ประสบการณ์นำไปสู่การเรียนรู้

อ.ดร.รวิช ตาแก้ว

ประสบการณ์ชีวิตของบางคนเมื่อย้อนรำลึกถึงเหตุการณ์อาจไม่ส่งผลให้เกิดบทเรียนสำหรับการเรียนรู้ แต่บางเหตุการณ์อาจให้บทเรียนในการดำรงชีวิตอยู่ในปัจจุบันได้ว่าควรปฏิบัติตนอย่างไรในการดำรงชีวิตต่อไป

บางคนอาจยึดถือเอาเฉพาะความสะดวกความสบายจำเพาะตน หรือเป็นแบบอย่างการปฏิบัติตนให้แก่คนรุ่นหลังรับรู้ได้ว่าควรปฏิบัติตนอย่างไรให้คุณประโยชน์แก่คนรุ่นต่อไป  ด้วยเหตุนี้ความคิดในการดำรงชีวิตของบางคนจึงอาจไม่สำคัญพอ หากไม่ได้เรียนรู้อย่างต่อเนื่อง เพราะการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องนั้นจะสร้างประสบการณ์ในการรู้อย่างหลากหลาย มวลประสบการณ์เหล่านั้นทำให้รับรู้ได้ว่าเรื่องใดบ้างเคยผ่านการรู้มาแล้ว  แม้ว่าสถานการณ์และสิ่งแวดล้อมรอบข้างเปลี่ยนแปลงไป  แต่ผัสสะของผู้เรียนที่ได้ฝึกฝนและเรียนรู้มาอย่างดีและต่อเนื่องนั้นสามารถนำทักษะการใช้ผัสสะด้วยประสาททั้งห้ามาใช้ได้อย่างเชี่ยวชาญในแต่ละสถานการณ์อย่างเหมาะสม ทั้งนี้กระบวนการรับรู้ข้อมูลเป็นกระบวนการเบื้องต้นในการนำข้อมูลเข้าสู่กระบวนการคิดทำให้เกิดความคิดเป็นกระบวนการเช่นเดิม  ประสบการณ์และทักษะที่เฉียบไวจะรับรู้สิ่งที่ผ่านเข้ามาสู่ระบบผัสสะแล้วนำสู่กระบวนการคิดวิเคราะห์และสังเคราะห์ได้อย่างเป็นกระบวนการ

ด้วยเหตุนี้ประสบการณ์ชีวิตสำหรับบางคนอาจดูไร้ความหมาย แต่สำหรับบางคนมวลประสบการณ์ทั้งหมดล้วนเป็นช่องทางหนึ่งในการเรียนรู้อย่างไม่รู้จบ ดังนั้นสภาพปัญหาบางอย่างที่เกิดขึ้นในวัยเยาว์จึงยังคงเป็นปัญหาต่อไป ถ้าหากยังไม่ได้รับคำตอบที่ถูกใจสำหรับความอยากรู้ของบุคคลนั้น  ประสบการณ์ครั้งวัยเยาว์จนเติบใหญ่ที่สั่งสมมาเป็นประสบการณ์ประเด็นทางความคิดมีความหลากหลายในแง่มุมต่าง ๆ   ประสบการณ์บางส่วนเกี่ยวกับความงามและบางส่วนเกี่ยวกับความดี ยังคงเป็นปัญหาทางความคิดและความเชื่อที่ไม่สามารถหาคำตอบได้ชัดเจน  ดังนั้นประสบการณ์ตั้งแต่วัยเยาว์จนกระทั่งถึงปัจจุบัน จึงกลายเป็นประเด็นปัญหาที่ได้สั่งสมกันมาอย่างต่อเนื่อง และยังคงค้นหาคำตอบที่ต้องการอย่างเป็นระบบ

ดังเช่นตัวอย่างในวัยเด็ก ชีวิตเด็กบ้านนอกก่อนการเรียนหนังสือคือ การเลี้ยงวัวในท้องทุ่ง หน้าที่การเลี้ยงวัวจึงเป็นภารกิจที่ชอบมากที่สุดสำหรับชีวิตในวัยเยาว์ของเด็กบ้านนอกก่อนเข้าโรงเรียนเพื่อเรียนหนังสือ เพราะไม่ต้องคอยดูแลน้องอยู่ที่บ้าน อีกทั้งสามารถเที่ยวเล่นในท้องทุ่งบริเวณใกล้ ๆ วัวที่ตนเองเลี้ยง และที่ชอบมากกว่านั้นคือ ทุกครั้งที่ไปเลี้ยงวัวต้องต้อนวัวไปเข้าฝูงใหญ่ที่บรรดาบ้านเพื่อนเลี้ยงวัวแบบปล่อยทุ่งด้วยกัน  การปล่อยวัวให้หาหญ้ากินเองเป็นกลุ่ม ๆ  จึงเป็นวิธีการเลี้ยงวัวที่ปฏิบัติกันโดยทั่วไป คือการต้อนฝูงวัวไปในทุ่งนาที่มีหญ้ากำลังระบัดใบอ่อนๆ และผู้เลี้ยงทำหน้าที่เพียงคอยดูไม่ให้วัวเดินไปกินพืชไร่ที่ชาวบ้านปลูกไว้ วิธีแก้ปัญหาไม่ให้วัวกินพืชไร่ของเด็กเลี้ยงวัวอย่างง่ายที่สุดก็คือ ต้อนวัวไปให้ไกลจากพื้นที่ที่ปลูกพืชไร่  การต้อนวัวไปไกล ๆ นี้เองเป็นการสร้างประสบการณ์ในการเรียนรู้ในเบื้องต้น  เพราะในมุมมองของเด็กอายุ 5 -6 ขวบจะเห็นทุ่งนากว้างขวางสุดสายตาสุดขอบฟ้า  จึงต้องมองหาเส้นขอบฟ้าว่าไปสิ้นสุด ณ จุดใดของท้องทุ่ง  เมื่อเดินไปเรื่อย ๆ เส้นขอบฟ้าก็ขยายออกไปเรื่อย ๆ ไม่สิ้นสุด เมื่อเราเดินไปข้างหน้าเส้นขอบฟ้าก็จะขยายออกไป จุดนี้แหละคือจุดที่สร้างประสบการณ์การเรียนรู้ได้มากที่สุด  เพราะทำให้พบเห็นสิ่งต่าง ๆ มากมาย จนเกิดความสงสัยว่าเส้นขอบฟ้าจะหยุดอยู่ ณ จุดใดของขอบฟ้า อีกทั้งความงามที่พบเห็น ณ เส้นขอบฟ้านั้นเท่าที่ปรากฏให้เห็นในแต่ละครั้งมักไม่ซ้ำกันเลยในแต่ละวัน

เมื่อถึงเวลาเย็นต้อนวัวกลับบ้าน สิ่งที่พบเห็นในยามเย็นก็แตกต่างไปจากตอนเที่ยงและตอนเช้า  ประสบการณ์ที่พบมักเกิดความสงสัยว่าทำไมไม่เหมือนกัน คำตอบที่ได้ในเวลานั้นคือ แสงสว่างไม่เท่ากัน ส่วนคำตอบอื่น ๆ หาไม่ได้ และไม่รู้จะถามใคร  ถ้าถามก็คงไม่มีใครตอบ   บรรยากาศยามเย็นเวลาใกล้ค่ำหรือเวลาโพล้เพล้  สิ่งที่สัมผัสได้คือ ความเงียบสงบ บางวันมีกระแสลมเย็นพัดเบา ๆ แสงดวงอาทิตย์เมื่อเวลาตกดินมีสีแสงสวยงาม แดง ส้ม เหลือง ฟ้าอ่อน ฟ้าเข้ม น้ำเงินเข้ม เทา ดำ  ดังนั้นประสบการณ์ทุกครั้งที่มองดวงอาทิตย์ตกดินในยามเย็น วัวที่เลี้ยงมักไปกินพืชไร่ชาวบ้านบ่อยครั้ง  ด้วยเหตุนี้จึงแก้ปัญหาโดยนำเชือกด้านหนึ่งมาผูกวัวไว้แล้วปล่อยสายเชือกให้ยาวอีกด้านหนึ่งเพื่อคอยดึงจมูกบังคับวัวไม่ให้กินพืชไร่  เพราะทุกครั้งที่มองความสวยงามของดวงอาทิตย์ในเวลาเย็นนั้นต้องยืนมองครั้งละนาน ๆ จนบางครั้งความรู้สึกของข้าพเจ้าพบว่าสิ่งแวดล้อมรอบตัวเงียบสนิท แม้แต่เสียงตั๊กแตนกรีดขาเดินบนใบหญ้าหรือใบข้าวยังได้ยินเสียง

ประสบการณ์ที่สร้างความประทับใจในยามเย็นก็คือ แสงสีจากธรรมชาติบนท้องฟ้าที่สวยงามในยามเย็น ในช่วงเวลาที่ประสบเหตุการณ์นั้นยังเยาว์วัยไม่ได้เรียนหนังสือ แต่น่าแปลกใจที่สามารถรู้จักความงามได้  รู้จักว่าสวยงามเป็นอย่างไร ความรู้สึกที่รับรู้ได้และยังฝังแน่นอยู่ในส่วนลึกของความรู้สึกคือ ความงามในธรรมชาติช่างยิ่งใหญ่และสวยงามอย่างไม่เคยซ้ำกันเลยสักวัน

บางวันในเวลายามบ่ายเมื่อหลังฝนตกใหม่ ๆ เป็นวันที่อากาศแจ่มใส ท้องฟ้าสีครามสดใส สวยงาม วันนั้นเป็นที่น่าตื่นเต้นมากที่สุด เพราะเป็นวันที่สามารถมองได้ไกลสุดสายตา จึงต้องแอบไปยืนบนจอมปลวกหลังบ้านหรือไม่ก็ปีนขึ้นบนต้นไม้เพื่อจะได้มองไปทางทิศตะวันตก เพราะวันที่อากาศสดใสแสงในท้องฟ้าจะสะท้อนให้เห็นทิวทัศน์ได้ไกลสุดสายตา ซึ่งเป็นทิวเขาสลับซับซ้อนกันเป็นแนวยาวตั้งแต่ขอบฟ้าทิศเหนือยันทิศใต้ ทิวเขาสลับซับซ้อนต่อเนื่องกันสวยงามจริง ๆ

อีกเหตุการณ์หนึ่งคือแสงพระอาทิตย์ส่องทะลุผ่านก้อนเมฆใหญ่ ด้วยเหตุที่ชอบมองท้องฟ้า ทำให้มองเห็นเมฆเป็นประจำและทำให้เกิดความรู้ว่า เมฆในฤดูร้อนกับเมฆในฤดูฝนสวยงามแตกต่างกัน  เมฆฤดูร้อนปุยเมฆขาว  ขาวราวกับปุยนุ่นในความรู้สึกน่านอนเล่น ถ้าได้นอนบนก้อนเมฆคงจะนิ่มมากทีเดียว คำถามที่เกิดขึ้นก็คือเมฆลอยได้อย่างไร เมฆเป็นปุยได้อย่างไร เมฆฤดูฝน(เมฆฝน)เมื่อลอยมาเต็มท้องฟ้าแล้วฝนตก ทำไมฝนตกบางที่บางส่วนของท้องฟ้า และเมื่อหลังฝนตกถ้ามีแสงอาทิตย์ส่องทะลุก้อนเมฆเกิดเป็นลำแสงสาดส่องลงพื้นดินเป็นหย่อม ๆ นับเป็นช่วงจังหวะที่สวยงาม  ซึ่งแตกต่างกับเมฆในฤดูร้อน ทำไมเมฆฤดูฝนสวยงามอย่างประหลาด ทำไมเมฆสองฤดูแตกต่างกัน สวยงามเหมือนกัน แต่มีความงามที่แตกต่างกัน ขณะนั้นยังหาคำตอบไม่ได้ ไม่มีคนอธิบายหรือบอกเล่าให้ฟังว่าเป็นเพราะเหตุใด

ประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นเมื่อย้อนคิดกลับไปในช่วงเวลานั้นคือ วัยเด็กไม่ได้เรียนรู้เรื่องความงาม และไม่มีใครแนะนำให้รู้ว่าความงามเป็นอย่างไร แต่เด็ก ๆสามารถรับรู้ความงามจากธรรมชาติได้ว่า “งาม” เพราะเหตุใดจึงรู้ได้ว่าในธรรมชาติมีความงาม

นอกจากเรื่องความงามที่ได้รับรู้จากธรรมชาติแล้ว ยังมีอีกเรื่องหนึ่งคือความไพเราะของเสียงโดยเฉพาะเสียงเครื่องดนตรีจากการแสดงหนังตะลุงและมโนราห์  ซึ่งรวมทั้งเสียงขับร้องคำกลอนหนังตะลุง คำกลอนมโนราห์ และเพลงบอก ความไพเราะที่เกิดจากการใช้คำที่คล้องจองกัน  ซึ่งต่อมาเมื่อเรียนหนังสือจึงได้รู้ว่า เป็นความไพเราะที่เกิดจากการใช้คำสัมผัสคล้องจองกันตามรูปแบบของคำกลอน และจัดเป็นความงามประเภทหนึ่ง ซึ่งเป็นความงามในการใช้ภาษา

ประเด็นเรื่อง “ความดี” ที่รับรู้ได้ในขณะนั้นคือ ความดีในระดับความคิดของเด็กเลี้ยงวัวว่า การเลี้ยงวัวที่ดี คือจะต้องทำให้วัวอยู่ในกรอบที่ผู้เลี้ยงต้องการ อีกทั้งวัวต้องอ้วนพีสมบูรณ์ดี นี้คือการเลี้ยงวัวที่ดี หรือความดีของเด็กเลี้ยงวัว รวมทั้งเด็กที่ดี คือเด็กที่เชื่อฟังคำสั่งสอนของพ่อแม่

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s