FOMO

อ.ดร.เอนก สุวรรณบัณฑิต

FOMO มาจาก Fear of missing out เป็นศัพท์ที่ถูกเพิ่มใน Oxford English Dictionary ในปี 2013 หมายถึง สภาวะของจิตใจหรืออารมณ์เครียดที่เกิดจากความกลัวว่าจะพลาดสิ่งใดไป เป็นความวิตกกังวลอย่างแท้จริงที่เกิดจากส่วนของสมรรถภาพคิดเพื่อรำลึกถึงโอกาสที่อาจเกิดขึ้น  (a state of mental or emotional strain caused by the fear of missing out. an omnipresent anxiety brought on by our cognitive ability to recognize potential opportunities)

สังคมสารสนเทศส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในระดับต่างๆ ทุกช่วงวัยล้วนเห็นคุณประโยชน์ของอุปกรณ์สื่อสารและมีศักยภาพครอบครองอุปกรณ์สื่อสารได้ทั่วถึงจนทำให้เกิดปรับเปลี่ยนไปสู่กิจวัตรประจำของมนุษย์ กลายเป็นภาวะปกติใหม่ เมื่อพิจารณาจากปรัชญาเทคโนโลยีจะสะดุดคิดได้ว่า อุปกรณ์สื่อสารยังมีฐานะสิ่งรวมใจ (focal thing) คุณค่าอยู่ที่ตัวอุปกรณ์และฟังค์ชั่นหน้าที่ของมัน การใช้งานได้อย่างเต็มศักยภาพ การเชื่อมต่อที่รวดเร็วและการได้ข้อมูลข่าวสารได้เป็นคุณค่าที่ทุกคนแสวงหา แต่เมื่อเกิดภาวะสุดข้อก็นำมาสู่ภาวะ FOMO ซึ่งเกิดจากความรู้สึกวิตกกังวลของคนรุ่นใหม่ที่เสพติดการได้รับข้อมูลข่าวสารด้วยหลัก “จำนวนมากที่สุด รวดเร็วที่สุด” เมื่อไม่เกิดความต่อเนื่องตามหลักการนี้ก็จะเกิดความกลัวว่าตนจะตกข่าว การตกข่าวทำให้อาจสูญเสียโอกาสอันดีในบางด้านไปได้ เช่น พลาดการเป็นผู้นำหัวเรื่องในการพูดคุย หรือ การเป็นผู้ชี้นำเทรนด์ในการโพสต์ข้อความในสื่อโซเชียลต่างๆ ซึ่งการพลาดนี้ทำให้เกิดความไม่เป็นสุข (unhappiness) ผู้ที่มีภาวะนี้จะคุ้นชินกับความเป็นเกินจริง (hyper-reality) ที่เกิดจากสื่อโซเชียลเช่น facebook, twitter, instagram เป็นต้น โดยเกิดมายาของการได้รับข่าวสาร ความเชื่อถือในข่าวสารที่ได้จากโพสต์ต่างๆ ทำให้รู้สึกว่าเป็นความจำเป็นที่จะต้องติดตามข่าวสารอยู่ตลอดเวลา ข่าวสารในที่นี้นอกจากข่าวสารบ้านเมือง เนื้อหาที่ตนสนใจ ยังรวมไปถึงเรื่องราวของคนรู้จัก เพื่อนฝูง ครอบครัวอีกด้วย

FOMO ทำให้คนจะทำการออนไลน์เพื่อเช็คข้อมูลข่าวสารตั้งแต่ตื่นนอนจนถึงเข้านอน ใช้เวลาอยู่กับหน้าจอไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือนานหลายชั่วโมงต่อวัน หรือแทบจะตลอดเวลาที่ตื่นอยู่เพื่อตามข้อมูลข่าวสาร ไม่ใช่เพื่อการค้นหาข้อมูลเพื่อการทำงาน

ปัญหาที่ตามมาคือ คาบของความสนใจ (attention period) ผู้ที่มีภาวะ FOMO จะมีคาบของความสนใจสั้น เขาจะตามข่าวสารจนได้ข้อมูลเล็กน้อย ก็จะเลิกสนใจ โดยหันไปสนใจข่าวสารอื่นแทน ทำให้มีปริมาณข่าวสารที่ต้องรับรู้ในแต่ละวันจำนวนมาก

การออกจากภาวะ FOMO จึงมีแนวทางสำคัญคือ การเงยหน้าจากหน้าจอมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง การลุกจากที่นั่งไปเดินเล่น ออกกำลังกาย ใช้ชีวิตปกติกับครอบครัว เพื่อนสนิท (gratitude) โดยไม่ก้มหน้า (phubbing) ลงไปสู่หน้าจอ อาจค่อยๆ พัฒนาโดยทำเช่นนั้นจากนาที เป็นหลายนาที เป็นชั่วโมง เพื่อเพิ่มการกลับสู่โลกความเป็นจริงอย่างมีความสุข (happier) ในอีกด้านหนึ่งคือ การใช้หน้าจอในการทำงานจริง แสวงหาข้อมูลและสร้างงานเขียน จะทำให้การแสวงหาข้อมูลมีผลลัพธ์ในเชิงวัตถุวิสัย ความรู้สึกถึงความสำเร็จของชิ้นงาน (success) จะทำให้เกิดความสุขยาวนานต่อเนื่องไป  โดยจะช่วยลดโอกาสการเกิด FOMO ได้ไปทีละช่วงๆ

สำหรับการสร้างภูมิคุ้มกันต่อ FOMO นั้นจะต้องเพ่งตรงไปที่ภาวะการไม่รับรู้โลกภายนอกอย่างพอเพียง ภูมิคุ้มกันที่ต้องฝึกฝนคือ “การฟัง” ซึ่งจะต้องเข้าใจในฐานะกระบวนการรับรู้ของมนุษย์ มนุษย์จะรับมือความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ของโลกได้ก็ด้วยการมีความรู้อย่างพอเพียง ไม่ขาดแคลนจนกระทั่งไม่สามารถเข้าใจการเปลี่ยนแปลงและปรับตัวให้เข้ากับโลกได้ ทั้งนี้  การฟังเกิดขึ้นในระหว่างการพูดคุยกับคนอื่น คนในครอบครัว เพื่อนสนิท เพื่อนร่วมงาน และคนทั่วไป ซึ่งจะทำให้เราอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงได้

การฟังอย่างตั้งใจ (deep listening) จะทำให้เกิดการตั้งใจฟัง (attention) และจำแนกคำพูดของคู่สนทนาโดยไม่รีบด่วนสรุป (jump to conclusion) ซึ่งเป็นปัญหาอย่างสำคัญในการพูดคุยหรือกระบวนการกลุ่ม เพราะจะมีแต่ผู้พูดกับผู้รอจะพูดจนการเสวนาหรือการประชุมไม่ประสบความสำเร็จ ทั้งนี้ การฟังอย่างตั้งใจจะทำให้เราเข้าใจครอบฟ้า (Horizon) ของคน ๆ นั้นซึ่งแตกต่างกันกับคนอื่น มิใช่เพียงแค่การฟังให้รู้ความ แต่เป็นการฟังเชิงลึก การฟังด้วยใจและกำหนดว่า ณ ขณะนั้นมีเพียงผู้พูดที่อยู่ตรงหน้าเพียงคนเดียว โดยจะไม่ตีความ ตัดสิน ประเมินค่า หรือวินิจฉัยว่าถูกหรือผิด จะเป็นเพียงการฟังเพื่อฟังและอยู่กับปัจจุบันเท่านั้น การฟังจึงเป็นเครื่องมือสำหรับมนุษย์ในการทำความเข้าใจสิ่งแวดล้อม

อย่างไรก็ตาม มโนคติด้านสุนทรียสนทนา (dialogue) ของ Martin Buber ที่ได้แสดงไว้ในหนังสือ Knowledge of Man: selected essays ปี 1998 ได้ให้ความสำคัญกับการฟังยิ่งขึ้นโดยเห็นว่าการฟังอย่างแท้จริง (truly listen) ทำให้สิ่งเป็นอยู่ (being) ของผู้อื่นมีความเป็นปัจจุบัน

ปัญหาของวิถีการดำเนินชีวิตของมนุษย์และคุณค่าความเป็นมนุษย์ที่สูญหายไป เมื่อพิจารณาตามหลักการพัฒนาคุณภาพชีวิตของปรัชญาหลังนวยุคสายกลางแล้ว ย่อมมองได้ว่า กำลังนำไปสู่ผลร้ายของการสร้างสรรค์ ซึ่งหากมนุษย์ไม่ทำการปรับตัวให้เข้ากับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีดิจิทัลและยอมรับปัญหาที่มีอยู่จริง มนุษย์ก็ต้องใช้ทางเลือกอีกทางคือ การร่วมมือกันป้องกันและแก้ไขปัญหาที่มีอยู่นั้น โดยการแสวงหาระดับคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าให้ได้ โดยไม่โทษผิดต่อความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีดิจิทัลเพียงฝ่ายเดียว อันจะทำให้เกิดการร่วมมือกันอย่างแท้จริงจากทุกฝ่าย และนำไปสู่การรื้อฟื้นความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล การมีปฏิสัมพันธ์แบบพบปะกันแบบซึ่งหน้า (face to face) ที่จะนำไปสู่สังคมคุณภาพ ความเป็นจริงแท้ในการดำเนินชีวิตปกติย่อมนำไปสู่การมีความปกติสุขของมนุษย์ได้

 

 

 

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s