แนวคิด generation : รอยต่อระหว่างกระบวนทรรศน์นวยุคและหลังนวยุค

อ.ดร.เอนก สุวรรณบัณฑิต

ทฤษฎีและความเชื่อเรื่องความแตกต่างระหว่างความคิด ความเชื่อและวิถีชีวิตของแต่ละช่วงวัยเป็นแนวคิดหนึ่งที่พยายามอธิบายและทำความเข้าใจคนที่นิยมใช้ทั้งในแง่ของการเข้าใจกลุ่มคนที่ได้รับการยอมรับในแวดวงการบริหารธุรกิจ การบริหารจัดการ การศึกษา เนื่องจากมีความแตกต่างเกิดขึ้นอย่างหลากหลายจนต้องหาทางนิยามลงมาให้ได้

แนวคิดเรื่อง Generations มาจากไหน จริงๆ เป็นแนวคิดที่นักสังคมศึกษาเพิ่งจะพัฒนาขึ้นเมื่อช่วงศตวรรษที่ 20 คำว่า Generation แต่เดิมหมายถึงรุ่นของคนในครอบครัวเป็นหลัก เช่น รุ่นพ่อ รุ่นปู่ รุ่นทวด เป็นต้น   จนกระทั่ง Karl Mannheim นักสังคมศาสตร์ชาวฮังกาเรียนตีพิมพ์งานชื่อ The Problem of Generations ในปี 1923 ที่เสนอว่า ผู้คนในสังคมได้รับอิทธิพลจากบริบททางสังคมและทางประวัติศาสตร์ คนในยุคหนึ่งๆ ที่เกิดและเติบโตขึ้นท่ามกลางเหตุการณ์ใหญ่ๆ บางอย่างร่วมกันก็จะมีลักษณะอย่างหนึ่ง และลักษณะนั้นๆ ก็จะมากำหนดอนาคตของโลกใบนี้ต่อไป

แนวคิดเรื่องเจนเนอเรชั่นเป็นมุมมองกว้าง ซึ่งยังขาดความเจาะจง และมีข้อยกเว้นมาก นั่นคือ แม้คนจะเผชิญเหตุการณ์เดียวกัน แต่คนก็มีภูมิหลังอื่นๆ ที่หลากหลาย เช่น พื้นที่ ชนชั้น หรือวัฒนธรรมที่ต่างกัน  ท่าทีหรือทัศนคติของคนนั้นก็ต่างกันไป ไม่ได้เหมือนกันไปเสียทั้งหมด

ชื่อเรียกแต่ละเจนเนอเรอชั่นเกิดจากกระแสและคำเรียกที่ค่อยๆ ก่อตัวเพื่ออธิบายปรากฏการณ์ในสังคมที่เกิดขึ้น ในชั้นแรก ก่อนปี 1990 ได้แบ่งเป็น 3 ช่วงวัย ได้แก่

  1. Baby Boomer เกิดจากอ้างอิงถึงอัตราการเกิดของประชากรที่พุ่งสูงขึ้น  ถูกใช้ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ The Washington Post จนกระทั่ง William Strauss และ Neil Howe นักทฤษฎีที่ศึกษาประวัติศาสตร์อเมริกาและเชื่อมโยงเข้ากับช่วงวัยของผู้คน นิยามคนยุค Boomer ว่าคือ กลุ่มคนที่เกิดช่วงปี 1943 ถึง 1960 เป็นกลุ่มคนที่เด็กเกินกว่าจะมีความทรงจำเกี่ยวกับตัวสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่แก่พอที่จะจดจำผลกระทบของสงครามได้ คนกลุ่มนี้มีลูกมีหลานมาก ครอบครัวใหญ่ คนขยันทำงาน เชื่อมั่นในวิธีการวิทยาศาสตร์ เครื่องยนต์กลไกและระบบสังคมที่เข้มงวด คนกลุ่มนี้เป็นพวก อนุรักษ์นิยม
  2. Yuppie มาจาก Young Urban Professionals เป็นคนรุ่นลูกของ baby boomer ย่อคนรุ่นใหม่ในเมืองที่มีพ่อแม่ที่ขยันทำงานจนร่ำรวย ทำให้ไม่มีเวลาเลี้ยงลูก เด็กที่เกิดในรุ่นนี้จึงแสวงหาความรู้เองและเชื่อในแนวคิดสมัยใหม่ ต้องการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข บางส่วนหันไปใช้ยาเสพติด มีความเป็นศิลปิน มีอุดมการณ์ทางการเมืองที่ทันสมัย
  3.  Generation X  มาจาก  extraordinary เป็นลูกของ Yuppy ไม่อยากสืบทอดกิจการของตระกูล แสวงหาความรู้ใหม่ๆ  เติบโตมากับการพัฒนาของวิดีโอเกม, คอมพิวเตอร์ อาจทันดูทีวีจอขาวดำ สำหรับในยุคนี้เป็นยุคที่มีการให้ควบคุมอัตราการเกิดของประชากร กังวลเรื่องของทรัพยากรที่มีอยู่นั้นไม่เพียงพอต่อจำนวนประชากร จึงมีพวกที่เน้นประสิทธิภาพและความประหยัด คนรุ่นนี้ต้องการแข่งขันกับตัวเอง ยังไม่รู้ว่าจะไปทางไหน มีความไม่ชื่นชอบระบบสังคมที่คนรุ่นก่อนสร้างไว้ ต้องการเปลี่ยนแปลง ชอบอะไรง่ายๆ ไม่ต้องเป็นทางการ มีแนวคิดสร้างความสมดุลในเรื่องงานและครอบครัว  มีแนวโน้มที่จะต่อต้านสังคม ไม่ได้เชื่อเรื่องศาสนาและไม่ได้ยึดขนบธรรมเนียมประเพณี เป็นคนที่มีความยืดหยุ่นในการปรับตัวกับวัฒนธรรมที่เปลี่ยนไป

ต่อมาได้มีการพบว่า Gen  X มีการแตกย่อยเนื่องจากการเจริญก้าวหน้าของโลกในช่วงเปลี่ยนผ่านปี 2000 และได้พัฒนาแนวคิดเพิ่มเป็น

Generation Y เชื่อว่ามาจาก “Why”   คนในยุคนี้เติบโตมาพร้อมกับเทคโนโลยี digital ชอบอะไรที่เป็นความเป็นสากล เปิดรับวัฒนธรรม มองว่าการชื่นชอบศิลปินต่างชาติเป็นเรื่องปกติธรรมดา แข่งขันกันเรื่องเทคโนโลยี อยากได้อะไรก็ต้องได้  ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ และปฏิเสธสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบ มีโอกาสทางการศึกษาที่ดี มีแนวคิดเป็นตัวของตัวเอง คาดหวังการทำงานที่มีเงินเดือนสูงๆ คาดหวังคำชม  ไม่อดทนต่องานที่ทำ ชอบเปลี่ยนงานอยู่บ่อยๆ มักจะใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการดูแลตนเอง  ไปเล่นฟิตเนส พบปะเพื่อนฝูงและท่องเที่ยว

Generation Z (บางแนวคิดเรียก Gen C เพราะเป็นยุคที่สนใจแต่ content, บางแนวคิดเรียก Gen M เพราะอยู่ในยุค millennium ) เป็นเด็กรุ่นใหม่ที่เกิดมาพร้อมกับสิ่งอำนวยความสะดวกรอบด้าน เรียนรู้รูปแบบการดำเนินชีวิตในสังคมแบบ Digital ดำเนินชีวิตแบบมีการติดต่อสื่อสารไร้สาย และสื่อบันเทิงต่างๆ มักได้รับการเลี้ยงดูจากคนอื่นมากกว่าพ่อและแม่ของตัวเอง และเนื่องจากเกิดมาในยุคเทคโนโลยีที่ทันสมัย

แต่เมื่อพิจารณากลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เกิดขึ้นตามแนวคิดและทัศนคติ ย่อมไม่อาจแบ่งช่วงวัยได้แค่ตามช่วงปีที่เกิด แต่หมายถึงกระบวนทรรศน์ทางความคิดที่เกิดขึ้นเป็นช่วงย่อยๆ ซึ่งจะเห็นได้ว่า baby boomer เป็นคนที่ยังอยู่ในกระบวนทรรศน์นวยุค (modern paradigm) ในขณะที่รุ่นลูกถัดลงมาล้วนอยู่ในกระบวนทรรศน์หลังนวยุค (postmodern paradigm) และจากแนวคิดเช่นนี้ ย่อมถอดออกมาได้ว่า Yuppie ก็คือ คนในหลังนวยุคสุดขั้ว (extreme postmodern) ในขณะที่ Gen X จึงเป็นพวกแรกที่เข้าสู่กระบวนทรรศน์หลังนวยุคสายกลาง (moderate postmodern) ซึ่งเมื่อกำหนดขอบเขตใหม่เช่นนี้ก็สามารถใช้ลำดับอักษรมาขยายต่อได้เป็นอีก 4 เจนเนอเรชั่น (เอนก สุวรรณบัณฑิต, 2561) ได้แก่

Generation Alpha คนรุ่นใหม่ที่แข่งขันกันใช้เทคโนโลยีให้ทันสมัยที่สุด ต้องการมีข้อมูลให้มากที่สุด ใช้ชีวิตแบบคนรุ่นใหม่ ยิ่งมีมากยิ่งเด่น ต้องการเป็นคนที่โดดเด่น

alpha

Generation Beta    คนรุ่นใหม่ที่เริ่มมีคำถามกับเทคโนโลยีและวิถีชีวิต คนรุ่นนี้จะไปอยู่กับธรรมชาติ ใช้ชีวิตสบายๆ ชอบความละเอียดของอารยธรรมย่อยต่างๆ

beta

Generation Gramma  คนรุ่นใหม่เก่ง รอบรู้และมีความสามารถ มีความเป็นผู้นำ เป็นเจ้าสำนัก ทำสิ่งใหญ่ๆ ได้ แต่หากไม่ชอบก็ทำลายได้อย่างรุนแรงเช่นกัน

gamma

Generation Omega  คนรุ่นใหม่ที่หาคำตอบให้กับชีวิตได้ รอบรู้ รอบคอบและมีการปฏิบัติตนที่เหมาะสม ใช้ชีวิตสงบ เรียบง่ายตามอัตภาพ

omega

ไม่ว่าคนรุ่นใหม่จะถือ generation ใด หากแต่ตราบเท่าที่ยังเป็นส่วนหนึ่งของ moderate postmodern paradigm ย่อมทำให้วาดหวังได้ว่า โลกจะดำเนินไปด้วยดีบนความแตกต่างหลากหลายทั้งในด้านความคิด ทัศนคติ สังคม ประเพณี วัฒนธรรม เพื่อให้เกิดสังคมที่สงบสุขได้

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s