ความมุ่งมั่นของเดการ์ต

เดการ์ต (Rene Descartes, 1596-1650) เติบโตมาในกระบวนทรรศน์ยุคกลาง ได้รับการอบรมโดยนักบวชเยสุอิต (Jesuit) เป็นชาวคาทอลิกที่ใช้ชีวิตอยู่ตลอดช่วงสงครามศาสนา 30 ปี ระหว่างฝ่ายกษัตริย์ราชวงศ์วาลัวส์คาทอลิกและดยุคราชวงศ์บูร์บองโปรเตสแตนต์

การเติบโตจากตระกูลขุนนางทำให้เดการ์ตได้มีโอกาสศึกษาเล่าเรียน เขาศึกษาคณิตศาสตร์และปรัชญา และรู้สึกไม่พอใจปรัชญาที่สอนตามแนวคิดอัสสมาจารย์ โดยเดการ์ตเห็นว่าขาดหลักค้ำประกันความน่าเชื่อ เขาจึงขวนขวายเรียนต่อด้านกฎหมาย แต่ก็ยังไม่เห็นว่ามีความรู้อะไรที่เชื่อได้ว่าจริง และหันมาเชื่อว่าต้องหาประสบการณ์จากการใช้ชีวิตและตรึกตรองตามหลักการ แล้วจึงเอามาตีความไบเบิลและธรรมชาติ จึงได้ทดลองใช้ชีวิตเป็นอัศวินอาสาสมัครในกองทัพกรุงปารีสฝ่ายคาทอลิก ต่อมาก็เป็นอัศวินอาสาสมัครในกองทัพโปรเตสแตนต์ไปรบกับกองทัพคาทอลิกในเยอรมนี ออสเตรีย ฮังการี

ระหว่างนั้น เขาได้เฝ้าดูเพื่อหาประสบการณ์ ความพยายามอย่างแท้ของเดการ์ตในการตรึกตรองแสวงหาความเข้าใจและตอบคำถามคาใจ คือ หลักค้ำประกันความจริงอยู่ที่ไหน ทำให้เขาได้รับความรู้สึกเสมือนบัญชาจากสวรรค์ให้ใช้วิชาเรขาคณิตค้ำประกันความน่าเชื่อถือของความรู้ทุกอย่างของมนุษย์ ตั้งแต่อายุได้ 23 ปี เรขาคณิตใช้หลักการอ้างเหตุผลที่ต่อเนื่องกันเป็นสายยาว แม้จะดูง่ายแต่ก็สามารถใช้เพื่อบรรลุข้อพิสูจน์ที่ยากที่สุด ทำให้เดการ์ตเชื่อว่าสิ่งทั้งหลายบรรดาที่เป็นความรู้ของมนุษย์นั้นน่าจะสัมพันธ์กันและกันในทำนองเดียวกันทั้งหมด เป็นระบบเครือข่ายของความเป็นจริงที่มีความสัมพันธ์กันอย่างละเอียดยิบโดยไม่มีจุดเริ่มต้นสมบูณณ์ เพราะทุกจุดโยงใยถึงกันและกัน

เดการ์ตยังต่อยอดกระบวนการพิสูจน์สัจพจน์ของแอเริสทาทเทิลไว้ โดยเน้นว่าต้องไม่รับว่าอะไรจริงจนกว่าจะเห็นแจ่มแจ้งและชัดเจน (clear and distinct) ต้องแบ่งประเด็นปัญหาออกเป็นส่วนๆ เท่าที่จำเป็นเพื่อจะได้แก้ปัญหาได้อย่างดีที่สุด และค่อยๆ พิจารณาตามลำดับขั้นตอนที่ถูกต้อง เริ่มจากง่ายไปหายาก และต้องทบทวนองค์รวมให้แน่ใจได้ว่าไม่มีการข้ามขั้นตอนใดเลย

ทั้งนี้ เพื่อให้ถึงที่สุดเลยก็ยอมให้สงสัยเสียหมดทุกอย่างเสียก็แล้วกัน เรียกว่า “สงสัยสากล”  (universal doubt) เดการ์ตได้ดำเนินวิธีอย่างชาญฉลาดต่อการแก้ปัญหาที่ตกทอดมาจากฮับส์ (Thomas Hobbes) นั่นคือ กลไกของจิตสามารถใช้คำนวณหาความรู้และความจริง ทุกสิ่งทุกอย่างในเอกภพล้วนแต่เป็นเครื่องจักรที่เราอาจคำนวณได้ แต่เราจะรับรองได้อย่างไรว่าเป็นความรู้วัตถุวิสัย โดยเดการ์ตได้แยกเรื่องจิตกับกายออกจากกันเพื่อให้แยกเป็นคนละประเด็น คือ ค่อยๆ แก้ปัญหาไปทีละส่วน แม้จะเกิดปัญหาตามมา ก็ถือหลักค่อยๆ แก้ปัญหาไป

ดังนั้น เดการ์ตจึงมองว่าจิตเดินตามกฎของจิต กายเป็นสสารย่อมเดิมตามกฎของกลศาสตร์ จุดอ่อนที่เกิดขึ้นจากการแยกกายกับจิตออกจากกันก็คือ ปัญหาที่ว่าจิตจะรู้เรื่องสสารรวมทั้งร่างกายของตนเองได้อย่างไร และแน่ใจได้อย่างไรว่าจิตจะรู้ตนเป็นความจริงวัตถุวิสัย การสงสัยสากลเป็นการเปิดโอกาสต่อข้อสงสัยทั้งปวง โดยไม่ละทิ้งปัญหาใดไว้ แต่ก็ไม่ได้นำปัญหาทั้งหมดมาคิด วิเคราะห์ในคราวเดียวกัน

เดการ์ตเสนอให้ค่อยๆ แก้ปัญหาไปทีละข้อ หากสงสัยไปเรื่อยๆ ย่อมไม่พบกับคำตอบใดที่แน่ใจได้เลย เดการ์ตได้พบว่าความสงสัยสากลก็ไม่อาจสงสัยได้หมดทุกอย่าง เพราะมีอยู่สิ่งหนึ่งทำอย่างไรก็สงสัยไม่ได้ สิ่งนี้สอดคล้องกับแนวคิดตรรกะ แน่นอนที่ว่าต้องมีมูลบทที่เชื่อว่าเป็นจริงคือ ทำอย่างไรก็สงสัยไม่ได้เป็นปฐมบทก่อน

และนั่นคือ ความสงสัยในตนเอง (I doubt) เมื่อแน่ใจในความจริงนี้ จึงค่อยๆ ก้าวต่อไปด้วยความแน่ใจ เดการ์ตได้เสนอความแน่ใจนี้ผ่านข้อความ I think เพราะว่ามีความสงสัยจึงมีการดำเนินความคิด ถ้าไม่คิดจะสงสัยได้อย่างไร เมื่อแน่ใจว่าจิตคิดได้ ก็ก้าวไปสู่ข้อความสำคัญ I am นั่นคือ ฉันมีอยู่ เพราะฉันมีอยู่จึงได้คิดและสงสัยได้ หากไม่มีฉันอยู่จะคิดและสงสัยได้อย่างไร เมื่อยืนยันความแน่ใจใน 3 ข้อความนี้ จึงแน่ใจได้ว่าการดำเนินการของจิตตามกฎของจิตนั้นให้ความจริงวัตถุวิสัย

แต่อะไรที่เป็นหลักค้ำประกันความจริงนี้ คำตอบที่สำคัญและเป็นจุดหักเหสำคัญอย่างหนึ่งของกลไกของจิตก็คืออัชฌัตติกญาณ (intuition) ซึ่งเป็นสมรรถภาพอย่างหนึ่งของมนุษย์ในการเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งและชัดเจน หากไม่ยอมรับบทบาทของอัชฌัตติกญาณ มนุษย์ก็ไม่อาจหนีความสงสัยไปได้ เพราะจะไม่แน่ใจต่อความจริงใดๆ เลย การที่มนุษย์มีอัชฌัตติกญาณและสมรรถภาพเหตุผลเป็นเครื่องมือสำคัญที่สามารถใช้เพื่อไล่เรียงความรู้ให้แน่ใจได้ตามลำดับ ไล่เรียงไปได้ถึงไหนก็แน่ใจได้ถึงนั่นว่าเป็นความรู้วัตถุวิสัย

ความมุ่งมั่นของเดการ์ตนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของนักปรัชญาหลังนวยุคที่ควรเน้นการตรึกตรอง แสวงหาความเข้าใจต่อตาข่ายในระบบเครือข่าย แต่ละคนต่างก็มีระบบเครือข่ายของตนเองที่สามารถพัฒนา และเพิ่มพูนความรู้ได้จากการเป็นทั้งผู้ให้และผู้รับ อันจะนำไปสู่การขยายความเข้าใจต่อกระบวนทรรศน์หลังนวยุคในประเทศไทยให้มีมากยิ่งขึ้น ดังเช่นที่กระบวนทรรศน์นวยุคได้เคยกระทำมาแล้ว และประสบความสำเร็จอย่างงดงาม

เมื่อกระบวนทรรศน์หลังนวยุคได้ทำให้มนุษย์ได้ตรึกตรองตามหลักไม่ยึดมั่นถือมั่น  เมื่อเข้าใจกระจ่างก็เชื่อได้ว่าปัญหาต่างๆ ที่เกิดอยู่ทุกวันนี้ย่อมจะได้รับการแก้ไขและปัองกันได้

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s