ฐานประวัติศาสตร์สำหรับจริยศาสตร์ยุคใหม่

การสนใจด้านจริยศาสตร์นั้น ต้องตระหนักว่าจะศึกษาอะไรต้องดูความเป็นมาเสียก่อน จริยศาสตร์จึงไม่ใช่เพียงเรียนรู้ตามหลักการ แต่ต้องดูไปถึงประวัติศาสตร์ของแต่ละหลักการด้วย ผ่านฐานประวัติศาสตร์

ฐานประวัติศาสตร์

ประวัติศาสตร์เป็นส่วนของการศึกษากระแสคิดในแต่ละยุคและแนวทางปฏิบัติในทางจริยธรรมของยุคสมัยนั้นๆ ในกลุ่มคน ชนชาติ ประเทศและดินแดนนั้นๆ

ดึกดำบรรพ์

เมื่อคนปัจจุบันมองย้อนไปยังคนในยุคดึกดำบรรพ์ สิ่งที่เชื่อว่าจะเป็นในจิตสำนึกของคนยุคนั้น เรียกว่า dim of conscience  แววแห่งมโนธรรม (แสงสลัวๆ ไม่แจ่มชัด โง่ๆทึมๆ) โดยมีพื้นฐานความคิดว่า สัตว์ต่างๆ ก็มีการปฏิบัติดีตามสัญชาตญาณ แม้ไม่ต้องตรึกตรองล่วงหน้า แต่สัตว์ก็ฝืนสัญชาตญาณไม่ได้ ทั้งนี้มนุษย์ก็น่าจะมีการปฏิบัติดีตามสัญชาตญาณซึ่งสอดคล้องกับหลักคุณธรรมจริยธรรมทั่วๆ ไปอยู่เช่นกัน

โบราณ

เมื่อรวมตัวเป็นสังคม จึงมีกรอบขนบธรรมเนียมเป็นตัวเทียบ แววมโนธรรมจึงน่าจะมีอยู่เองในมนุษย์ ทั้งนี้ได้มีการปรับให้เกิดธรรมเนียมที่ชัดเจนในระดับท้องถิ่น เรียกว่า Custom attachment คือ การยึดประเพณี ทั้งนี้ ย่อมไม่ใช่กฎหมาย แต่เป็นกฎที่ผ่านการลองผิดลองถูกมาก่อนจนได้ยกเป็นประเพณีของหมู่คณะ เช่น ประเพณีแต่งงาน บวช ไหว้ครู เคารพกษัตริย์ ถ้ากรณีแวดล้อมเปลี่ยนไป การปฏิบัตินั้นก็จะมีการเลื่อนไป หากไม่ปรับเปลี่ยนก็จะกลายเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาให้ก้าวหน้า

ต่อมาเมื่อมีการขยายเป็นเมือง จึงมีการใช้กฎหมาย Law attachment ยึดกฎหมายเนื่องจากสังคมเกิดการแบ่งกลุ่มย่อย มีการช่วยเหลือกัน ทำให้หวาดระแวง และไม่ไว้ใจกัน กฎหมายพัฒนามาจากกฎขนบธรรมเนียม ประเพณี แต่ต้องยึดถือเคร่งครัด ละเมิดจะถูกลงโทษ ยิ่งมีกฎหมายมาก ความปลีกย่อยก็ทำให้การปฏิบัติทำได้ยาก ไม่ไวต่อการเปลี่ยนแปลง

ยุคกลาง

ในยุคนี้กฎหมายบังคับได้ไม่เต็มที่ เพราะสังคมอยู่ในระบบอุปถัมภ์ และระบบศักดินา ทำให้เกิดPerson attachment คือ การยึดเจ้าลัทธิ มีผู้มาสอนให้คิด วางวิถีเพื่อไปสู่เป้าหมายในชีวิต กฎหมายปรับตามวิถี และการละเมิดกฎหมายเป็นบาป หากกฎหมายไม่ปรับตัวให้เข้ากับลัทธิ ก็จะต้องละเมิดกฎหมาย เพื่อไม่ให้บาป

นวยุค

ยุคใหม่เริ่มด้วยการย้อมถามหาเหตุผล Reason attachment คือ การยึดเหตุผลเป็นสำคัญ มโนธรรมต้องมีเหตุผล และมีมาตรการความประพฤติเพื่อใช้เป็นเกณฑ์ สังคมพยายามหามาตรการที่เป็นกลางกับทุกศาสนา คือ มาตรการสากล ปฏิบัติตามกฎศาสนาที่ตรงกับเหตุผลที่เราเชื่อ ปฏิบัติตามกฎหมายที่มีเหตุผลว่าควรปฏิบัติ ถ้ากฎหมายไม่ตรง ก็ให้ดื้อแพ่ง (disobedience) ถ้าเหตุผลเปลี่ยนก็ต้องปฏิรูป (reformation)

 หลังนวยุค

ยุคปัจจุบัน เห็นว่ากฎหมายมีปัญหา กฎศาสนาก็มีปัญหา การใช้เหตุผลก็มีปัญหา จึงเน้นการCritical mind คือ ยึดวิจารณญาณ เพราะ คุณค่าจริยะไม่มีจริง เป็นเพียงความเข้าใจผิดจากการใช้ภาษา “ดี” จาก “คำบรรยาย” ถูกทำให้กลายเป็น “คำสั่ง” มนุษย์พึงตัดสินใจกระทำตามสิ่งเฉพาะหน้า

อภิจริยศาสตร์ ชี้ว่า “มีคุณค่าจริยะอยู่จริง” แต่ต้องใช้วิจารณญาณคิดวิเคราะห์และตัดสินใจเป็นกรณีๆ ไป สร้างมโนธรรมที่ตัดสินใจเลือกอย่างมีวิจารณญาณ

สรุป

การพิจารณาจริยธรรม คุณธรรม จะต้องเข้าใจฐานประวัติศาสตร์ ประเพณี กฎหมาย ศาสนา ความเชื่อ หลักเหตุผล และการใช้วิจารณญาณที่มีในแต่ละยุค จึงจะพอเข้าใจจริยศาสตร์ได้และผลที่สืบเนื่องมาในปัจจุบันคือความซับซ้อนของปัญหาและคำตอบทางจริยศาสตร์นั่นเอง

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s