ความเหลื่อมล้ำจากรุ่นสู่รุ่น

โจเซฟ สติกลิตซ์ (Joseph Stiglitz, born 1943) นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลปี 2001 เสนอมุมมองต่อการมีชีวิตที่ดีไว้ในเชิงกระทบกระเทียบว่า

“การเลือกที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเราคือ การเลือกเกิดมาในพ่อแม่ ที่มีสถานภาพทางเศรษฐกิจสังคมเพียงพอที่จะสนับสนุนให้เราเป็นคนที่มีศักยภาพอย่างที่เราควรมี”

แนวคิดสำคัญทางเศรษฐศาสตร์นี้สะท้อนให้เห็นถึง ความเหลื่อมล้ำที่ถูกถ่ายทอดจากคนรุ่นหนึ่งไปยังคนอีกรุ่นหนึ่ง (Inter-generational Inequality) หรือเราอาจเรียกว่าเป็น “ความเหลื่อมล้ำแบบถาวร” ซึ่งกำลังเป็นปัญหาสำคัญในสังคมของทุกประเทศ รวมถึงในสหรัฐอเมริกา

ทั้งนี้เพราะความเหลื่อมล้ำไม่ได้หมายถึงเฉพาะความเหลื่อมล้ำทางด้านรายได้อย่างที่นักเศรษฐศาสตร์ริยมใช้กัน แต่เน้นถึง

“ความเหลื่อมล้ำของโอกาส”

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสุขภาพ เรื่องการศึกษา เรื่องการทำงาน ล้วนส่งผลระยะยาวต่อความเหลื่อมล้ำของคนรุ่นถัดไป ซึ่งยังเกี่ยวเนื่องดับกับ “ความเหลื่อมล้ำของรายได้” อยู่ด้วย ทั้งนี้ ผลกระทบกลับรุนแรงและส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและการพัฒนาคุณภาพชีวิตในระดับพื้นฐานและระดับปัญญาในระยะยาวอีกด้วย

สมมติตามสัดส่วนทองคำ 80:20 เด็กที่เกิดในครอบครัวที่รวยที่สุด 20% ของประเทศ สามารถเข้าเรียนมหาวิทยาลัยได้ร้อยละ 80 ของเด็กทั้งหมด ในขณะที่เด็กที่เกิดในครอบครัวที่จนที่สุด เหลือโอกาสเข้ามหาวิทยาลัยได้อีกราว 20% เท่านั้น

“โอกาส” ที่เด็กกลุ่มที่เกิดในครอบครัว 20% ที่จนที่สุดนั้น หายไปมากเพียงใด และสิ่งที่เราต้องไม่ลืมก็คือ โอกาสที่หายไปนั้น ไม่ใช่โอกาสของเด็กกลุ่มนี้เท่านั้น แต่เป็นการสูญเสียโอกาสของสังคมไทยทั้งประเทศ ในการที่จะมีประชาชนจะได้มีโอกาสในการเข้าถึงการพัฒนาศักยภาพทางปัญญาตามเกณฑ์สามัญของโลก

การตกต่ำทางสังคม-เศรษฐกิจได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความเป็นมนุษย์ ครอบครัวที่ยังไม่มีรายได้พอมีพอกินย่อมไม่ส่งเสริมให้ลูกได้เรียนสูงๆ เพราะไม่มีทุนเพียงพอ โอกาสกู้ยืมทุนการศึกษาก็น้อย เด็กเรียนดีแต่ครอบครัวยาดจนหลายคนต้องเลิกเรียนมาช่วยพ่อแม่ทำงาน เป็นแรงงานราคาถูก ได้รายได้ขั้นต่ำ เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นได้บ่อยและส่งผลเสียหายต่อการเติบโตก้าวหน้าของสังคม เศรษฐกิจ การเมือง วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในระยะยาว

หากเราต้องการจะหยุด “การส่งมอบความเหลื่อมล้ำจากรุ่นสู่รุ่น” สติกลิตซ์เสนอว่า เราจะต้องเขียนกติกาของสังคมของเราขึ้นใหม่ โดยเริ่มต้นจาก (1) การพัฒนาระบบบริการสาธารณะในการดูแลแม่และเด็กเล็ก (2)การพัฒนาคุณภาพของระบบการศึกษาสาธารณะที่เอื้อโอกาสให้ทุกคน (3) การสร้างความมั่นคงในการทำงาน (4) การพัฒนาระบบการอบรมในการทำงานทั้ง on the job และ beyond the job และ (5) การควบคุมการเติบโตและการถ่ายโอนรายได้ของกลุ่มคนที่รวยที่สุด 1% แรกของสังคมนั้นๆ

สังคมไทยลงทุนในการฝึกอบรมระหว่างการทำงานเฉพาะความรู้เชิงเทคนิค ความรู้เชิงวิชาการจะอบรมในผู้บริหารระดับสูง ผสมกับการดูงานทั้งในและต่างประเทศ ส่วนที่ยังเกิดขึ้นไม่ชัดเจนคือ การฝึกอบรมสิ่งที่เกินจากการทำงาน ที่พอพบบ้างคือ อบรมธรรมะ ด้านอื่นๆ ยังไม่ค่อยเห็นเท่าไร

เรามักโยนบาปให้การศึกษา รัฐบาล เจ้าของบริษัท สุดท้ายก็คือ นักวิชาการที่ไม่แสดงบทบาทชี้นำสังคม แต่เราไม่เคยพูดถึงตัวเราเอง เราที่เป็นต้นเหตุที่จะส่งต่อผลไปยังรุ่นถัดไป ไม่ว่าเราจะอยู่ในบทบาทใด เรานั่นแหละต้องเริ่มก่อน

ความเป็นหลังนวยุคจะเริ่มได้ เราต้องปรับกระบวนทรรศน์ของตนให้อยู่บนวิถีทางแห่งความไม่ยึดมั่นถือมั่น มีหลักการไว้ยึดเหนี่ยวเพื่อพัฒนาตนเอง กระตุ้นการสร้างสรรค์ การปรับตัวอย่างรอบด้าน ความร่วมมืออย่างเคารพซึ่งกันและกัน และการแสวงหาระดับคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งๆขึ้น

เมื่อรุ่นปัจจุบันพัฒนาศักยภาพของตน มีความแตกต่าง แต่ไม่เหลื่อมล้ำ คนรุ่นถัดไปก็จะมีทางเลือกในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเองได้ไม่จำกัดอีกต่อไป

อ.ดร.เอนก สุวรรณบัณฑิต

ปรัชญาสวนสุนันทา

 

อ่าน รวยกระจุก จนกระจาย

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s