ฮันทิงทันกับการปรับเปลี่ยนกระบวนทรรศน์[2]

หากเดินตามแนวเสนอของฮันทิงทัน ให้ใช้ได้กับทุกศาสนาและทุกภาคสังคม ผู้วิจัยขอเสนออย่างรวบรัดดังต่อไปนี้

               ๓.๑ นิยามเบื้องต้น ที่ต้องเข้าใจให้ตรงกัน คือ

                     คุณธรรม (virtue) ได้แก่ความประพฤติดี จนเป็นนิสัยแต่ละอย่าง ๆ เช่น ความซื่อสัตย์ ความชอบธรรม ความกล้าหาญ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ศรัทธา เป็นต้น

                     จริยธรรม (ethic, ethos, morality) ได้แก่คุณธรรมชุดหนึ่งๆ ที่ทำให้คนคนหนึ่งหรือกลุ่มหนึ่งหรือทั้งมนุษยชาติเป็นคนดีโดยปรกติ เช่น ทศพิธราชธรรม คุณธรรมของผู้นำ คุณธรรมของครู คุณธรรมของผู้เรียน คุณธรรมของขาวไทย คุณธรรมของข้าราชการ คุณธรรมของนักการเมือง

ความดีพร้อม (integrity) สภาพของการมีจริยธรรมครบตามฐานะ เช่น ความดีพร้อมของประชาชนชาวไทย (ในฐานะเป็นชาติหนึ่งของโลกปัจจุบัน) ความดีพร้อมของนักการเมืองไทย (ในฐานะผู้รับผิดชอบดำเนินนโยบายของชาติแทนคนทั้งชาติ) ความดีพร้อมของข้าราชการไทย (ในฐานะลูกจ้างของชาติให้รับผิดชอบในพันธกิจหนึ่งๆ)

                     พฤติกรรม (Behavior) คือการกระทำของสิ่งมีชีวิตใด ๆ

                     ความประพฤติดี (good conduct) ได้แก่พฤติกรรมดี (good behavior) เป็นครั้งๆที่ยังไม่เป็นนิสัย (habit) จนกว่าจะเคยชินจึงกลายเป็นคุณธรรมประจำตัว

                     ความประพฤติเลว (bad conduct) ได้แก่พฤติกรรมเลวเป็นครั้ง ๆ คือการกระทำผิดจริยธรรมที่ยังไม่เป็นนิสัย (habit) จนกว่าจะเคยชินจึงกลายเป็นกิเลศประจำตัว

                     ความชั่ว (vice, bad habit) คือการประพฤติผิดจริยธรรมจนเป็นนิสัย กิเลสก็เรียก ถ้าเคยชินมากๆ เรียกว่ากิเลสหนา

                     ศีล (prohibition) คือข้อห้าม

                     ธรรม (recommendations) คือข้อพึงปฏิบัติ

                     ศีลธรรม (morality) คือประมวลข้อห้ามและข้อปฏิบัติ

                     วิชาศีลธรรม (morals) คือการศึกษาศีลและธรรมตามหลักวิชาการ

                     จริยศาสตร์ (ethics) คือวิชาว่าด้วยทุกอย่างที่นิยามมาแล้วข้างต้นตามหลักวิชาการ

 

๓.๒  การอบรมสร้างจิตสำนึกดี – ชั่ว (กระบวนการมโนธรรม)

                     มโนธรรม (Conscience)  ความสำนึกดีชั่ว (ชั่วน้อยเรียกว่าเลว)  อาจจะสำนึกในขณะที่จะต้องตัดสินใจ  เลือกวิถีทางประพฤติเฉพาะหน้า หรืออาจจะสำนึกในอดีตแต่ยังมีอิทธิ พลต่อการตัดสินใจเลือกวิถีทางประพฤติเฉพาะหน้าก็ได้ เช่น นาย ก เห็นเด็กตกน้ำ นาย ก สำนึกได้ว่าการยอมเปียกและผิดนัดเพื่อช่วยชีวิตเด็กเป็นความประพฤติดี นาย ก จึงกระโดดลงไปช่วยเด็กคนนั้นให้พ้นจากการจมน้ำตายถือว่า นาย ก ประพฤติดี  แต่ถ้า นาย ก เคยสละธุระส่วนตัวเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นที่มีความเดือดร้อนเป็นอาจิณ  นาย ก อาจกระโดดลงไปช่วยเด็กตกน้ำคนนั้นทันทีที่เห็นโดยไม่มีการตัดสินใจเฉพาะหน้าแต่ประการใดเลย  จะเรียกว่าทำโดยอัตโนมัติก็ได้ เช่นนี้ถือได้ว่า นาย ก มีความประพฤติดีด้วยโดยที่ความประพฤติครั้งนี้ มีผลมาจากการได้เคยตัดสินใจเลือกวิถีทางประพฤติจนเคยชิน  ความประพฤติดีจนเคยชินเรียกว่า คุณธรรม (virtue) ตรงข้ามกับกิเลส (vice) ซึ่งเป็นความประพฤติชั่วจนเคยชิน  ถือกันว่า ความประพฤติที่เคยชินจนเป็นคุณธรรมแล้วย่อมประเสริฐมากกว่าความประพฤติดีที่ตัดสินใจทำเป็นครั้ง ๆ เหมือนการนำเงินเข้าฝากธนาคารเป็นประจำจนเคยชิน ย่อมมีฐานะการเงินมั่นคงกว่าผู้นำเงินไปฝากครั้งแรก

หากจะถามว่ามโนธรรมสำนึกอะไรบ้าง ก็จะวิเคราะห์ออกได้เป็น ๒ องค์ประกอบ  คือ เป้าหมายเฉพาะกิจ (particular end) กับวิถี (means) เพื่อบรรลุเป้าหมายสูงสุดของแต่ละบุคคล  จึงเห็นได้ว่าเป้าหมายเฉพาะกิจอาจจะเรียกว่าเป็นวิถีได้ด้วย  มีแต่เป้าหมายสูงสุดเท่านั้นที่ไม่เป็นวิถีสู่อะไรอีกแล้วจึงได้ชื่อว่าสูงสุด  ซึ่งได้มาจากศาสนาและ/หรือปรัชญาที่แต่ละคนยึดถือเป็นปรกติวิสัยอยู่ มโนธรรมควรจะสำนึกว่าวิถีทั้งหลายจะต้องมุ่งสู่เป้าหมายสูงสุดของชีวิต  แต่ตามปรกติความเคยชินส่วนตัวและมาตรการของสังคมที่ยอมรับจะเป็นความสำนึกเฉพาะกิจของมโนธรรมเสียเป็นส่วนมาก

ได้กล่าวมาข้างต้นว่า มโนธรรมเป็นองค์ประกอบสำคัญอันขาดมิได้  เพราะเป็นองค์ประกอบที่ทำให้พฤติกรรมกลายเป็นความประพฤติ รู้ว่าอะไรดีอะไรชั่ว  อันเป็นเงื่อนไขที่เปิดโอกาสให้มนุษย์ได้ตัดสินใจด้วยเจตจำนงเสรี (free will) เฉพาะตัวว่า  จะทำดีหรือทำชั่ว  ในเมื่อมีสิทธิเลือกตัดสินใจ  ความรับผิดชอบต่อการเลือกของตนก็ตามมาเป็นของคู่กัน  และนี่คือศักดิ์ศรีและความยิ่งใหญ่ของมนุษย์เหนือสัตว์โลกทั้งหลาย  คือมีความสามารถเลือกและรับผิดชอบทำให้ความดีมีค่าสมควรยกย่อง  และความชั่วทำให้เสื่อมเสีย  สมควรถูกประณามว่ากล่าว

ดังนั้นจึงควรวิเคราะห์กันให้ถ่องแท้สักหน่อยถึงความตื้นลึกหนาบางของมโนธรรมเพื่อให้ตระหนักในคุณค่าของคุณธรรม  และมีกำลังใจที่จะมุ่งมั่นทำดีหนีชั่วจนเป็นคุณธรรมดังกลไกมโนธรรมต่อไปนี้

concious

มนุษย์เรามีส่วนเหมือนสัตว์เดียรัจฉานทั้งหลายตรงที่ว่า ทำอะไรมีเป้าหมายที่มาจากสัญชาตญาณ  คือไม่ได้คิดเอง แต่ธรรมชาติผลักดันให้ทำเพราะมีเป้าหมายตามสัญชาตญาณ  เพื่อเอาตัวรอดและดำรงอยู่ของมนุษยชาติ เข่น การกิน อยู่ หลับนอน สืบเชื้อสาย เป็นต้น  นอกเหนือไปจากนั้นมนุษย์ยังมีเป้าหมายจากปัญญาของตนเองที่เข้าใจตนเองซึ่งจะแตกต่างกันไปตามบุคคล  เมื่อมนุษย์รู้เป้าหมายแล้วไม่ว่าจะมาจากสัญชาตญาณหรือจากใจของตนเอง  มนุษย์เรามีเสรีภาพตัดสินใจเลือกว่าจะเดินตามหรือไม่ก็ได้  ซึ่งสัตว์เดียรัจฉานไม่สามารถกระทำได้อย่างมนุษย์ ความสำนึกอย่างนี้เรียกว่ามีมโนธรรม

นักเรียน นักศึกษามานั่งเรียน ฟังบรรยายเพราะสัญชาตญาณผลักดันให้มาใช่ไหม  เพราะสนุกและให้ความพอใจมากที่สุดจึงพากันมานั่งในห้องนี้ใช่ไหม  ถ้าไม่ใช่ก็ขอให้คิดดูว่ามานั่งในห้องนี้เพื่ออะไร  เพื่อสอบผ่านใช่ไหม ถ้าเช่นนั้นการสอบผ่านก็เป็นเป้าหมาย (end) ของการมานั่งในห้องนี้และการนั่งในห้องนี้ก็คือวิถี (means) ไปสู่เป้าหมายของมัน  ถามต่อไปว่าจะสอบผ่านไปทำไม  ยังตอบได้ว่าเพื่อหน่วยกิต  ดังนั้นการสอบผ่านจึงเป็นเพียงเป้าหมายเฉพาะกิจ  นั่นคือเป้าหมายของวิถีที่ต่ำกว่า  และในขณะเดียวกันก็เป็นวิถีสู่เป้าหมายที่สูงกว่า  ถามต่อไปได้ว่าได้หน่วยกิตเพื่ออะไร  เพื่อได้ปริญญา เพื่อได้งานทำดี ๆ เพื่อได้เงินมาก ๆ เพื่อหาความสะดวกสบายในชีวิต  เหล่านี้ล้วนเป็นเป้าหมายเฉพาะกิจทั้งสิ้น

ครั้นถามว่าอยากได้ความสะดวกสบายในชีวิตไปทำไม  บางคนตอบต่อไปไม่ได้แล้ว เพราะนั่นเป็นเป้าหมายสุดท้ายของเขา (final, end) แต่บางคนยังตอบต่อไปได้ เช่น เพื่อมีโอกาสปฏิบัติศาสนกิจ  เพื่อบรรลุสวรรค์สำหรับบางคนหรือนิพพานสำหรับบางคน (ตามความเชื่อของแต่ละศาสนา) ถ้าจะถามต่อไปว่าอยากไปสวรรค์หรือนิพพานเพื่ออะไร  ก็จะตอบต่อไปไม่ได้แล้ว  มันเป็นเป้าหมายสุดท้ายของผู้มีศาสนาในใจ

จึงเห็นได้ว่าเป้าหมายสุดท้ายของคนเราไม่เหมือนกัน  บางคนก็จบลงแค่ความสะดวกสบายในโลกนี้  อยากกินอะไรได้กิน อยากทำอะไรได้ทำ อยากเที่ยวที่ไหนได้เที่ยว นอกจากนั้นไม่สนใจ  เรากำหนดคนประเภทนี้ว่าในห้องขวามือของเขามีอภิปรัชญาแบบสสารนิยม (materialism) หรือธรรมชาตินิยม (naturalism) นั่นคือไม่เชื่อว่ามีชีวิตเหนือธรรมชาติ หรือชีวิตหลังความตาย

ธรรมชาตินิยมต่างกับสสารนิยมตรงที่เชื่อว่ามีจิตซึ่งเป็นองค์ประกอบของมนุษย์สัตว์และพืช  แต่จิตไม่ใช่วิญญาณอมตะ  จิตแบบนี้จะสลายตัวไปพร้อมกับความตาย ส่วนสสารนิยมเชื่อว่าจิตไม่มี  และเชื่อว่าที่เรียกกันว่าจิตนั้น  คือพลังของสสารซึ่งผู้รู้เท่าไม่ถึงการณ์ทึกทักเอาว่าเป็นจิตหรือวิญญาณ

อ่าน ฮันทิงทันกับการปรับเปลี่ยนกระบวนทรรศน์

One thought on “ฮันทิงทันกับการปรับเปลี่ยนกระบวนทรรศน์[2]

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s