ฮันทิงทันกับการปรับเปลี่ยนกระบวนทรรศน์

ฮันทิงทันกับการปรับเปลี่ยนกระบวนทรรศน์

ค.ศ. ๑๙๘๙ กำแพงเบอร์ลินทะลุ

ค.ศ. ๑๙๙๑ สหภาพโซเวียตสลาย (ม่านเหล็กเปิด) จีนเปิดประเทศ (ม่านไม้ไผ่เปิด)

ค.ศ. ๑๙๙๒ นักวิชาการสหรัฐฯ ร่วมประชุมกับนักวิชาการรัสเซียในทำเนียบรัฐบาลรัสเซีย

ค.ศ. ๑๙๙๓ แซมมวล ฮันทิงทัน (Samuel Huntington) เผยแพร่บทความ The Clash of Civilization

ในวารสาร Foreign Affairs.

ค.ศ. ๑๙๙๖ ขยายผลจากบทความเป็นหนังสือ The Clash of Civilization ตามคำเรียกร้องของผู้สนใจ

ประเด็นของฮันทิงทันก็คือ มีการปรับเปลี่ยนกระบวนทรรศน์ในคนรุ่นใหม่ทั่วโลก ดังนั้น รัฐบาลอเมริกันไม่พึงชะล่าใจ มันไม่ได้แสดงว่ารัฐบาลอเมริกันเก่ง มันไม่ใช่ชัยชนะของชาวอเมริกันและโลกเสรี แต่เป็นการปรับเปลี่ยนกระบวนทรรศน์ (paradigm shift) มันเป็นการปรับเปลี่ยนกระบวนทรรศน์ในคนรุ่นใหม่ทั่วโลก หากไม่มีการจับกระแสให้ทันและเปิดทางให้กระบวนทรรศน์ใหม่นี้ได้พัฒนาตามครรลองของมัน มันจะเสื่อมคุณภาพไปกลายเป็นคลื่นของการประชดประชันสังคมและการแสดงออกแปลกๆ ของผู้ผิดหวัง เช่น หันไปพึ่งยาเสพติด และเสพกามวิตถารทุกรูปแบบ อาชญากรรมแปลกๆ เป็นต้น ส่วนกระบวนทรรศน์เก่าจะเพิ่มพลังมากกว่าเดิมจนกลายเป็น The Clash of Civilization จนอาจควบคุมไม่ได้ อาจารย์มหาวิทยาลัยที่เข้าใจข้อคิดของฮันทิงทันพากันตื่นตัวขานรับและรีบวิจัยขยายผลเพื่อชี้แนะทางออก รัฐบาลอเมริกันตอนนั้นดูจะให้ความสนใจอยู่บ้าง

๑๑  กันยายน  ค.ศ. ๒๐๐๑  (พ.ศ. ๒๕๔๔)   เวิร์ลเทรดเซนเตอร์ถูกเครื่องบินชนถล่มทลาย คนตายเกือบ ๕ พันคน  รัฐบาลอเมริกันยังมั่นใจว่าตนยังมีศักยภาพพอที่จะระงับเหตุด้วยกระบวนทรรศน์เดิม ปัญญาชนต้องมานะศึกษาและชี้แนะต่อไปอย่างพากเพียร ซึ่งบางประเทศในเอเชียขานรับการปรับเปลี่ยนกระบวนทรรศน์ เช่น เกาหลี ญี่ปุ่น ไต้หวัน ฮ่องกง สิงคโปร์ และองค์กรเอกชนระดับชาติและระดับนานาชาติ บางองค์กรยอมอุทิศตน เพราะเห็นความสำคัญ ประเทศไทยโดยทั่วไปยังทำทองไม่รู้ร้อนเพราะการแบ่งผลประโยชน์ในระบบการเมืองไม่ลงตัว จึงไม่มีเวลาสนใจเรื่องอีร้าฆ่าอีรม ฮันทิงทันและพรรคพวกจะร้องแรกแหกกระเชออย่างไร  ก็ปล่อยไว้ก่อนอย่างไม่เอามาเป็นอารมณ์  ถอดใจขอรักษาสถานภาพเดิมไว้ก่อน เอาไว้จนท่าจริง ๆ แล้วนั่นแหละ จึงค่อยมาคุยกัน

นักคิดกระแสใหม่มองตามฮันทิงทันไปพบว่ามนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของเอกภพ เอกภพเท่าที่ศึกษารู้ได้ขณะนี้ เรารู้ว่าประกอบด้วยหน่วยย่อยที่สุดเรียกว่า ควาร์ค (quark) ควาร์คของเอกภพมีจำนวนมากมายมหาศาล ไม่อาจนับได้ว่ามีเท่าใด แต่ก็ไม่จำเป็นต้องรู้ นับไปก็ไม่มีประโยชน์ เพราะควาร์คแต่ละ

ตัวเป็นเอกเทศเหมือนคนคนหนึ่ง ที่พัฒนาตัวเองไปเรื่อย ๆ ไม่ยอมอยู่คงที่ตายตัว มันเกิดได้และตายได้ ควาร์คจึงมีจำนวนไม่ตายตัว อาจจะลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้ แต่ละตัวก็เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ไม่มีอะไรคงตัวไม่มีอะไรคงที่ แต่เมื่อรวมกันทั้งเอกภพแล้ว ก็เชื่อได้ว่า เอกภพพัฒนาดีขึ้นเรื่อย ๆ นับแต่เท่าที่สืบรู้ได้ทางวิชาการตั้งแต่ขณะมหากัมปนาท (Big Bang) มาจนบัดนี้ แม้บางครั้งระหว่างการเปลี่ยนแปลงจะปรากฏความเสียหายเกิดขึ้นเป็นบางส่วน  แต่ต่อมาก็จะปรับตัวมีคุณภาพสูงกว่าเดิม ดังปรากฏความก้าวหน้าเชิงพัฒนามาตามลำดับดังนี้

 

เมื่อหมื่นห้าพันล้านปีมาแล้ว มหากัมปนาททำให้เกิดหมอกเพลิงที่พัฒนาตัวเองทันที

เมื่อหมื่นล้านปีมาแล้ว หมอกเพลิงส่วนหนึ่งจับตัวเป็นดวงอาทิตย์

เมื่อห้าพันล้านปีมาแล้ว โลกกระเด็นออกจากดวงอาทิตย์

เมื่อหนึ่งพันล้านปีมาแล้ว เริ่มมีชีวิตบนโลก

เมื่อหนึ่งร้อยล้านปีมาแล้ว เริ่มมีสัตว์ ๔ เท้า

เมื่อเจ็ดสิบล้านปีมาแล้ว เริ่มมีสัตว์มีมือ (primate)

เมื่อสามสิบล้านปีมาแล้วเริ่มมีมนุษย์วานร (Apeman)

 

เมื่อ ๔ ล้านปีมาแล้ว ปรากฏหลักฐานว่ามีมนุษย์ที่มีคุณภาพชีวิตต่ำสุด คือสักแต่ว่ามีรูปร่างเป็นคนและเริ่มมีปัญญาสามารถตั้งคำถาม นอกนั้นเหมือนสัตว์ชั้นสูง ผู้มีปัญญาในหมู่พวกนี้ย่อมจะไม่อยู่นิ่งโดยธรรมชาติ  จะต้องดิ้นรนสร้างสรรค์และปรับปัญญาหาสิ่งที่ดีกว่าเรื่อยมาจนเมื่อประมาณ ๑๐,๐๐๐ ปีมาแล้ว (ก.ค.ศ. ๘๐๐๐) ก็พัฒนาปัญญาถึงขั้นกระบวนทรรศน์โบราณ (เชื่อและยึดมั่นในกฎ) เมื่อประมาณ ๒,๐๐๐ ปีมาแล้ว (ก.ค.ศ. ๑) ปัญญาก็พัฒนาถึงกระบวนทรรศน์ที่ ๓ (ยึดมั่นถือมั่นที่คำสอนของศาสดาเท่านั้น) เมื่อประมาณ ๕๐๐ ปีมาแล้ว (ค.ศ. ๑๕๐๐) ก็พัฒนาถึงกระบวนทรรศน์ที่ ๔ (ยึดมั่นที่วิธีการวิทยาศาสตร์) และกระบวนทรรศน์ที่ ๕ (ไม่ยึดมั่นถือมั่น มีหลักยึดเหนี่ยวแต่ไม่ยึดติด) เริ่มเป็นที่สนใจของนักวิชาการทั่วโลก หลังจากเวิร์ลเทรดเซนเตอร์ล้ม (๑๑ กันยายน ๒๐๐๑)

วิวัฒนาการดังกล่าวข้างต้นนี้ เมื่อศึกษาในรายละเอียดแล้วทำให้เชื่อได้ว่า

๑. สสารตั้งแต่ต้น มีพลังพัฒนาสร้างสรรค์และปรับตัว จากหมอกเพลิงเป็นมวลสาร เป็นสิ่งมีชีวิต เป็นสัตว์เดรัจฉาน และเป็นมนุษย์ (มีปัญญา) ตามลำดับ

๒. ปัญญามนุษย์นอกจากมีศักยภาพสร้างสรรค์และปรับตัวสูงกว่าสสาร พืช และสัตว์แล้ว ยังมีพลังร่วมมือและพลังแสวงหา ทุกพลังมุ่งสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิต

 

๑. นักคิดรุ่นใหม่ที่สืบทอดความหวังของฮันทิงทันพบว่า

               ครั้นสำรวจดูว่าคนรุ่นใหม่ที่มีคุณสมบัติตามการคาดคะเนของฮันทิงทัน ที่ว่าเกิดมาในที่ต่าง ๆ ของโลกนั้น มีเกิดมาจริงหรือไม่ ก็พบว่าน่าจะได้แก่ผู้มีลักษณะดังต่อไปนี้คือ

๑.๑. คนที่เกิดมายิ่งรุ่นใหม่เท่าไร ยิ่งมีแนวโน้มของกระบวนทรรศน์ล่าสุดมากเท่านั้น สาเหตุเป็นไปได้ทั้งจากคุณภาพของมวลสารที่เป็นร่างกาย และจากระดับของความเป็นโลกาภิวัตน์ของสิ่งแวดล้อม พวกเขาซึมซับอะไร ๆ ที่เป็นโลกาภิวัตน์ได้ไวกว่าคนรุ่นก่อน

๑.๒. ผู้เกิดมากับกระบวนทรรศน์ใหม่ ย่อมตระหนักได้โดยตนเองว่าคนมีปัญญา ไม่น่าจะมีรสนิยมพอใจกับสัญชาตญาณที่อยู่ต่ำกว่าระดับปัญญา ไม่ว่าเขาจะเกิดขึ้น ณ ที่ใดเขาย่อมตระหนักได้ว่ามนุษย์ทุกยุคสมัย ย่อมมีสัญชาตญาณ  ๔ ระดับ โดยที่แต่ละระดับต่างก็มุ่งพัฒนาชีวิตตามสัญชาตญาณของตนคือ

๑.๒.๑ สัญชาตญาณก้อนหิน ชอบความคงตัวไม่ดิ้นรน  ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง แต่ชอบการอยู่โดดเดี่ยว แข็งทื่อ ไม่สนใจการพัฒนา ในมนุษย์จึงได้แก่สันดานเกียจคร้าน ไม่ชอบบริการใคร แต่ชอบรับบริการจากผู้อื่น

๑.๒.๒ สัญชาตญาณพืช ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดของตนเองเท่านั้น โดยไม่คำนึงว่าจะเกิดความเสียหายแก่ใครหรืออะไรเท่าใดและอย่างไร เหมือนต้นไม้ที่ชอบไชรากไปดูดหาอาหารกินโดยไม่เกรงใจใครหรืออะไรทั้งสิ้น ขอให้ตัวเองมีชีวิตอยู่ได้และอยู่ได้อย่างดีที่สุดเป็นพอ ในมนุษย์จึงเป็นสันดานเห็นแก่ตัว เอาเปรียบทุกคนและทุกอย่างที่ขวางหน้า หากถูกขัดขวางก็จะหันเหไปเอาเปรียบผู้อ่อนแออื่นๆต่อไป

      ๑.๒.๓ สัญชาตญาณอารักขายีน ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดของยีนของตนและของผู้ที่รู้สึกว่ามียีนเหมือนหรือคล้ายของตน เป็นการดิ้นรนที่รุนแรง ยอมเสี่ยงชีวิตและความพอใจด้านอื่น ๆ ทั้งหมดเพื่อแลกกับความพอใจที่ได้สืบยีนหรือปกป้องยีนแม้เพียงครั้งเดียว ในมนุษย์ได้แก่ สันดานเจ้าชู้ มุทะลุ ชอบใช้อารมณ์รุนแรง

                     ๑.๒.๔ สัญชาตญาณปัญญา มุ่งสู่ความสุขแท้ตามความเป็นจริง หากปัญญามั่นใจว่าอะไรเข้าข่ายนี้จะยอมสละได้ทุกอย่าง แม้ชีวิตและสัญชาตญาณทั้ง ๓ อย่างข้างต้น หากสัญชาตญาณนี้ทำการจริงจัง สัญชาตญาณอื่นจะหมดฤทธิ์ ดับสนิท เข้าภาวะนิพพานตามคติพุทธ หรือภาวะนักบุญตามคติคริสต์ หรือภาวะสูงสุดตามคติที่ศาสดาสอนในศาสนาอื่นๆ ตามเกณฑ์หลังนวยุคสัญชาตญาณนี้มุ่งทำการสร้างสรรค์ ปรับตัว แสวงหาสิ่งโพ้นธรรมชาติ และร่วมมือกันสร้างสังคมอารยะ (civil society) แต่ถ้าผิดหวังก็จะประชดอย่างรุนแรง

มนุษย์คือผู้มีปัญญาสามารถเอาชนะสัญชาตญาณอื่นด้วยการเปรียบเทียบจนพบว่า คนทุกคนย่อมแสวงหาความสุขกับสัญชาตญาณใดสัญชาตญาณหนึ่ง แต่สัญชาตญาณของปัญญาเท่านั้นที่ให้ความสุขแท้ตามความเป็นจริง ทำให้คนกลายเป็นมนุษย์ จึงหาวิธีคุมพลังทั้งหมดมุ่งสู่พัฒนาคุณภาพชีวิตการสร้างสรรค์ ปรับตัว ร่วมมือ และแสวงหา ต่อมคุณธรรมจะระเบิด เขาจะทำทุกอย่างเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต เพราะรู้สึกว่านั่นคือ ความสุขแท้ตามความเป็นจริง เขาจะมุ่งและทุ่มเทหามันโดยอัตโนมัติ และนั่นคือทางสู่ความสุขแท้ตามความเป็นจริงในโลกนี้ด้วย หากไม่ทำอย่างนี้ต่อมคุณธรรมจะฝ่อ

๒. สังคมอารยะของนักหลังนวยุค

               สังคมอารยะตามมาตรฐานของนักหลังนวยุค คือสังคมแห่งระเบียบสังคมใหม่ (new social order) ในสังคมเช่นนี้พลเมืองทุกคนหรืออย่างน้อยครึ่งหนึ่งร่วมมือกันดูแล (caring) ให้มีกฎหมายจรรยาบรรณอาชีพ และจริยธรรมที่ถูกต้อง ใช้ได้ผล เพราะมีบทลงโทษ (sanction) อย่างได้ผล บทลงโทษมีความมั่นคงจาก ๒ ทาง คือ ๑) สถาบันกฎหมายเอาจริงทุกขั้นตอน ๒)ประชาชนให้ความร่วมมือด้วยการสนับสนุนให้กระบวนการกฎหมายดำเนินอย่างถูกต้องทุกขั้นตอนทั้งประณามและแจ้งเบาะแสแก่เจ้าหน้าที่ และเจ้าหน้าที่ก็เดินตามกฎหมายทุกขั้นตอน

๑๑ กันยายน ค.ศ. ๒๐๐๑ (พ.ศ. ๒๕๔๔) (รหัส ๙/๑๑) เวิร์ลเทรดเซนเตอร์ถูกถล่ม คนตายเกือบ  ๕,๐๐๐ ราย รัฐบาลอเมริกันปรับท่าทีทันที โดยคิดว่าแม้จะเชื่อฮันทิงทันเพียงใด หากเลือกปรับเปลี่ยนกระบวนทรรศน์ (shift of paradigm) ก็จะเสียเปรียบฝ่ายตรงข้าม จะต้องสูญเสียความได้เปรียบแน่ ๆ  สูญเสียดุลแห่งอำนาจแก่ฝ่ายตรงข้าม หรือเสียทีแก่อำนาจนอกประเทศที่ไม่ยอมปรับเปลี่ยนกระบวนทรรศน์ จำเป็นต้องยืนหยัดกับกระบวนทรรศน์เดิมจนกว่าทุกฝ่ายจะยอมปรับเปลี่ยนกระบวนทรรศน์ด้วยทั่วโลก  ซึ่งหมายถึง รวมใจกันสร้างระเบียนโลกใหม่ (New World Order)  เมื่อเป็นเช่นนี้รัฐบาลอเมริกันก็ต้องสร้างสมรรถนะให้มั่นใจได้ว่าสามารถระงับเหตุร้ายทั้งในระยะสั้นและยาว เสียงเรียกร้องให้หาวิธีที่ปลอดภัยกว่านี้และปฏิบัติได้จริงกว่านี้ย่อมมีอยู่เสมอ และตราบใดที่สหรัฐอเมริกาใช้นโยบายดังกล่าว  เสียงต่อต้านนโยบายของรัฐบาลอเมริกันก็คงจะมีต่อไปเป็นปรกติวิสัย  ทำให้แต่ละชาติรู้สึกว่าต้องพึ่งตนเองและจับกลุ่มกันเฉพาะหน้าเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของตนตามที่ฮันทิงทันได้พยากรณ์ไว้ ซึ่งไม่เป็นทางแก้ปัญหาที่น่าพอใจ ประชาคมอาเซียนที่กำลังจะเอาจริงกันตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๕๘ ก็ต้องตระหนักถึงเรื่องนี้ด้วย

ประเทศเกาหลีใต้ซึ่งได้รับผลกระทบจากสงครามโลกครั้งที่ ๒ อย่างบอบช้ำถึงที่สุดจนไม่มีอะไรจะเสีย ไม่ว่าด้านวัตถุและด้านจิตใจรวมถึงคุณธรรมจริยธรรม ครั้นตั้งตัวได้ก็เกิดความรู้สึกร่วมกันทั้งชาติว่า ต้องพัฒนาชีวิตร่วมกันทั้งชาติเพื่อให้มั่นใจได้ว่าจะไม่ตกต่ำเช่นนั้นอีก การเดินตามคำชี้แนะของฮันทิงทันไม่มีอะไรจะต้องเสี่ยงหรือเสียสำหรับชาวเกาหลีใต้  อย่างน้อยก็เสมอตัว อย่างมากก็คือพ้นสภาพชีวิตเลวร้ายต่ำสุดสู่สภาพชีวิตที่มีคุณภาพลอยเด่นในสังคมโลก ชาวเกาหลีใต้ทุกภาคส่วนเอาจริงกับเรื่องนี้อย่างพร้อมเพรียงกัน มีแต่จะยอมกันเพื่อการปรับปรุงคุณภาพชีวิตของกันและกันและทุกฝ่าย ผลจึงปรากฏอย่างที่เห็นอยู่ทุกวันนี้ (ซึ่งไม่มีใครบอกได้ว่าจะเป็นเช่นนี้อยู่ได้นานแค่ไหน) หากจะชื่นชมคุณภาพชีวิตของชาวเกาหลีใต้ก็ควรจะวิเคราะห์ไปถึงเบื้องหลังของความสำเร็จดังกล่าวนี้ด้วย

สหภาพยุโรปรวมตัวกันได้ก็เพราะเขาแก้ปัญหาความระแวงกันภายในสหภาพได้สำเร็จ แต่ก็ยังต้องระแวงชาติอื่น ๆ ที่ไม่อยู่ในสหภาพยุโรป เกาหลีใต้จึงอยู่ในสภาพที่ได้เปรียบกว่าที่ไม่ต้องระแวงชาติอื่น เพราะที่แล้วมาไม่มีชาติใด (ยกเว้นเกาหลีเหนือ) คิดจะเอาเปรียบเกาหลีใต้ มีแต่สงสารและอยากจะอนุเคราะห์ จึงกลายเป็นจุดแข็งของชาวเกาหลีใต้ที่ไม่รู้สึกเสี่ยงกับการปรับเปลี่ยนกระบวนทรรศน์ ภัยจากเกาหลีเหนือก็ไม่รู้สึกว่าต้องเสี่ยงเพราะมั่นใจว่าจะไม่เสียเปรียบแน่เนื่องจากมีสหประชาชาติคุ้มกัน ผิดกับสหภาพยุโรปที่ต้องระแวงการเสียเปรียบชาติอื่น ๆ

ทางแก้สำหรับชาวสหรัฐอเมริกา และชาติอื่น ๆ ก็คือ หวังว่ารัฐบาลจะมีความจริงใจพอที่จะสร้างชาติให้มั่นคงด้วยการพัฒนาคุณภาพชีวิตของพลเมือง และสร้างความเข้มแข็งให้ประเทศอย่าให้ต้องยอมเสียเปรียบแก่ชาติอื่น ๆ โดยไม่ต้องคิดเอาเปรียบชาติใดด้วย หากเป็นเช่นนี้ก็พึงสนับสนุนหรืออย่างน้อยก็ปล่อยให้ภาคเอกชนพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนทั้งชาติให้ก้าวไปสู่คุณภาพชีวิตของพลเมืองทุกคนตามนโยบายการปรับเปลี่ยนกระบวนทรรศน์ของฮันทิงทัน จนสามารถผูกมิตรกับทุกชาติที่มีคุณภาพชีวิตตามการปรับเปลี่ยนกระบวนทรรศน์แล้ว ขณะเดียวกันก็มีความเข้มแข็งพอที่จะป้องกันการเอาเปรียบจากชาติอื่น จนกว่าไม่มีชาติใดคิดจะเอาเปรียบชาติอื่นอีกแล้วในโลก ชาติเหล่านี้จึงมุ่งพัฒนาภาคเอกชนให้ได้ผลอย่างเต็มที่

One thought on “ฮันทิงทันกับการปรับเปลี่ยนกระบวนทรรศน์

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s