การพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักปรัชญาหลังนวยุคสายกลาง

พ.อ.ดร.ไชยเดช แก่นแก้ว

คำตอบทางปรัชญาสำหรับปรัชญาความสุขในปัจจุบันโดยการใช้วิจารณญาณด้วยกระบวนทรรศน์ปรัชญาที่เป็นความเชื่อพื้นฐานที่มีในจิตใจของมนุษย์ทุกคน เป็นสมรรถนะเข้าใจและเชิญชวนให้เจตจำนงตัดสินใจตามเกณฑ์วิทยาของกระบวนทรรศน์นั้น ผู้ที่อยู่ในกระบวนทรรศน์ใดย่อมมีทัศนคติต่อแง่มุมต่างๆ ของชีวิต ค่านิยม การพัฒนาวัฒนธรรมและอารยธรรมของมนุษยชาติที่สอดคล้องกับกระบวนทรรศน์ปรัชญานั้น ย่อมได้คำตอบใหม่ที่ว่ากระบวนทรรศน์ปรัชญาหลังนวยุคสายกลางมีมุมมองว่า

การพัฒนาคุณภาพชีวิตเป็นสารัตถะของกระบวนทรรศน์ปรัชญาหลังนวยุค

กระบวนทรรศน์หลังนวยุคสายกลางมีจุดเด่นที่การไม่ยึดมั่นในทฤษฎีตายตัว ความคิดใดเมื่อนำไปปฏิบัติแล้วเกิดประโยชน์ให้ถือว่าจริง ถ้าไม่เกิดประโยชน์ถือว่าเท็จ โดยมุ่งเป้าหมาย (goal) เดียวกันคือ สันติภาพโลก และมีวิถี (means) คือ การอยู่ร่วมอย่างเอื้ออาทรต่อกันระหว่างมวลมนุษย์บนพื้นฐานแห่งการเคารพศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์

เมื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตเป็นสารัตถะของมนุษย์ ก็เป็นอภิปรัชญาที่เป็นภาวะความเป็นจริงของมนุษย์และเป็นคำตอบของเกณฑ์ความจริงในยุคนี้ การพัฒนาคุณภาพชีวิตขับเคลื่อนไปด้วยพลังของการสร้างสรรค์ ปรับตัว ร่วมมือและแสวงหา  โดยใช้วิจารณญาณตามกระบวนทรรศน์หลังนวยุคสายกลางในการแก้ปัญหาต่างๆ โดยมีขั้นตอนของการวิเคราะห์และการประเมินค่าเป็นส่วนสำคัญ  เมื่อปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้วย่อมก่อให้เกิดความรับผิดชอบในการปฏิบัตินั้น ส่งเสริมการร่วมมือกันในการพัฒนาคุณภาพชีวิต ในลักษณะการทำดีแก่กันและกัน และเปิดพื้นที่เพื่อนำไปสู่การแสวงหาความสุขแท้เชิงศาสนาอีกด้วย

เมื่อกระบวนทรรศน์ปรัชญาหลังนวยุคสายกลางได้ดำเนินไปย่อมทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนค่านิยมและทำให้การพัฒนาคุณภาพชีวิตกลายเป็นวัฒนธรรมของผู้คนที่มีอยู่ร่วมกันของผู้ถือกระบวนทรรศน์หลังนวยุคสายกลาง และเป็นวัฒนธรรมร่วมของมนุษยชาติ เป็นวัฒนธรรมแกนหลักของสังคมในปัจจุบัน เป็นหลักยึดเหนี่ยวที่ไม่ใช่หลักยึดติด นั่นคือ ไม่ว่าจะทำอะไร หรือเกี่ยวข้องกับอะไรก็จะต้องเชื่อมโยงไปกับการพัฒนาคุณภาพชีวิต แต่ก็เปิดโอกาสให้มีความหลากหลาย แตกต่างกันไปตามพื้นที่ เชื้อชาติ ชนชาติได้ และเมื่อเจตจำนงตัดสินใจของผู้ถือกระบวนทรรศน์ปรัชญาหลังนวยุคสายกลางใช้การพัฒนาคุณภาพชีวิตเป็นเกณฑ์สำคัญ ย่อมเกิดปรัชญาจริยะและมาตรการจริยะที่สอดคล้องกัน ผู้คนย่อมศรัทธาในการพัฒนาคุณภาพชีวิตและปฏิบัติตามด้วยความเต็มใจ เพราะได้ความสุขแท้จากการปฏิบัติเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต การพัฒนาคุณภาพชีวิตจึงมีคุณค่าเท่ากับเป้าหมายในระดับศาสนา และสามารถเรียกได้ว่าเป็นศาสนากระบวนทรรศน์ปรัชญาหลังนวยุค แต่เป็นศาสนาที่ไม่เรียกร้องสมาชิก ไม่แก่งแย่งแข่งขันหรือเชื่อว่าตนเองถูกฝ่ายเดียว ฝ่ายอื่นผิดทั้งหมด การพัฒนาคุณภาพชีวิตจึงเป็นหลักศาสนาที่แสวงหาความร่วมมือและพร้อมที่จะช่วยเหลือศาสนาอื่นในฐานะหลักการสำคัญในการดำรงตนตามหลักศาสนานั้นๆ อีกด้วย ทั้งนี้ก็เพราะ การพัฒนาคุณภาพชีวิตเป็นความสุขแท้ตามสัญชาตญาณปัญญาของมนุษย์  สัญชาตญาณปัญญาของมนุษย์ที่กระทำการอย่างเข้มข้นที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นก็จะได้ความสุขแท้ตามความเป็นจริง และ การกระทำความดีด้วยการพัฒนาคุณภาพชีวิตจะนำไปสู่ความสุขแท้ตามความเป็นจริงทางศาสนาด้วยเช่นเดียวกัน ด้วยหลักปรัชญาเช่นนี้ ทำให้คำตอบวิจัยนี้ สรุปได้อย่างมั่นใจว่า มนุษย์จะได้ความสุขแท้ตามความเป็นจริงจากการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักกระบวนทรรศน์ปรัชญาหลังนวยุคสายกลาง

ดังนั้น กระบวนทรรศน์ปรัชญาหลังนวยุคสายกลางที่มีการพัฒนาคุณภาพชีวิตเป็นอภิปรัชญา ญาณวิทยาและอรรถปริวรรต จึงมีศักยภาพที่จะใช้ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนได้ทั้งในระดับตนเอง ระดับครอบครัว ระดับชุมชน สังคม และระดับประเทศ ทั้งนี้สามารถวิธานการพัฒนาคุณภาพชีวิตโดยประยุกต์ในระดับต่างๆ  ดังนี้

การบริหารตน

กระบวนทรรศน์หลังนวยุคสายกลางเน้นการอยู่ร่วมอย่างเอื้ออาทรต่อกันระหว่างมวลมนุษย์บนพื้นฐานแห่งการเคารพศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ เสนอให้มนุษย์หันมองดูตัวเองและสร้างเสรีภาพแท้จริง คือ มีโอกาสเลือกและมีความรับผิดชอบต่อสังคม มีความเป็นอิสระในทางความคิด ตัวเราสามารถเป็นตัวเองอย่างที่ใจปรารถนา เมื่อมีเสรีภาพแล้วย่อมต้องมาพร้อมกับความรับผิดชอบ มีรูปแบบดำเนินชีวิต เน้นคิดใหม่ทำใหม่ให้เกิดการพัฒนา และแสวงหาความรู้เพื่อแนวทางใหม่ในการดำเนินชีวิตที่ดี  นั่นคือ การพัฒนาคุณภาพชีวิต โดยถือว่าเป็นสารัตถะของมนุษย์ เป็นอภิปรัชญาที่เป็นภาวะความเป็นจริงของมนุษย์ และเป็นคำตอบของเกณฑ์ความจริงในยุคนี้ และกระบวนทรรศน์หลังนวยุคสายกลางยังเน้นการปฏิบัติหรือการลงมือกระทำ โดยเน้นการนำความคิดให้ไปสู่การกระทำ  การดำรงชีวิตที่ดีต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของการคิดที่ดีและการกระทำที่เหมาะสม เน้นการได้เรียนรู้จากการลงมือทำ  อีกทั้งยังเน้นความสำคัญของประชาธิปไตย จริยธรรม ศาสนา และศิลปะอีกด้วย เพื่อให้มนุษย์ได้รับประสบการณ์และเรียนรู้จากการคิด การลงมือทำและการแก้ปัญหาด้วยตนเองเพื่อให้ได้ผลคือการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามสัญชาตญาณปัญญาเพื่อความสุขแท้ตามความเป็นจริง พัฒนาถึงขั้นใดก็จะเล็งเห็นด้วยสัญชาตญาณว่าควรทำอะไรและอย่างไรต่อไป โดยไม่จำเป็นต้องมีคนบอก  แต่ละคนมีความสุขที่จะทำมัน  เมื่อทำแล้วก็มีความสุขและรู้ว่าทำอะไรต่อไปแล้วจะมีความสุขยิ่ง ๆ ขึ้น  โดยต้องใช้วิจารณญาณถึงพฤติกรรมของตนว่ากระทำสิ่งต่างๆ ไป ด้วยหลักการใด  1) ทำเพราะเป็นหน้าที่ของมนุษย์ เป็นหน้าที่รับผิดชอบเป็นของตนเองที่ต้องกระทำให้สมบูรณ์  2) ทำเพราะเป็นอุดมการณ์สูงสุดของชีวิต  อะไรควรทำอะไร ไม่ควรทำอะไร อุดมการณ์ของชีวิตจะทำให้สามารถยืนหยัดอยู่ได้อย่างภาคภูมิ และรู้สึกได้ว่าชีวิตของตนมีคุณค่า  3) ทำเพราะเป็นความดีอันสูงสุด ใช้วิจารณญาณเข้ามาร่วมวิเคราะห์จะทำให้การประเมินค่านั้นพฤติกรรมที่จะกระทำนั้นมีความถูกต้องมากขึ้น ทั้งนี้ สามารถประยุกต์ใช้หลักการนี้บนแนวทางพัฒนาศักยภาพตนเองตามแนวทางปรัชญาพุทธ ในสิกขา 3 ฝึกหัดอบรมกาย วาจา จิตใจ และปัญญา โดยกำกับกามคุณ 5 เพื่อลดความอยากอันเป็นผลจากสัญชาตญาณก้อนหิน สัญชาตญาณพืช สัญชาตญาณอารักขายีน อันนำไปสู่ความสุขไม่แท้ ส่งเสริม พละ 5 อันได้แก่สัญชาตญาณปัญญาให้ถึงเต็มที่ตามศักยภาพคิดของมนุษย์ และดำรงตนตามหลักมรรค 8 ทางสายกลางอันเป็นข้อปฏิบัติอันพอดีที่จะนำไปสู่การดับทุกข์ ปลอดปัญหา และด้วยปัญญาก็ทำให้ดำรงอยู่ในสันโดษ มีความยินดี ความพอใจ ความยินดีด้วยของของตนซึ่งได้มาด้วยเรี่ยวแรงความเพียรโดยชอบธรรม

การบริหารตนยังสามารถใช้พลังแห่งหลังนวยุคในการสร้างสรรค์ ปรับตัว ร่วมมือ และแสวงหาเพื่อยกระดับการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป โดยที่นำหลักสัปปุริสธรรม 7 อันเห็นเครื่องทำให้เป็นคนดีมาเป็นกรอบความคิด นั่นคือ รู้จักเหตุ รู้จักผล รู้จักตน รู้ประมาณ รู้กาล รู้ชุมชนและบุคคล อันเป็นสมรรภาพคิดที่สำคัญของปัญญาและการปฏิบัติได้ในระดับจริยธรรม โดยมี สังคหวัตถุ 4 พรหมวิหาร 4 เป็นเครื่องมือสำคัญในการส่งเสริมการปรับตัวและร่วมมือในการอยู่ร่วมกับผู้อื่น การแสวงหาในระดับที่สูงขึ้นไปนั้น อาจใช้สติปัฎฐาน 4 เพื่อให้สติกำหนดพิจารณาสิ่งทั้งหลายให้รู้เห็นตามความเป็นจริง เข้าใจในปฏิจจสมุปบาท ความเป็นเหตุปัจจัยของสิ่งต่างๆ ทั้งหลายตามความเป็นจริง การดำรงตนจึงจะมีสติสัมปชัญญะ ระลึกรู้สึกตัวทุกเมื่อในการพูด การคิด และการกระทำ เพื่อประโยชน์สุขของบ้านเมืองและคนภายใต้ปกครองการกระทำใดๆ อย่างมีสติสัมปชัญญะเสมอนั้น จะทำให้ผิดพลาดได้น้อย เป็นหลักการบริหารตนให้ตั้งมั่นในความไม่ประมาท และยังนำพาองค์การและผู้อื่นถึงความสำเร็จโดยปลอดภัยไร้กังวล ทั้งนี้ ความไม่ประมาทถือเป็นบทสุดท้ายที่จะทำให้การพัฒนาคุณภาพชีวิตเป็นไปด้วยพลังอย่างแท้จริง ประคับประคองตนให้พ้นไปจากความผิดพลาดทุกสอย่าง จะนำตนหรือบริหารตนเองประสบผลสำเร็จทุกประการทีเดียว

การบริหารคน

การพัฒนาคุณภาพชีวิตเน้นการใช้ปัญญาไตร่ตรองการกระทำต่างๆ เพื่อให้เลือกประพฤติดีและมีความสุขในชีวิตได้อย่างปกติ แนวคิดนี้ได้กลายเป็นวัฒนธรรมทางความคิด ความเชื่อที่สืบทอดมาโดยมีแกนกลางอยู่ที่การพัฒนาคุณภาพชีวิตด้วยปัญญา มีความสากลในการใช้ปัญญาคิดเท่าที่สมรรถภาพคิดของมนุษย์กระทำได้เพื่อเรียนรู้และเข้าใจ และประยุกต์ใช้เพื่อการพัฒนากิจกรรมทางปัญญาเพื่อให้เกิดความรู้ยิ่งขึ้น และคุณภาพชีวิตก็ได้ถูกพัฒนาไปเป็นขั้นๆ อย่างต่อเนื่อง มีความแตกต่างกันไปตามวัฒนธรรมถิ่น แต่ก็มีแกนหลักร่วมกัน และเมื่อมนุษย์ในกระบวนทรรศน์หลังนวยุคสายกลางได้เน้นการย้อนอ่านใหม่ทั้งหมด โดยไม่ทิ้งสิ่งใดเลย ก็เท่ากับเป็นการเพิ่มกิจกรรมทางปัญญาแก่มนุษยชาติ คนรุ่นใหม่จึงแสวงหาความรู้จากเอกสาร หลักฐาน สื่อ หนังสือ ตำรา และช่องทางต่างๆ อย่างเต็มกำลัง เป็นกระแสที่ขยายไปในทุกๆ พื้นที่ เป็นวัฒนธรรมแกนหลักของสังคมในปัจจุบัน ไม่ว่าจะทำอะไร หรือเกี่ยวข้องกับอะไรก็จะต้องเชื่อมโยงไปกับการพัฒนาคุณภาพชีวิต คนทั้งหลายในยุคสมัยปัจจุบันจึงดำเนินชีวิตบนวัฒนธรรมนี้ หากทำงานใดๆ แล้วไม่เป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตก็จะไม่ทำ เลือกทำแต่สิ่งที่เป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิต ดังนั้น การบริหารคนจึงต้องชี้แนะให้เห็นถึงการพัฒนาคุณภาพชีวิตด้วยสัญชาตญาณปัญญาเพื่อเป้าหมายเป็นความสุขแท้ตามความเป็นจริง เมื่อคนมาอยู่ร่วมกันมากย่อมมีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน มีผลของการกระทำต่อกัน การบริหารจึงต้องส่งเสริมให้ใช้สัญชาตญาณปัญญาให้มาก เพื่อให้ระลึกในกุศลมูล 3 ความไม่อยากได้ ความไม่คิดประทุษร้าย ความไม่หลง ซึ่งเกิดจากการที่มนุษย์ติดอยู่ในสัญชาตญาณระดับต่ำกว่า การจะใช้สัญชาตญาณปัญญานั้นต้องใช้สมรรถนะคิดเพื่อให้เห็นโทษของอกุศลมูล 3 ความอยากได้ ความคิดประทุษร้าย และความหลง ซึ่งนำไปสู่ทุจริต 3 ความประพฤติชั่วทางกาย วาจา ใจ อันจะทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างกัน การบริหารคนจะต้องส่งเสริมให้การปฏิบัติตนของแต่ละคนดำเนินไปตามอัตถะ 3 อันได้แก่ ประโยชน์ใน 3 ทางคือ ประ.โยชน์ตน ประโยชน์ผู้อื่นและประโยชน์ทั้งสองฝ่าย อันนำไปสู่การมีความสุขบนความสุขของผู้อื่นซึ่งเป็นวิถีของความสุขแท้

การบริหารคนยังต้องส่งเสริมให้แก่ละคนดำรง ทิฏฐัมมิกัตถสังวัตตนิกธรรม 4 ในทางปฏิบัติจริง ลงมือกระทำด้วยความหมั่นเพียร รู้จักเก็บรักษาทรัพย์และรักษาผลงานไว้ให้ดี คนเพื่อนที่ดี มีมิตรที่ดี และดำรงชีวิตด้วยความเหมาะสมกับกลุ่ม รวมไปถึง การปฏิบัติดีต่อกันในทิศ 6 ซึ่งจะทำให้เกิดความรักใคร่ สามัคคีกัน และสามารถแสวงหาหนทางของการอยู่ร่วมกันที่ดีขึ้นด้วยหลักกุศลกรรมบท 10 และการรักษาศีล 5 เพื่อให้หมู่คณะเป็นผู้ประพฤติดี ชุมชนสังคมก็จะเกิดความสุขสันติ ปรองดองกัน

การบริหารงาน

การส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพชีวิตนี้เป็นความเชื่อและเหตุผลปฏิบัติของคนรุ่นใหม่ เป็นหลักการและข้อปฏิบัติที่ต้องรักษา ทำตาม การพัฒนาคุณภาพชีวิตมีคุณค่าบนพื้นฐานของการไม่แก่งแย่งแข่งขันหรือเชื่อว่าตนเองถูกฝ่ายเดียว ฝ่ายอื่นผิดทั้งหมด  แสวงหาความร่วมมือและพร้อมที่จะช่วยเหลือผู้อื่น การประยุกต์ใช้หลักการพัฒนาคุณภาพชีวิตก็จะสามารถปรับใช้ให้เหมาะกับตน คน งาน และองค์การ ไม่จำกัดว่าผู้ใดจะนำมาใช้ ทั้งไม่จำกัดโอกาส เวลา สถานที่ด้วย ซึ่งจะเน้นการบริหารตน บริหารคน บริหารงาน  โดยนำเอาหลักปรัชญา  หลักธรรมคำสอนของศาสนาต่างๆ และหลักวิชาการต่างๆ มาบูรณาการร่วมกันได้ทำให้เกิดแนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่เปิดกว้างและหลากหลายด้วยปรัชญาหลังนวยุคสายกลาง ใช้สมรรถภาพคิดอย่างเต็มที่ ใช้วิจารณญาณในทุกสิ่ง และมุ่งแก้ไขปัญหาต่างๆ เพื่อตอบสนองสัญชาตญาณปัญญา ซึ่งมนุษย์พบเจอได้จากงาน การวางแผนกำหนด ตัดสิน รวมทั้งประเมินแนวทางในการทำงานเพื่อความสำเร็จของงานทั้งต่อหน้าที่ส่วนตัวและหน้าที่ต่อองค์การ การใช้ความคิดถูกวิธี คือ การกระทำในใจ โดยแยบคายมองสิ่งทั้งหลายด้วยความคิดพิจารณาสืบค้นถึงต้นเค้า สาวหาเหตุผลจนตลอดสาย แยกแยะออกพิเคราะห์ด้วยปัญญาที่คิดเป็นระเบียบและโดยอุบายวิธี ให้เห็นสิ่งนั้นๆ หรือปัญหานั้นๆ ตามสภาวะและตามความสัมพันธ์แห่งปัจจัย ข้อนี้เป็นองค์ประกอบภายในและเป็นฝ่ายปัญญา ซึ่งตรงกันกับ 10 วิธีคิดตามหลักโยนิโสมนสิการ และการรับผลของงานตามความเป็นจริง การบริหารงานจะต้องไม่ยึดมั่นถือมั่นในความสำเร็จของงานว่าต้องสำเร็จทั้งหมดหรือว่างานนั้นวางรากฐานไว้แล้วจะไม่เปลี่ยนแปลงไปอีก  การบริการงานจะต้องชี้แจงด้วยปัญญาให้ทุกฝ่ายเข้าใจในไตรลักษณ์ ว่าทุกสิ่งเป็นความไม่เที่ยง ความไม่เที่ยงเป็นทุกข์ และ ความเป็นของไม่ใช่ตน แต่ให้ทุกคนทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพตามศักยภาพของแต่ละคน งานที่ได้ย่อมจะมีความสร้างสรรค์ มีการปรับตัวและร่วมมือกัน รวมไปถึงการแสวงหางานและผลของงานที่ดีขึ้นกว่าเดิม การทำงานร่วมกันต้องใช้ปัญญา ใช้วิจารณญาณในการทำงาน ลดละอคติ 4 ลดละอัตตา ความถือตนเป็นใหญ่ เพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งจนงานเสียหายได้

งานที่ดียังต้องการพี่เลี้ยงช่วยแนะนำสั่งสอน การเรียนรู้งาน การฝึกฝนปฏิบัติ ซึ่งจะทำให้เกิดการพัฒนาคุณภาพชีวิตของแต่ละคนจากการทำงานไปพร้อมๆ กัน การสอนงานจึงเป็นเรื่องสำคัญ พี่เลี้ยงจะต้องใช้เทศนาวิธี 4 คือ สอนโดยการชี้แจงให้ชัดเจน ชวนให้อยากปฏิบัติตาม เร้าใจให้กระตือรือร้น เกิดอุตสาหะ ทำงานด้วยความแข็งขัน และ ชี้ให้เห็นผลของงานเพื่อให้รู้สึกถึงคุณค่าของแต่ละคน ประกอบกับการส่งเสริมอิทธิบาท 4 ย่อมทำให้งานนั้นประสบความสำเร็จได้ เมื่อมีปัญหาในงานก็แก้ไขด้วยหลักอริยสัจจ์ 4 ทั้งนี้ กระบวนการทั้งหมดล้วนเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตและทุกคนจะมีความสุขจากการทำงานต่างๆ ได้

การบริหารองค์การ

การพัฒนาคุณภาพชีวิตยังสามารถขยายไปในระดับองค์การ โดยถือว่าองค์กรเป็นสิ่งมีชีวิตอย่างหนึ่ง การพัฒนาคุณภาพชีวิตย่อมทำให้องค์กรมีชีวิตที่ดี มีความก้าวหน้าเติบโตไปได้ ทั้งนี้ ย่อมต้องใช้วิจารณญาณและหลักวิชาการในการจัดหรือกำหนดโครงสร้างความสัมพันธ์ของสมาชิก และสายการบังคับบัญชาภายในองค์กร เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและความคล่องตัวในการทำงานขององค์กร องค์กรก็เหมือนร่างกายคนต้องมีรูปร่างที่ดี แข็งแรง องค์กรก็ต้องมีปฏิรูปเทสวาสะ การตั้งอยู่ในถิ่นที่ดี มีสิ่งที่เหมาะสม มีสัปปายะ 7 เพื่อให้เหมาะกับการเป็นแหล่งทำงานของคน พนักงาน และทำให้เกิดบรรยากาศอันน่าทำงาน  การมีนโยบายที่ดีตามหลักธรรมที่ทำให้องค์กรมีคุณธรรม สง่างาม มีความขัดติโสรัจจะ ไม่แข่งขันกันจนเกินตัว มีภาพลักษณ์ที่ดี การใช้ธรรมคุ้มครองโลก 2 คือ หิริโอตตัปปะ ทำให้องค์กรไม่มุ่งแสวงหากำไรจนเกินควร ไม่เอารัดเอาเปรียบสังคม และดำรงสารณียธรรม 6 เพื่อให้เกิดความสามัคคีของพนักงานในทุกระดับ และและธำรงรักษาตนเองไว้ให้มีคุณภาพดีอยู่เสมอตามหลักอปริหานิยธรรม 7 เมื่อดำรงอยู่ในธรรมต่างๆ แล้ว ย่อมทำให้เกิดเป็นวัฒนธรรมองค์กรที่ดี ยิ่งมีมากยิ่งสะสมไว้และถ่ายทอดไปสู่พนักงานในแต่ละรุ่น ซึ่งเมื่อประกอบกับแกนหลักคือการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักปรัชญาหลังนวยุคสายกลาง      ยิ่งทำให้พนักงานใช้วิจารณญาณประยุกต์สิ่งต่างๆ มาใช้ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเอง พัฒนางาน และสร้างความสำเร็จให้เกิดภาพรวมแก่องค์การได้ ซึ่งจะต้องเผยแพร่สั่งสอนกัน   การจะทำให้วัฒนธรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตเจริญยั่งยืนนั้น องค์การต้องรักษาค่านิยมและวัฒนธรรมนี้ให้เป็นมรดกตกทอดและปรับปรุงอดีตให้เหมาะสมกับปัจจุบันเพื่อให้เกิดความเจริญก้าวหน้าไปเรื่อยๆ โดยใช้พลังหลังนวยุค 4 คือ สร้างสรรค์ ปรับตัว ร่วมมือ และแสวงหา มาใช้ผลักดันองค์การให้ก้าวหน้าไปอย่างมั่นคง

สรุปการวิธาน

การประยุกต์ปรัชญาหลังนวยคสายกลางเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตและนำไปสู่ความสุขแท้ของประชาชนในทุกระดับนั้น ทั้งในการพัฒนาตน พัฒนาคน พัฒนางาน และพัฒนาองค์การ จะต้องพิจารณาการประยุกต์ใช้ทางสายกลางในแง่การตีความเชิงปรัชญาเพื่อให้มีการตระหนักในคุณค่าและเปิดกว้างต่อการประยุกต์ใช้พลังแห่งหลังนวยุคอันได้แก่ การสร้างสรรค์ การปรับตัว การร่วมมือ และการแสวงหา โดยสามารถใช้หลักธรรมคำสอนในศาสนาต่างๆ มาร่วมมือด้วยเพื่อให้เพิ่มศักยภาพในการพัฒนาคุณภาพของโลกให้มุ่งไปสู่สันติภาพอย่างแท้จริง

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s