ปัญหาเรื่องความสุข

พ.อ. ดร.ไชยเดช แก่นแก้ว

แนวคิดของแอร์เริสทาทเถิล (Aristotle) ถามว่ามนุษย์ทำสิ่งต่างๆ ไปเพื่ออะไร คำตอบสุดท้ายย่อมได้แก่ความสุข (eudemonia)  การที่มนุษย์จะพัฒนาคุณภาพชีวิต ก็คือ การพัฒนาที่นำไปสู่ความสุข

ทั้งนี้ คำว่า ความสุข (happiness) มักจะมีผู้เข้าใจในความหมายที่ใกล้เคียงกันคือความเป็นอยู่ที่ดี (well-being) เมื่อเข้าใจดังนี้ มนุษย์ในฐานะสิ่งเป็นอยู่จึงย่อมต้องการที่จะมีความเป็นอยู่ที่ดี มีสุขภาพดี มีความสัมพันธ์ที่ดีกับคู่ชีวิต มีการดูแลจากลูกหลาน และมีความสำเร็จในการทำงานอาชีพ โดยกระแสคิดสำคัญเชิงจริยธรรมที่ได้รับการยอมรับและสั่งสอนสืบต่อกันนั้นสอนว่าเงินไม่ได้รับประกันความสุข แนวคิดนี้เชื่อได้ว่ามีอิทธิพลต่อความเชื่อเรื่องความสุขของมนุษย์

กระแสการแสวงหาความสุขมีทรรศนะหนึ่งว่ามนุษย์ในปัจจุบันนั้นต่างก็มั่นใจว่าถ้ามีเงินมากพอก็รับประกันความสุขเชิงสวัสดิภาพได้ (welfare) อันเป็นความสุขพื้นฐานตามสิทธิของความเป็นมนุษย์และเป็นฐานสำคัญของแนวคิดมนุษยนิยมที่แพร่หลายในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม ในทางปรัชญาชี้ว่าจะต้องพิจารณาความสุขนั้นให้ชัดแจ้ง เนื่องจากความสุขนั้นมีทั้งความสุขแท้ (authentic happiness) และความสุขไม่แท้ (inauthentic happiness) ซึ่งยังคงเป็นปัญหาอภิปรัชญาที่ยังถกเถียงกันได้ ดังเช่นที่ Amartya  Sen (1982) ได้ยกตัวอย่างถึงกรณีของภรรยาที่ถูกล้างสมองให้เชื่อว่าชีวิตที่ถูกจำกัดกั้นไว้ตามธรรมเนียมอินเดียนั้นเป็นชีวิตที่เหมาะสมแล้วสำหรับผู้หญิง ในเรื่อง “ภรรยาที่ไร้เกียรติและไร้ความกล้า” สตรีจึงควรมีความสุขกับชีวิตเช่นนั้นซึ่งกลายเป็นแนวคิดความพึงพอใจทั้งชีวิต (whole life satisfactionism) ย่อมสรุปได้ง่ายๆ ว่ามันเป็นชีวิตที่เป็นสุข และแนวคิดความสุขนิยม (eudaimonism) ย่อมเสนอให้ภรรยามีความสุขกับคุณภาพชีวิตเช่นนั้น เพราะคุณภาพชีวิตในระดับสวัสดิภาพนั้นเป็นความสุขแท้ที่จับต้องได้ หากแต่ความพึงพอใจแท้ที่ถูกบีบจำกัดไว้นั้นย่อมนำไปสู่ปัญหาได้เมื่อถูกนำมาเทียบกับแนวคิดรตินิยม (hedonism) ทั้งนี้แนวคิดความสุขนิยมย่อมยืนยันว่าการมีความสุขอย่างอัตโนมัติ (autonomously happy) ย่อมดีกว่าการที่จะไม่มีความสุขเลย (not to be happy at all)

อีกทั้งยังมีคำสอนเรื่องความสุข-ความทุกข์ของพระพุทธศาสนาที่เน้นการขจัดความทุกข์ด้วยหลักอริยสัจเป็นสำคัญ และมีการจำแนกความสุขเป็นโลกียสุข (worldly happiness) และโลกุตรสุข (transcendental happiness) ซึ่งคล้ายกันกับแนวคิดเรื่องความสุขแท้และความสุขไม่แท้ของกระแสปรัชญาตะวันตกเพื่อการเข้าใจความสุขแท้

มนุษย์โดยทั่วไปย่อมต้องการชีวิตที่มีความสุข เป็นอุดมคติของชีวิต ในทางปรัชญาได้มีการวิเคราะห์ความสุขไว้หลากหลาย หากแต่ในปัจจุบันกระแสมนุษยนิยมที่กระจายไปทั่วโลกได้ส่งเสริมว่า ความดีสูงสุดที่ควรแสวงหาและยึดถือเป็นอุดมคติของชีวิตนั้นมีมากมายหลายสิ่ง       ไม่ว่าจะเป็นความสุขกาย  ความสบายใจ  ปัญญาความรู้  ความหลุดพ้น การได้พักผ่อนและการได้ชื่นชมศิลปะ การมีเพื่อน การได้รับการยอมรับจากสังคม พื้นฐานของชีวิตอยู่ได้ด้วยวัตถุต้องตอบสนองความต้องการส่วนตน แต่ต้องควบคุมให้พอเหมาะ

มนุษย์วิวัฒนาการมาจากสัตว์  แต่คนกับสัตว์ต่างกันโดยคุณภาพ มนุษย์ได้มาจนถึงระดับหนึ่งที่สามารถลิ้มรสสิ่งต่างๆ ได้หลายสิ่งไม่ว่าจะเป็นอาหาร  เครื่องดื่ม  มีความชื่นชมกับประสบการณ์บางอย่างที่สัตว์อื่นทั่วไปไม่มี เช่น ศาสนา  ศีลธรรม  ศิลปะ  การผจญภัย  การใช้สติปัญญา ความรู้  การมีลูกหลานและเห็นความสำเร็จของเขา การสืบทอดชื่อเสียงและตระกูลให้ยาวนาน  สิ่งเหล่านี้มีคุณค่าในตัวเอง  ไม่มีอะไรฐานะสูงสุดกว่ากัน  คนที่มีชีวิตที่สมบูรณ์ คือคนที่พอใจในสิ่งต่างๆ เหล่านี้ และแสวงหาสิ่งต่างๆ ได้อย่างเหมาะสมกลมกลืน  ไม่มีความขัดแย้งหรือมีก็น้อยที่สุด

มนุษยนิยมยืนยันว่าความสุขของแต่ละคนไม่เหมือนกัน เพราะมันไม่มีมาตรฐานกลางหรือมาตรฐานสากล ความสุขจึงเป็นอัตวิสัย ความต้องการบางอย่างเช่น สุขภาพที่ดี  ชีวิตสมรสที่น่าพอใจและงานอาชีพที่ประสบผลสำเร็จ ได้รับความสนใจในฐานะปัจจัยแห่งความสุขและมีการส่งเสริมให้มนุษย์พัฒนาคุณภาพชีวิตในด้านเหล่านี้อย่างแข็งขัน

หากแต่ในมนุษย์ก็ยังสงสัยในความสุข ถ้าสิ่งเหล่านี้จำเป็นอย่างแท้จริงเพื่อจะมีความสุขแล้ว ผู้ที่มีสุขภาพไม่ดี ผู้ที่ไม่ได้มีชีวิตสมรสที่น่าพอใจคู่สมรสที่ไม่มีบุตร และผู้ที่ไม่ได้มีงานอาชีพที่ดีหรือประสบผลสำเร็จในอาชีพ  เขาเหล่านั้นควรต้องยอมรับความไม่สุขในชีวิตอย่างไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้จริงหรือ เพราะเมื่อขาดไปก็ย่อมจะต้องไม่มีความสุขอย่างแน่นอน แต่ในความเป็นจริง สิ่งเหล่านี้ไม่ได้สะท้อนออกมาเป็นความสุขแท้ของมนุษย์  มนุษย์ทุกคนต่างก็ต้องพบเจออุปสรรค ปัญหา ความทุกข์ ความสุข ความทุกข์ดำรงอยู่เพราะวิธีที่เรารับรู้สิ่งต่างๆ ในช่วงเวลาอันจำเพาะและจากทรรศนะอันจำเพาะ สิ่งสำคัญก็คือธรรมชาติแห่งความสุข ถ้าเข้าใจได้ว่ามันไม่เที่ยงแท้ และต้นเหตุของมันคือความยึดถือตนเองเป็นศูนย์กลาง มนุษย์จะมีความเป็นกลางต่อความสุข  แต่ด้วยสัญชาตญาณปัญญานั้นมนุษย์ทุกๆ คนก็หวังที่จะมีชีวิตที่เป็นสุขมากกว่าชีวิตที่มีเป็นทุกข์ ศาสนาทั้งหลายสอนว่าสุขหรือทุกข์ขึ้นอยู่กับตัวเราเอง ในทางวิชาการก็เน้นว่าอยู่บนพื้นฐานของมุมมอง ทัศนคติของแต่ละบุคคล เป็นเรื่องอัตวิสัยที่มนุษย์จะคิดและต้องการแสวงหาความสุขแก่ตนเองคนฉลาดก็สามารถแสวงหาความสุขด้วยวิธีการที่ฉลาด สามารถได้ความสุขกลับมาเป็นผลตอบแทนแห่งความพยายาม แต่คนไม่ฉลาด เขาก็แสวงหาความสุขด้วยวิธีการที่โง่เขลา ในหลายครั้งจึงได้รับความทุกข์มาแทน และมนุษย์ก็พยายามสอนคนอื่นว่าวิธีการแสวงหาความสุขของเขานั้นเป็นวิถีที่ถูกต้องดีงามแล้ว โดยแบ่งออกได้เป็น 2 วิธีคือ

  1. การเพิ่มสิ่งตอบสนองความต้องการให้ได้มากที่สุด
  2. การลดความต้องการลงมาให้เหลือน้อยที่สุด

คัมเบอร์แลนด์ (Richard Cumberland, 1631-1718) ได้เสนอแนวคิดที่ว่าความเป็นอยู่ที่ดีของเพื่อนมนุษย์นั้นสำคัญต่อการเสาะแสวงหาความสุขของเราเอง (pursuit of our own happiness)  ล็อก (John Locke, 1632-1704) ได้เสนอว่าความสมบูรณ์สูงสุดของธรรมชาติทางปัญญาอยู่ที่การแสวงหาความสุขที่แท้จริงและมั่นคงอย่างระมัดระวังและอย่างต่อเนื่อง วอลลาสตัน (William Wollaston, 1659-1724) อธิบายว่าการแสวงหาความสุขโดยการปฏิบัติตามหลักเหตุผลและความจริงเป็นนิยามที่ถูกต้องที่สุดของศาสนาธรรมชาติ เบอลามากี (Jean Jacques Burlamaqui, 1694-1748) นักรัฐศาสตร์ทฤษฎียกย่องการแสวงหาอันสูงส่งของความสุขที่แท้จริงและมั่นคงและ วิลล์ Gerry Will (1923-) นักประวัติศาสตร์วัฒนธรรมชี้ว่าการแสวงหาความสุขนั้นไม่ได้หมายถึงทรัพย์สินหรือความสุขส่วนบุคคลแต่เป็นความสุขของส่วนรวมในอีกด้านหนึ่ง ฮอฟเฟอร์ (Eric Hoffer, 1898-1983) นักปรัชญาทางสังคมได้ตั้งข้อสังเกตว่าการแสวงหาความสุขเป็นต้นเหตุสำคัญอย่างหนึ่งของการไม่มีความสุข (The search for happiness is one of the chief sources of unhappiness) ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการเสาะแสวงหาความสุขนั้นอาจเป็นเหตุให้เราไม่มีความสุข เช่น การสะสมเงินทองทรัพย์สิน การเป็น คนรวย การแสวงหาชื่อเสียงหรือการยอมรับการติดตามเป้าหมายทางการเมืองสังคมหรือเศรษฐกิจและในกระแสต่อต้านได้ส่งเสริมว่า  หากเพียงแต่เราเลิกพยายามที่จะมีความสุข เราก็จะมีความสุขได้พอสมควร

คนส่วนใหญ่ในโลกขณะนี้ต่างก็พากันไม่แน่ใจแล้วว่าอะไรกันแน่ที่จะทำให้มีความสุขมนุษย์ย่อมปรารถนาความเปลี่ยนแปลง หากว่าความเปลี่ยนแปลงนั้นอยู่ในอำนาจของมนุษย์เองหรือสอดคล้องกับความต้องการของมนุษย์เอง มนุษย์ต้องการสิ่งใหม่ ๆ อยู่เสมอ  แต่มนุษย์ไม่ต้องการการเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ไม่อาจคาดการณ์ได้ และต่างคิดถึงอนาคตด้วยใจที่เป็นทุกข์

ทรรศนะอันหลากหลายเกี่ยวข้องกับความสุขอย่างซับซ้อนและน่าที่จะศึกษาถกเถียงกันในเชิงอภิปรัชญาได้ต่อไปอย่างไม่สิ้นสุดยิ่งไปกว่านั้น คำถามที่สำคัญสำหรับมนุษย์ทุกคนที่พยายามขวนขวายหาความสุขที่สมดุลในแต่ละแบบก็คือ มนุษย์ควรให้น้ำหนักกับความสุขแท้แบบใดมากกว่ากันและการใช้เวลาไปกับวิถีชีวิตแบบใดที่จะทำให้มนุษย์ได้มาซึ่งความสุขแท้

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s