การเรียนการสอน

การเรียนการสอน

การเรียนการสอน

อ.ดร.เอนก สุวรรณบัณฑิต

การเรียนการสอนคืออะไร ต่างคนต่างก็พูดกันไป จริงๆ แล้วสนใจอะไร สนใจการเรียน หรือ สนใจการสอน จะเป็น education หรือ learning จะเอาคำไหนก็ต้องเลือกเสียก่อน แล้วค่อยพูดถึงคำนั้น ไม่ใช่พูดไปมั่วๆ เราต้องเชื่อมโยงให้ได้ว่าเรื่องที่เราพูดกับการเรียนการสอน มันอยู่ตรงไหนของกันและกัน เช่น พูดเรื่องโรงเรียน โรงเรียนเป็นการเรียน หรือ การสอน เราต้องรู้ก่อนว่า โรงเรียนเป็นผู้จัดให้มีการสอน นักเรียนเป็นผู้ไปเรียน การพูดถึงโรงเรียนต้องอยู่ในเรื่องของการสอน ไม่ใช่เรื่องของการเรียน เมื่อโรงเรียนมุ่งแข่งขันกันก็จัดการสอนเพื่อแข่งขัน การเรียนก็ต้องปรับตัวตาม นักเรียนก็ต้องเรียนเรื่องยากๆ เพื่อให้ได้เปรียบคู่แข่ง เราต้องรู้ความสัมพันธ์ของสิ่งที่เราสนใจ ไม่เช่นนั้น เราจะพูดเรื่องต่างๆ ไปเรื่อยๆ มันก็ใช่หมด แต่มันคือตัวไหนกันแน่ เราต้องหาจุดศูนย์กลาง หรือคำหลักที่เราจะคุยกันให้ชัดเจน

โรงเรียนเน้นการสอน ดังนั้นก็อยู่ที่ครู ว่าครูจะสอนอะไร แต่อีกฝ่ายก็บอกว่าจะต้องจัดการเรียนการสอนให้นักเรียนเป็นศูนย์กลาง เพราะฉะนั้นทั้งสองฝ่าย แนวทาง student center กับ teacher center ต่างก็สุดขั้วทั้งคู่ อันไหนจะดีกว่า ต่างก็เป็นปัญหาการศึกษาและปัญหาจริยศาสตร์ด้วย

ระบบการศึกษาเดิมเป็น teacher-student study relation มีครูสอน มีนักเรียนเรียน ต่อมามีการ syllabus core มีหลักสูตรเป็นแกน ครูสอนตามสาระของหลักสูตร นักเรียนก็เรียนตามหลักสูตร ในยุคสมัยใหม่กำหนดหลักสูตรไว้แน่นหนา คนสอนก็สอนเหนื่อย คนเรียนก็เรียนเหนื่อย และก็เกิดข้อคัดง้างว่า คนออกหลักสูตรล้วนแต่เป็นคนแก่ ไม่รู้เนื้อหาวิชาสมัยใหม่ โลกมันต้องเดินไปข้างหน้า ดังนั้น โลกจะต้องปรับจากระบบการศึกษา study ไปสู่โลกของการเรียนรู้ learning ใครเป็นผู้เรียน ก็นักเรียน ดังนั้นจึงเกิดระบบ student center เด็กรู้ไหมว่าตัวเองจะต้องเรียนอะไร เด็กรู้แค่ว่า ตัวเองต้องใช้วิชาไหนไปเรียนต่อหรือไปประกอบอาชีพ จึงเกิด selective syllabus เป็นการเรียนตามวิชาที่ตัวเองเลือก แต่เมื่อดำเนินหลักการนี้ต่อไป นักเรียนก็กลายเป็นเรียนไปเรื่อยๆ เรียนเยอะ ,มันไม่ใช่แค่เรียนในห้องเรียนแล้ว เพราะมันต้องใช้วิชาต่างๆ ก็เลยมีการปรับเป็น life long learning เป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิต จะเลิกเรียนแค่วัยเรียนไม่ได้ จึงเกิดแตกขั้วเป็น learner center กับ life long leaning

learner center ก็เรียนตามผู้เรียน ผู้เรียนเป็นเด็กก็เรียนวิชาที่เขาอยากเรียน ผู้เรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยก็เรียนวิชาที่เขาจะเอาไปใช้ในการทำงาน ผู้เรียนอยู่ในวัยทำงานต้องการวิชาอะไรก็ไปเรียนวิชานั้น ต้องใช้ภาษาอังกฤษก็ไปเรียนภาษาอังกฤษ

แต่ระบบการศึกษาภาคบังคับที่ใช้กัน เน้นการศึกษาในระดับเด็ก จึงเกิด child center  ในแนวคิดนี้ได้ตัดครูออกไป จึงไม่เหลือ student center ด้วย ให้เหลือแต่เด็ก เพราะระบบมันเหลือแต่แกนสาระวิชาแล้ว ระบบครูนักเรียนมันหายไปแล้ว แต่เด็กก็ยังต้องเรียน syllabus core คือ แกนสาระความรู้ และเนื่องจากเป็น child center เด็กจึงต้องเรียน selective core ด้วย ครูมีหน้าที่จัดให้ตามที่เด็กต้องการ ครูเป็น learning guidance ครูเป็นผู้ชี้ ครูไม่ต้องสอนอะไรอีก ครูเป็นเพียงไกด์นำเที่ยวในวิชานั้น ชี้ให้ดูว่าวิชานี้ต้องดูอะไร อ่านหนังสืออะไร เตรียมสื่อการสอน เพราะว่าเด็กพัฒนาความรู้ได้เอง เพราะว่ามีคนต่อต้านว่าครูเรียนรู้ความรู้โบราณแล้วเอาความรู้โบราณมาสอนเด็ก ดังนั้น ในระบบนี้จึงให้ครูเป็นแค่ผู้ชี้วิชาเท่านั้น

แต่ประเด็นสำคัญคือ ครูที่เป็น talented teacher ครูที่เรียนเก่งมาก่อน เป็นครูฉลาดหายไปไหน ครูเหล่านี้กลายมาเป็นผู้ออกแบบสาระวิชา แต่ครูเหล่านี้ที่ไม่อยากไปออกแบบการเรียนการสอน ต้องการแค่สอนเท่านั้น เขาไปทำอะไร เขาก็ออกไปเป็นครูสอนพิเศษ เปิดโรงเรียนกวดวิชา ระบบโรงเรียนปกติทำให้การสอนบรรยายดูเหมือนจะล้าสมัย ต้องสอนผ่านสื่อต่างๆ นะ แต่ครูที่เก่งที่ชอบบรรยายล่ะ เขาก็จะไม่อยู่ในโรงเรียน แต่ไปดูโรงเรียนกวดวิชาซิ ส่วนใหญ่สอนบรรยายทั้งนั้น แต่สอนได้ดีกว่า เพราะครูสอนได้เก่งไง

ระบบ teacher-student นั้น ครูเป็น talent และเป็น role model ให้แก่นักเรียน แต่เมื่อไปเจอครูไม่ดี ก็ทำให้นักเรียนเกลียดครู ต่างประเทศเจอปัญหาก็เปลี่ยน เมืองไทยก็เปลี่ยนตาม เมืองนอกจ่ายค่าจ้างครูแพงก็ยังดึง talent teacher เอาไว้ได้ ครูก็ไปทำสื่อการสอน ไปเขียนตำราเรียน ไปเรียนการทำกิจกรรมกลุ่ม เพื่อเอามาใช้ช่วยในการสอน ให้เด็กมีบรรยากาศที่ดีในการเรียน แต่เมืองไทยเงินเดือนครูมันน้อย ก็ดึงเอาไว้ไม่ได้ เหลือแต่ครูที่ทำหน้าที่เป็นไกด์ ครูก็แค่ชี้ๆ ว่าต้องรู้อะไร เด็กต้องรับผิดชอบเอง เหมือนต้นระบบที่มาจากอเมริกา ที่เด็กนักเรียนมีความรับผิดชอบอ่านมา มีอะไรสงสัยก็มาถาม ครูก็ค่อยบอก ค่อยตอบ ค่อยชี้ว่าต้องไปอ่านหนังสืออะไรต่อ หรืออ่านอะไรเพิ่มเติม ครูจึงมีการปรับจาก lecturer ไปเป็น instructor  แต่ในยุโรปยังมี lecturer อีกเยอะ เพราะว่าครูยังอ่านหนังสือเยอะ สิ่งที่ดีคือ ระหว่างอ่านเองหรือคอยดูวิดีโอบันทึกการสอน กับมาฟังบรรยาย การฟังบรรยายย่อมทำให้เรียนรู้ได้เข้าใจเร็วกว่า เพราะมันมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียน

ในระบบ instructor นั้น จะยอมให้เกิด lecture ได้สำหรับผู้สอนที่เป็น genious เท่านั้น เพราะว่า ป้องกันครูทีมาเปิดหนังสือสอน ครูไม่ได้เก่งในวิชานั้น ในขณะที่ปรัชญาการศึกษานั้นเน้นให้นักเรียนมีความรับผิดชอบในการเรียน เนื่องจากการเรียนเป็น selction of choice นักเรียนจึงต้องรับผิดชอบตัวเองให้ได้ มีสื่อความรู้มากมาย นักเรียนบางคนมีความรู้มากกว่าคนสอนเสียอีก เพราะสิ่งแวดล้อมทางการศึกษาสมัยใหม่ที่เอื้ออำนวยให้ค้นคว้าความรู้ได้มากมายตามความชอบ

(lecture on 17 Feb 2019)

 

 

 

 

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s