้นภัยธรรมชาติได้หากเอาใจหรือตอบสนองความต้องการของอำนาจลึกลับดังกล่าวได้อย่างถูกต้อง

อุดมการณ์ที่สูงสุดในระยะนี้คือการทำตามประเพณี ห้ามทำผิดประเพณี ประเพณีเป็นมาตรฐานการตัดสินการกระทำทุกอย่าง รูปแบบของการดำเนินชีวิตจึงเน้นเรื่องความปลอดภัย ยุคดึกดำบรรพ์จึงเชื่อว่าเอกภพไม่มีกฎเกณฑ์  ซึ่งถือเป็นปรัชญาบริสุทธิ์ของพวกเขาและเป็นตัวกำหนดให้เขาพอใจกับคำตอบที่ได้ และไม่สนใจค้นคว้ากฎเกณฑ์ของโลกเพราะพวกเขาเชื่อว่าไม่มี แต่ทุ่มเทความสามารถทุกอย่างเพื่อค้นคว้าหาสิ่งที่มี คือรู้ใจและเอาใจอำนาจลึกลับ มนุษย์จำเป็นต้องแสวงหาที่พึ่งเพื่อความอยู่รอดและดำรงเผ่าพันธุ์ของตนเอง แต่ไม่สามารถหาคำตอบให้ตัวเองได้ จึงเกิดความเชื่อว่าพระเจ้าเป็นผู้บันดาลให้เกิดอันตรายต่างๆ การแก้ปัญหายึดน้ำพระทัยของเบื้องบนเป็นหลักการปฏิบัติและแก้ปัญหาต้องทำให้ถูกน้ำพระทัยของเบื้องบน นั่นคือการปฏิบัติใดๆ ต้องกระทำให้ถูกน้ำพระทัยเบื้องบนให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เมื่อเบื้องบนถูกพระทัยย่อมประทานความสุขมาให้ หากเบื้องบนไม่พอพระทัยก็จะลงโทษให้เราต้องได้รับทุกข์ ทั้งนี้การปฏิบัติได้ถูกน้ำพระทัยถือเป็นการทำความดีบนโลกนี้ไว้แล้วโลกหน้าก็ย่อมจะดีตามไปเอง เช่น การเซ่นบวงสรวงบูชาเพื่อเอาใจเทพเจ้าโดยหวังผลดีงามว่าเทพเจ้าจะบันดาล เช่น การอ้อนวอนบวงสรวงเพื่อร้องขอให้เทพเจ้าพอพระทัย ท่านจะได้ดลบันดาลให้ประสบกับสิ่งที่ตนเองต้องการ หรือทางการเมืองยังมีกลุ่มคนบางกลุ่มได้มีความพยายามอ้อนวอนร้องขอให้ผู้มีอำนาจเบื้องบน เพื่อขอร้องให้ท่านลงมาช่วยเหลือมนุษย์ที่อยู่เบื้องล่าง แม้ยุคดึกดำบรรพ์ผ่านพ้นมาหลายพันปีแล้วก็ตาม ดังนั้น ความสุขจึงเป็นสิ่งที่ต้องรอเบื้องบนประทานให้เท่านั้น

  1. กระบวนทรรศน์ยุคโบราณ

กระบวนทรรศน์ยุคโบราณ (Ancient Paradigm) กระบวนทรรศน์นี้เชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างมีกฎเกณฑ์แน่นอนตายตัว ไม่มีกรณียกเว้นทั้งสิ้น โลกมีกฎเกณฑ์และมนุษย์ควรรู้กฎเกณฑ์เพื่อใช้แสวงหาความสุขบนโลก อุดมการณ์สูงสุดของคนยุคนี้ คือการทำตามกฎหมายที่ผู้มีอำนาจกำหนดไว้ และห้ามผิดกฎหมาย รูปแบบการดำเนินชีวิตแสวงหากฎเกณฑ์ คือการยึดเอากฎของโลกเป็นหลัก เพราะเชื่อว่าความสำเร็จอยู่ที่การกระทำตามกฎของโลกเป็นสำคัญ จึงต้องพยายามค้นคว้าให้รู้กฎของโลกและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด แม้จะไม่เข้าใจเหตุผลก็ไม่เป็นไร ถ้าทำแล้วได้ผลก็ให้ปฏิบัติตามนั้น ในการนับถือศาสนาก็เช่นกัน เชื่อว่าเทพเจ้าทั้งหลายล้วนแต่ต้องเดินตามกฎ และช่วยมนุษย์ตามกฎของโลก พวกเขาเชื่อว่าโลกหรือเอกภพมีกฎในตัวเอง จึงเรียกว่า “จักรวาล” (cosmos)

เธลิส  (Thales ก.ค.ศ. 640-545) เป็นคนแรกที่คิดว่าโลกมีกฎเกณฑ์ในตัวของมันเอง  เมื่อเชื่อว่าโลกมีกฎเกณฑ์ เกิดแนวคิดสำคัญว่ามนุษย์ควรรู้กฎเกณฑ์เพื่อแสวงหาความสุขในโลกนี้ ผู้มีปรัชญาแบบนี้จะทุ่มเททรัพยากรเพื่อความสุขในโลกนี้ ดังปรากฏว่าชาวกรีกและชาวโรมันพากันสร้างวังใหญ่โต โรงละครใหญ่โตเพื่อชื่อเสียงและความเจริญตาเจริญใจของมนุษย์ โดยไม่ได้สนใจถึงการสร้างความสุขในโลกหน้า  แนวคิดทั้งหลายเป็นไปในแนวทางของการวางวิถีการดำเนินชีวิตในแต่ละวัน มิได้หากินเพื่อเอาชีวิตรอดไปวันๆ เท่านั้น มนุษย์เริ่มมีการตั้งกฎในการอยู่ร่วมกัน ด้วยกระบวนทรรศน์นี้มนุษย์ได้พยายามแสวงหากฎของโลก แสวงหากฎความจริง โดยเชื่อมั่นว่าความเป็นจริงนั้นยังคงดำรงอยู่เหมือนเดิมไม่เปลี่ยนค่า ตามความเห็นของมนุษย์ไปแต่อย่างใด มนุษย์แต่ละคนเป็นมาตรการวัดทุกอย่าง การวัดความดี ความชั่ว จึงเป็นเรื่องสมมติ      สิ่งใดดีก็ดีเฉพาะคนนั้น ไม่จำเป็นต้องดีสำหรับทุกคน แต่มีมาตรการสากลอยู่จริง มนุษย์ทุกคนสามารถคิดตรงกันได้ถ้าขจัดกิเลสและอคติออกจากจิตใจ ความดีและความชั่วเป็นสิ่งที่มีอยู่จริง สิ่งที่ดีจะดีตลอดไป แม้มนุษย์เห็นว่าไม่ดีก็ตาม มาตรการสากลอยู่จริง คือความรู้ที่ได้จากปัญญาและเหตุผลเป็นความรู้อันเป็นลักษณะร่วมที่สิ่งต่างๆ ตรงกัน แบบหรือสิ่งสากลเป็นมาตรการความจริงสำหรับวัดทุกสิ่งในจักรวาล

ปลายยุคโบราณมีปัญหาน่าสนใจว่าควรปฏิบัติตนอย่างไรจึงมีความสุขที่สุด มีสองแนวทางคำตอบ คือแนวทางความสุขในโลกหน้า เป็นกลุ่มศาสนาที่มีอยู่ร่วมสมัยที่เชื่อว่าจุดหมายของชีวิตไม่ได้อยู่ที่โลกปัจจุบันหรือชาตินี้  แต่อยู่ที่โลกหน้าหรือชาติหน้าหรือโลกของพระเจ้า      การใช้ชีวิตในโลกนี้เป็นเพียงการเตรียมตัว ปฏิบัติตนในทางที่ดี เพื่อเข้าสู่ความสุขที่แท้ในโลกหน้า และกลุ่มหาความสุขในโลกนี้ ที่เชื่อว่าความกลัวเป็นสาเหตุของความทุกข์ โลก จักรวาล และชีวิตมนุษย์เป็นระบบกลไก ไม่มีโลกหน้า ไม่มีการเวียนว่ายตายเกิด ชีวิตนี้สำคัญที่สุด จึงแสวงหาความสุขให้มากและรอบคอบที่สุด กระบวนทรรศน์นี้ยังคงยึดกฎและกติกาของโลก คือทุกสิ่งทุกอย่างถ้าทำสิ่งใดย่อมต้องมีกฎเกณฑ์ทั้งการงานหรือการดำเนินชีวิตต้องเดินตามกฎและรักษากติกามากที่สุด ซึ่งสืบทอดมาสู่สังคมปัจจุบันให้มีระบบกฎหมายเพื่อคอยควบคุมผู้คนในสังคมให้เป็นไปตามกติกา หากประเทศใดไม่มีกฎหมายความวุ่นวายย่อมตามมา ต่อมากลุ่มแรกได้มีอิทธิพลสูงขึ้นและมีอิทธิพลอย่างมากต่อยุโรปในยุคกลาง

  1. กระบวนทรรศน์ยุคกลาง

กระบวนทรรศน์ยุคกลาง (Medieval Paradigm) กระบวนทรรศน์นี้เชื่อว่าโลกมีกฎเกณฑ์ แต่กฎเกณฑ์ไม่อาจให้ความสุขแท้ (authentic happiness) แก่มนุษย์ได้ เห็นว่าความสุขในโลกนี้ล้วนเป็นความสุขไม่แท้ จึงชี้ชวนเอาความสุขโลกหน้าเป็นหลัก เพราะเห็นว่าแม้จะรู้กฎทุกกฎของโลกและปฏิบัติตามอย่างไม่บกพร่องก็อาจไม่บรรลุความสุขแท้  ทั้งนี้ก็เพราะความสุขในโลกนี้ไม่สมบูรณ์แบบและไม่ถาวร ความสุขแท้และถาวรมีอยู่แต่ในโลกหน้าเท่านั้น ดังนั้นมนุษย์จำต้องใช้ชีวิตอันจำกัดและแสนสั้นในโลกนี้เพื่อแสวงหาความสุขแท้ถาวรในโลกหน้า อุดมการณ์สูงสุดคนยุคนี้คือ มโนธรรมที่ได้รับจากศาสนา ห้ามผิดหลักธรรมของศาสนา แนวคิดเกี่ยวกับจึงศาสนามีอิทธิพลต่อชีวิต เนื่องจากมีการปกครองด้วยระบบศักดินาสวามิภักดิ์ คนส่วนใหญ่ในสังคมมีความรู้สึกว่าตนเองถูกกดขี่ข่มเหงและถูกเอารัดเอาเปรียบ รู้สึกสิ้นหวังกับชีวิตจึงมุ่งหันหน้าเข้าหาศาสนา ความคิดเช่นนั้นทำให้ผู้มีกระบวนทรรศน์นี้พากันสละโลกไปบำเพ็ญพรตกันมาก พบได้ในทุกศาสนาในยุคกลาง ศาสนสถานจึงสร้างกันใหญ่โตโดยไม่หวังผลประโยชน์ในโลกนี้ มนุษย์มีความเกรงกลัวต่อบาปมากขึ้น มีคุณธรรม และยึดหลักในศีลธรรมศาสนาของตนมากขึ้น

แต่การยึดมั่นถือมั่นต่อโลกหน้าทำให้มนุษย์ไม่มีความสนใจที่จะประกอบอาชีพสร้างฐานะครอบครัว สังคม และประเทศชาติ เขายอมรับสภาพที่มีและเพียรทำดีเพื่อโลกหน้า โดยมีศาสนาเพื่อใช้ยึดเหนี่ยวจิตใจ ยึดเอาความสุขในโลกหน้าเป็นสำคัญ โลกนี้จะอยู่อย่างไรไม่ค่อยเน้นความสำคัญมากนัก แต่มุ่งปฏิบัติเพื่อผลของโลกหน้า เช่น การบำเพ็ญพรต การทรมานตนของนักบวช ถึงแม้บางคนจะพิการ ก็ไม่ได้มีความทุกข์เดือดร้อนใจแต่ประการใด ยังคงมุ่งหน้าตั้งตาทำบุญ ทำความดีเพื่อที่จะได้รับผลคือ ความสุขในชาติหน้า

  1. กระบวนทรรศน์นวยุค

กระบวนทรรศน์นวยุค (Modern Paradigm) กระบวนทรรศน์นี้เห็นว่าวิวัฒนาการทางวิทยาศาสตร์เจริญขึ้น วิธีการทางวิทยาศาสตร์จึงเป็นหนทางนำไปพบกฎของโลก มนุษย์หวังว่าวิทยาศาสตร์จะสามารถแก้ปัญหาทุกอย่างของมนุษย์ได้ วิธีการทางวิทยาศาสตร์เป็นทางที่จะสร้างความสุขในโลกนี้  เริ่มตั้งแต่ประมาณ ค.ศ. 1600  โดยวิทยาศาสตร์พบวิถีที่แน่ชัดของตน จนเป็นที่คาดหวังว่าวิทยาศาสตร์จะแก้ปัญหาทุกอย่างของมนุษย์ได้ ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์จะทำให้ในวันหนึ่งสามารถสร้างยาที่รักษาโรคได้ทุกชนิด อาจขจัดความตายและความชราภาพ วิธีการวิทยาศาสตร์จะช่วยวางระเบียบสังคมให้มนุษย์ได้แบ่งสันปันส่วนความสุขกันอย่างยุติธรรม แต่ละคนได้แบ่งส่วนการทำงานแต่น้อยที่สุด และใช้เวลาส่วนที่เหลือส่วนใหญ่หาความบันเทิงอย่างไร้กังวลและความกังวลใด ๆ ทั้งสิ้น และสามารถสร้างโลกนี้ให้เป็นดั่งสวรรค์ได้โดยไม่ต้องหวังพึ่งโลกหน้าอย่างกระบวนทรรศน์ยุคกลาง

ผู้ยึดถือปรัชญาแบบนวยุคสนใจวิธีการคิดกับวิธีการหาความรู้ที่แท้จริง พร้อมจะทุ่มเททุกอย่างเพื่อผลักดันการค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์ให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว  ในทางวิชาการวิธีการทางวิทยาศาสตร์เป็นสื่อกลางให้นักวิชาการต่างๆ ร่วมกันได้ดีมาก เพราะวิธีการวิทยาศาสตร์สามารถแสดงให้เห็นได้ทันตา เห็นว่าอย่างไรให้ได้ผลสูงสุด ทุกคนก็สนใจอย่างนั้นจนกว่าจะพบอย่างอื่นที่ให้ผลมากกว่าอย่างชัดเจน

อุดมการณ์สำคัญคือ การทำอะไรต้องอ้างอิงว่ามีเหตุผล จะตัดสินใจอะไรต้องด้วยเหตุผล รูปแบบของการดำเนินชีวิตเน้นความสงบสุขในสังคม มีความเชื่อว่าโลกมีกฎเกณฑ์ แต่สามารถพิสูจน์ได้ด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ มีการคิดค้นสิ่งประดิษฐ์ขึ้นมากมายเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับมนุษย์ จนแทบกล่าวว่าความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์สามารถแก้ปัญหาทุกอย่างของมนุษย์ได้

  1. กระบวนทรรศน์หลังนวยุค

กระบวนทรรศน์หลังนวยุค (Postmodern Paradigm) นักปรัชญาอิมมานุเอล  คานท์ (Immanuel Kant, 1724-1804) ได้เสนอความคิดไว้ว่า อย่าหลงใหลวิทยาศาสตร์ เพราะวิทยาศาสตร์มิได้ให้ความจริง วิทยาศาสตร์ให้เพียงสิ่งที่เป็นประโยชน์ เราต้องใช้วิทยาศาสตร์เพื่อรับใช้มนุษย์ในขอบข่ายของศีลธรรมและศาสนา ซึ่งจะต้องอาศัยความสำนึกร่วมของมนุษยชาติเป็นเกณฑ์ ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ทำให้มีการพัฒนาการใช้เครื่องจักรกลในกระบวนการผลิต มีการแข่งขัน การแก่งแย่งชิงดีชิงเด่น ร่วมกันกับการเรียกร้องเรื่องสิทธิเสรีภาพ ทำให้เกิดความไม่ไว้วางใจกัน ซึ่งล้วนเป็นมีประเด็นเอื้อให้เกิดสงครามต่อกัน คือบ่อเกิดแห่งความยึดมั่นถือมั่น จนกระทั่งนำไปสู่การแบ่งพรรคแบ่งพวก การทำลายกัน สุดท้ายเกิดสงครามโลกถึง 2 ครั้ง จึงมีผู้เริ่มเกิดความสงสัยวิทยาศาสตร์ว่าจะมีประโยชน์อย่างเดียวจริงหรือ เพราะแม้ว่าวิทยาศาสตร์จะสร้างสวรรค์ในโลกมนุษย์ได้นั้น แต่สามารถทำลายและสร้างความหายนะให้มนุษย์ได้เช่นกัน กระบวนทรรศน์หลังนวยุคพยายามแก้จุดบกพร่องของกระบวนทรรศน์ก่อนหน้านี้ สิ่งใดดีของกระบวนทรรศน์ใดก็นำมาใช้ปรับปรุงพัฒนาให้เหมาะสมกับสถานการณ์ไปเรื่อยๆ มองวิทยาศาสตร์ว่าเป็นเครื่องมือรับใช้มนุษย์ และเป็นดาบสองคม มนุษย์ผู้เป็นนายต้องใช้วิทยาศาสตร์อย่างระมัดระวัง หลังนวยุคเน้นขจัดความยึดมั่นถือมั่น (attachment) ของกระบวนทรรศน์นวยุค เก็บส่วนดีจากทุกทางมาใช้  นิยมทางสายกลาง ประนีประนอมระหว่างเป้าหมายกับวิถี เช่น กระแสโลกาภิวัตน์ (globalization) เน้นความก้าวหน้าในด้านวัตถุ แต่ก็เน้นอัตถิภาวนิยม (existentialism) โดยเฉพาะที่ส่งเสริมศักดิ์ศรีของมนุษย์ให้เท่าเทียมกัน และคุณค่าของความเป็นมนุษย์ให้มีความสุขจากการมีเสรีภาพในการเลือกในระดับปัจเจกบุคคล

การไม่ยึดมั่นในทฤษฎีตายตัว ความคิดใดเมื่อนำไปปฏิบัติแล้วเกิดประโยชน์ให้ถือว่าจริง ถ้าไม่เกิดประโยชน์ถือว่าเท็จ และนำแนวทางภาษาวิเคราะห์ เพื่อนำเสนอให้ยุติปัญหาความขัดแย้ง กระบวนทรรศน์นี้มุ่งเป้าหมายเดียวกันคือ สันติภาพโลก และการอยู่ร่วมอย่างเอื้ออาทรต่อกันระหว่างมวลมนุษย์บนพื้นฐานแห่งการเคารพศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ เสนอให้มนุษย์หันมองดูตัวเองและสร้างเสรีภาพแท้จริง คือมีโอกาสเลือกและมีความรับผิดชอบต่อสังคม มีความเป็นอิสระในทางความคิดตัวเราสามารถเป็นตัวเองอย่างที่ใจปรารถนา เมื่อมีเสรีภาพแล้วย่อมต้องมาพร้อมกับความรับผิดชอบ มีรูปแบบดำเนินชีวิต เน้นคิดใหม่ทำใหม่ให้เกิดการพัฒนา และแสวงหาความรู้เพื่อแนวทางใหม่ในการดำเนินชีวิตที่ดี

กระบวนทรรศน์หลังนวยุคเน้นสมรรถนะคิด การดำเนินการใดๆ จะต้องเต็มไปได้พลังแห่งหลังนวยุคที่ประกอบด้วยพลัง 4 ประการ (กีรติ บุญเจือ, 2556, หน้า 74) คือ

1) สร้างสรรค์ (creativity) การคิดหรือทำสิ่งใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน เป็นการเพิ่มความก้าวหน้าแก่มนุษยชาติ เปิดโอกาสให้มีการประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์โดยทั่วไป แต่ถ้าเกิดโทษก็ต้องการการปรับตัว

2) การปรับตัว (adaptivity) การดัดแปลงการประยุกต์ใช้ให้เป็นคุณปราศจากโทษ หรือดัดแปลงโทษให้เป็นคุณ

3) การร่วมมือ (collaboration) การร่วมมือทำให้เกิดผลลัพธ์ที่เกินความคาดหมายต่างๆ และเป็นความปรองดองสามัคคีกันของกลุ่มชนนั้นๆ

4) การแสวงหา (requisitivitiy) ปัญญาของมนุษย์มีศักยภาพที่จะคิดเข้าใจถึงโลก จึงต้องการเพิ่มคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นไปเรื่อยๆ

การพัฒนาย่อมเดินหน้าไปด้วยพลังของการสร้างสรรค์ ปรับตัว ร่วมมือและแสวงหา  มนุษย์เราได้ใช้พลังสร้างสรรค์เพื่อสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ที่ได้สร้างประโยชน์มากมาย แต่ก็สร้างสิ่งที่เป็นโทษซึ่งสามารถทำลายทุกสิ่งทุกอย่างได้จนถึงขั้นพบว่า หากสร้างสรรค์ต่อไปโดยไม่มีการปรับตัว พลังสร้างสรรค์อันตาบอดนั้นอาจจะทำลายมนุษยชาติลงเสียอย่างสิ้นเชิง มนุษย์ได้พัฒนาพลังปรับตัวขึ้นแก้ปัญหา นั่นคือใช้วิจารณญาณตามกระบวนทรรศน์หลังนวยุคในการแก้ปัญหาต่างๆ โดยมีขั้นตอนของการวิเคราะห์และการประเมินค่าเป็นส่วนสำคัญ  เมื่อปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้วย่อมก่อให้เกิดความรับผิดชอบในการปฏิบัตินั้น การปรับตัวจึงเป็นส่วนสำคัญเพื่อควบคุมการสร้างสรรค์ให้ถูกนำไปปฏิบัติอย่างปลอดภัยและเกิดคุณประโยชน์ต่อสังคมโลก และไม่เป็นการสกัดกั้นการสร้างสรรค์เพราะกลัวอันตราย  พลังการแสวงหาช่วยกระตุ้นให้มนุษย์ไม่พอใจแต่เพียงเท่าที่มี  พลังแสวงหาอย่างพอเพียงทำให้ มนุษย์เราต้องการปัจจัย 4 เพื่อการดำรงชีพ คือ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค เมื่อยังมีไม่ครบก็ดิ้นรนแสวงหาให้ครบ ครั้นได้ครบแล้วก็ยังไม่รู้สึกอิ่มใจ เกิดความรู้สึกว่ายังต้องการอะไรที่สูงกว่าวัตถุเหล่านี้และมนุษย์จึงจะแสวงไปเรื่อยๆ จนกว่าจะพบสิ่งที่ต้องการ  เมื่อพบแล้วก็จะเกิดการแสวงหาสิ่งใหม่เรื่อยๆ ไป  ในที่สุดก็พบว่า มนุษย์เราหากต่างคนต่างสร้างสรรค์  ต่างคนต่างปรับตัว และต่างคนต่างแสวงหา  ก็นับว่าเจริญก้าวหน้าได้ดีอยู่ แต่ถ้ามนุษย์ไม่เรียนรู้ที่จะร่วมมือกัน  การแข่งขันซึ่งมาจากสัญชาตญาณดิบของมนุษย์ก็มักจะเกิดขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้  ดังปรากฏหลายครั้งในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติที่มนุษย์เราใช้พลังแสวงหาเพื่อทำร้ายและทำลายกันอย่างน่าเศร้าใจแทนที่จะใช้เพื่อส่งเสริมการทำดีแก่กันและกัน  ในกระแสแห่งการแข่งขันเพื่อตอบสนองการแสวงหาของตนเองนั้นต่างฝ่ายต่างก็มีอะไรสูญเสียไปไม่มากก็น้อย  แต่ถ้าหากมนุษย์ใช้พลังการปรับตัวมองเห็นความพอเพียงและหันมาร่วมมือกันอย่างบริสุทธิ์ใจ  มนุษย์ก็จะประสบความสำเร็จในการพัฒนาคุณภาพชีวิต  แนวโน้มของความร่วมมือนะดับชุมชน ท้องถิ่น เมือง ประเทศและระดับนานาชาติดูเหมือนจะก้าวหน้าและกว้างขวางขึ้นและลึกซึ้งขึ้นเรื่อยๆ

การพัฒนาที่เกิดจากความร่วมมือของฝ่ายต่างๆ เช่น ความร่วมมือจากฝ่ายรัฐบาล องค์กรเอกชน สถาบันต่างๆ และภาคประชาชน ย่อมจะเป็นการส่งเสริมพลังตามกระบวนทรรศน์ปรัชญาหลังนวยุคและการประยุกต์ใช้ในระดับต่างๆให้มุ่งไปข้างหน้าโดยเน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของมนุษยชาติต่อไปเพื่อเป็นคำตอบของการดำเนินชีวิตที่ดี  ในกระบวนทรรศน์หลังนวยุคนี้มีความสุขแท้ตามความเป็นจริง (Authentic happiness according to reality) ซึ่งเกิดจากการได้พัฒนาคุณภาพชีวิตไปเรื่อยๆ ไม่สิ้นสุด

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s