Knowledge in Paradigm

ความรู้ (Knowledge) เป็นแกนสำคัญของมโนทรรศน์ของสังคมสนเทศ ดังนั้น จึงต้องเข้าใจปรัชญาที่อยู่เบื้องหลังความรู้เสียก่อน โดยมีอภิปรัชญาในความรู้แตกต่างกันไป และแยกส่วนกับญาณวิทยา ในบทความนี้สนใจเพียงด้านอภิปรัชญาของความรู้และขอแสดงมโนคติทางปรัชญาดังนี้

อริสโตเติล (Aristotle, ก.ค.ศ. 384 – 322) นิยามคนไว้ว่า Man is rational animal (กีรติ บุญเจือ, 2546) นักปรัชญาและนักวิชาการส่วนใหญ่แปลตามความหมายภาษาอังกฤษได้ว่ามนุษย์เป็นสัตว์เหตุผล อย่างไรก็ตาม กีรติ บุญเจือได้แสดงความเชื่อว่าแอร์เริสทาทเถิลต้องการหมายความว่าคนต่างกับสัตว์ตรงที่มีปัญญา (nous) โดยที่อริสโตเติลได้จำแนกไว้ว่าปัญญานั้นสามารถวิเคราะห์ สังเคราะห์ พิสูจน์และหยั่งรู้ได้ ถ้าอยู่ในระดับน่ายกย่องเรียกว่า ปรีชาญาณ (wisdom) ถ้าสามารถใช้การหยั่งรู้สร้างสรรค์สิ่งที่น่าพอใจ เรียกว่าศิลปะ (ภาษากรีกเรียกว่า techne ภาษาละตินว่า ars ซึ่งแปลได้เท่ากับ art) ถ้ารู้แต่เพียงลอกเลียนแบบที่ผู้อื่นได้ทำไว้ให้และทำได้ดี รู้จักแก้ปัญหาได้ เรียกว่า เทคนิค (ภาษากรีก rhompeira ซึ่งแปลว่า technique) แต่ถ้ารู้จักทำตามแบบแผนเดิมจนคล่องแคล่ว ไม่แก้ปัญหาใหม่ ไม่รู้จักปรับปรุงวิธีทำ เรียกว่า ทักษะ (ภาษากรีก peira ซึ่งแปลว่า skill)

ความคิดแบบกรีกเช่นนี้ได้เปลี่ยนโฉมหน้าการเรียนรู้ของมนุษยชาติ ความรู้วิชาการทั้งหลายจะต้องมาจากการใช้วิจารณญาณที่รู้กฎเกณฑ์ ซึ่งกฎเกณฑ์ทั้งหมดอยู่รวมกันอย่างเป็นระบบเครือข่ายโดยมีศูนย์กลางอยู่ที่หลักการหนึ่งอันเป็นหลักการแม่บท (the first principle) ควบคุมกฎอื่น ๆ ทั้งหมดซึ่ง เธลิส (Thales ก.ค.ศ. 640 – 545) ได้เสนอไว้ ต่อมา โสเครติส (Socrates, ก.ค.ศ. 470 – 399) เพลโทว์ (Plato, ก.ค.ศ. 428 – 348) และอริสโตเติลได้มีความเห็นร่วมกันว่าหลักการแม่บทของความคิดแบบกรีกนั้นไม่ใช่อยู่ที่ว่าความเป็นจริงคืออะไร แต่อยู่ที่ว่าเราเข้าใจความเป็นจริงอย่างไร เพราะชาวกรีกสมัยนั้นเชื่อเหมือนกันทุกคนโดยสามัญสำนึกอยู่แล้วว่าทุกสิ่งที่พวกเขารู้โดยประสบการณ์เป็นสิ่งมีอยู่จริง (to on = the being) ซึ่งเป็นคำสามัญที่ใช้อยู่ในชีวิตประจำวันในความหมายว่า “สิ่ง” อยู่แล้ว ตรงนี้ต้องกำหนดให้ชัดเจน เมื่อกำหนดได้แล้ว
จึงค่อยกำหนดว่ามีความเป็นจริงอะไรอยู่เบื้องหลังอีกหรือไม่ ถ้ามีมันคืออะไร เมื่อใช้วิธีคิดที่ถูกต้องแล้ว ความรู้ก็จะเพิ่มได้เรื่อย ๆ จนกว่าจะสมบูรณ์ ต่อมานักปรัชญากรีกเชื่อร่วมกันว่า การเรียนรู้อย่างถูกต้องจะช่วยให้สมองได้ความจริงถูกต้องเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ความเห็นแตกต่างยังมีอยู่เพราะไม่มีใครรู้หมด การรู้ไม่หมดทำให้ต้องเดาต่อ ความแตกต่างจึงอาจจะมาจากความรู้ที่มีอยู่ยังไม่ถูกต้องตามเกณฑ์ หรือการเดายังไม่แม่นยำหรือยังรู้ไม่หมด การวิภาษ (dialectic) จะช่วยขัดเกลากันและกันให้ได้ความจริงตรงกับความเป็นจริงเร็วขึ้น ดังนั้นการให้การศึกษาจึงได้แก่ การจัดระบบให้ความรู้และฝึกฝนอย่างมีประสิทธิภาพ

โสเครติสให้หลักการของความดีว่า “virtue is knowledge” ซึ่งเป็นประเด็นหนึ่งใน  Socratic Paradoxes (Terrance, 2007, 14) ตามไวยากรณ์กรีกจะแปลตรงตัวว่าคุณธรรม คือ ความรู้ หรือกลับไวยากรณ์เป็น ความรู้ คือ คุณธรรม ก็ได้ โสเครติสอธิบายว่า “ผู้มีความรู้จริงย่อมจะไม่ทำผิดต่อความรู้ของตน” จากหลักการนี้แสดงว่าความรู้เป็นสิ่งสำคัญ อย่างยิ่งในการสร้างความยิ่งใหญ่ของมวลมนุษยชาติ นักปรัชญาต่างเห็นความสำคัญของความรู้และเห็นพ้องต้องกันว่ามนุษย์จำเป็นต้องมีความรู้เพื่อให้เป็นคนดี คนดีคือคนมีคุณธรรม ต่อมาในยุคกลาง เบคอน (Francis Bacon, 1561 – 1625) ผู้ที่ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในผู้สถาปนาระบบเครือข่าย ซึ่งบุกเบิกกระบวนทรรศน์นวยุค ได้เน้นย้ำความสำคัญของความรู้ โดยได้เน้นว่า ความรู้ คือ พลัง (knowledge is power) (กีรติ บุญเจือ, 2546ง) และสอนให้มุ่งแสวงหาความรู้ที่แน่นอนเพื่อควบคุมธรรมชาติให้ตอบสนองตามความต้องการของเราเป็นเกณฑ์เพราะนั่นคือความรู้และพลังของมนุษย์ ความรู้คือพลังได้นำพามนุษย์ก้าวสู่ยุคใหม่ที่มีความเจริญทางเทคโนโลยีต่าง ๆ อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเทคโนโลยีสารสนเทศ อย่างไรก็ตาม ฟูโกล์ (Michel Foucault, ค.ศ. 1926 – 1984) ได้ย้อนแย้งว่ามนุษย์ได้ใช้ความรู้ไปในทางที่มุ่งแสวงหาและพิทักษ์อำนาจของพวกตนทำให้แท้จริงแล้ว ความรู้ คือ อำนาจ (กีรติ บุญเจือ, 2546) โดยเฉพาะอย่างยิ่งความรู้เป็นอำนาจของนักการเมืองที่ใช้ลวงประชาชนเพื่อธำรงอำนาจการปกครองของพวกตน

จากมโนคติต่างๆ ผู้เขียนมีทรรศนะเห็นพ้องว่าความรู้มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด จึงต้องลงลึกในเนื้อหาปรัชญา และขอวิเคราะห์ด้วยหลักปรัชญากระบวนทรรศน์ ดังต่อไปนี้

กระบวนทรรศน์เป็นวิวัฒนาการในการมองปัญหาของมนุษย์ เมื่อใช้วิจารณญาณประเมินจากประวัติศาสตร์ปรัชญาเป็นสำคัญพบว่ามนุษย์มีวิวัฒนาการทางปัญญามาแล้ว 4 ครั้ง โดย กีรติ บุญเจือ ได้เสนอไว้เป็นหลักการพัฒนาการทางปัญญา (Development of thought) และแบ่งออกเป็น 5 กระบวนทรรศน์ปรัชญา (กีรติ บุญเจือ, 2546ก-จ) คือ

1 กระบวนทรรศน์ดึกดำบรรพ์ (primitive paradigm) มองทุกอย่างว่ามาจากน้ำพระทัยของอำนาจลึกลับหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์เบื้องบน มนุษย์มีชีวิตต่อสู้อยู่ท่ามกลางธรรมชาติและสัตว์ป่า ต้องประสบกับภัยธรรมชาติต่างๆ  เกิดความกลัว  เพราะไม่รู้สาเหตุแห่งภัย ความไม่รู้ทำให้มนุษย์ในยุคดึกดำบรรพ์นั้นดำรงชีวิตอยู่ด้วยความหวาดกลัว ความตื่นตระหนก และความทุกข์ มนุษย์คิดว่าความน่ากลัวของภัยธรรมชาติเกิดจากอำนาจลึกลับของสิ่งศักดิ์สิทธิ์เบื้องบน ดังนั้นเพื่อความอยู่รอด มนุษย์จึงได้พยายามเอาใจสิ่งศักดิ์สิทธิ์เบื้องบนด้วยการแสดงความเคารพสักการะเบื้องบนโดยหวังว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะคุ้มครองพวกเขาให้ปลอดภัยจากภัยธรรมชาติทั้งปวง และเกิดการเห็นพ้องต้องกันว่าเป็นความคิดที่จะช่วยขจัดทุกข์และหาความสุขทางใจแก่พวกตนได้ อย่างไรก็ตามมนุษย์เป็นผู้มีปัญญาจึงเมื่อพ้นจากภัยแล้วยังสามารถคิดต่อไปได้ว่าภัยอันตรายที่ตนเองเพิ่งผ่านพ้นไปแล้วนั้นอาจเกิดขึ้นอีกเมื่อใดก็ได้ จะมีหนทางใดในการป้องกัน มีผู้คนคิดหาคำตอบต่าง ๆ กันไป แต่มีคำตอบหนึ่งที่ถูกใจคนส่วนใหญ่ในระดับอารยธรรมดึกดำบรรพ์ นั่นคือ ภัยธรรมชาติมาจากเบื้องบน อันเป็นอำนาจลึกลับ ดังนั้นทางแก้ไขคือ พยายามเอาใจเบื้องบนให้ท่านพึงพอใจมากที่สุด ท่านจะได้เมตตาตนไม่ให้เกิดภัยธรรมชาติแก่ตน ทั้งนี้เพราะพวกเขาคิดไม่ถึงว่าโลกมีกฎเกณฑ์เองได้ โลกในยุคดึกดำบรรพ์จึงไม่มีกฎเกณฑ์ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจึงแล้วแต่น้ำพระทัยเบื้องบน โลกตามทรรศนะนี้ได้ชื่อว่ากลีภพ (chaos) คำตอบที่อ้างถึงเบื้องบนเป็นที่นิยมทั่วไปในหมู่มนุษย์ยุคดึกดำบรรพ์ ผลของคำตอบนี้สร้างคุณประโยชน์อย่างใหญ่หลวงต่อมนุษยชาติในยุคนั้น เพราะช่วยลดความเครียดอันเกิดจากความเกรงกลัวภัยธรรมชาติ พวกเขามีทางออก สามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้ด้วยความสงบสุข ไม่ต้องคอยหนีอย่างไร้สติ เฉกเช่นสัตว์เดรัชฉาน วิจารณญาณทำนองนี้เกิดขึ้นกับมนุษย์ดึกดำบรรพ์ทุกแห่ง ไม่ว่าอยู่ส่วนใดของโลก

2 กระบวนทรรศน์โบราณ (ancient paradigm) มองทุกอย่างว่ามาจากกฎเกณฑ์ตายตัว ซึ่งอาจเป็นกฎไสยศาสตร์ ตำนานปรัมปรา หรือระบบเครือข่ายของเจ้าสำนัก มนุษย์ในยุค 1,000 ปีก่อนคริสตศักราชเป็นต้นมา ได้มีการพัฒนาทางความคิดมากขึ้นจากความอยากรู้ อยากเห็น ความไม่พอใจกับความรู้เท่าที่รู้ มองเห็นคำถามต่อไปแล้วต้องการหาคำตอบที่น่าพึงพอใจใหม่ ๆ เริ่มมีปัญหาว่าเราจะอธิบายเหตุการณ์ทั้งหลายในธรรมชาติโดยไม่ต้องอ้างเบื้องบนจะได้ไหม คำตอบที่พอใจกันอย่างกว้างขวางก็คือ ได้ พวกเขารับรู้ว่าโลกมีกฎมีระเบียบซึ่งปัญญาเข้าถึงได้จากการสังเกต และเก็บรวบรวมข้อมูล จนสามารถสรุปได้ว่าภัยธรรมชาติมักเกิดขึ้นซ้ำไปซ้ำมาเป็นวงจรของธรรมชาติ นั่นคือมีกฎธรรมชาติ กฎธรรมชาติที่ตายตัวไม่เข้าใครออกใคร มนุษย์เริ่มมีความเข้าใจและพยายามที่จะค้นหาสาเหตุของภัยธรรมชาตินั้น เช่นเดียวกับการที่จะพยายามหาสาเหตุของความทุกข์ ความวิตกกังวล หรือความไม่รู้เพื่อที่จะขจัดปัญหาสงสัยต่าง ๆ ความรู้ได้ถูกรวบรวมเพื่อสรุปเป็นระเบียบแบบแผนไว้ และกำหนดเป็นกฎเกณฑ์ต่าง ๆ โดยมีเป้าประสงค์ในการที่มนุษย์จะได้มีความสุขทั้งในโลกนี้และโลกหน้าได้โดยรู้และทำตามกฎธรรมชาติ

3 กระบวนทรรศน์ยุคกลาง (medieval paradigm) มองทุกอย่างว่าเป็นทางไปสู่โลกหน้า มนุษย์เริ่มพบว่าแม้จะรู้กฎธรรมชาติและปฏิบัติตามแล้วก็ยังคงมีความทุกข์จึงพยายามหาความสุขอย่างมีความหวัง ศาสนาได้เข้ามามีบทบาทหลักในยุคนี้ด้วยความเชื่อที่ว่าทุกอย่างที่กระทำในโลกนี้ก็เพื่อส่งผลดีในโลกหน้า มนุษยชาติจึงเข้าสู่กระบวนทรรศน์ยุคกลาง  เกิดความศรัทธาต่อศาสนาและปฏิบัติตามกฎเกณฑ์คำสอนของศาสนาอย่างเคร่งครัด โดยคำสอนที่สำคัญคือ มนุษย์ผู้ใดที่กระทำความดีในโลกนี้จะได้รับผลของความดีในโลกหน้า ถึงแม้ว่ามนุษย์จะมีความทุกข์ในโลกนี้ก็ให้กระทำความดี แม้ชีวิตจริงจะยังมีความทุกข์อยู่ก็ไม่ต้องสนใจ พวกเขาต้องอดทนและหมั่นกระทำความดี หลีกเลี่ยงความชั่ว เพราะจะมีความสุขในโลกหน้าที่รออยู่ ความเชื่อนี้ช่วยทำให้มนุษย์ในสังคมอยู่ร่วมกันได้ด้วยความสงบสุข

4 กระบวนทรรศน์นวยุค (modern paradigm) มองทุกอย่างว่าเป็นระบบเครือข่ายตามเกณฑ์วิทยาศาสตร์ ทุกอย่างที่เป็นความจริงต้องสามารถพิสูจน์ได้ในระบบเครือข่ายทางวิทยาศาสตร์  มนุษย์ในกระบวนทรรศน์นี้มีความเชื่อว่า ความรู้ทุกอย่างมาจากการหาความรู้ด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ที่มีกฎเกณฑ์ตายตัวที่แน่นอน สามารถพิสูจน์ได้ด้วยหลักเหตุผลที่สนับสนุนด้วยกฎทางวิทยาศาสตร์ เป็นความรู้ที่เป็นจริงที่สนับสนุนด้วยกฎทางวิทยาศาสตร์ที่ทุกคนยอมรับได้ ความรู้จึงเป็นสากลไม่ขึ้นกับสำนักอีกต่อไป เมื่อมนุษย์มีปัญหาก็จะพยายามเอาชนะปัญหา ไม่ต้องรอให้ถึงโลกหน้า ความสุขที่แท้จริงสามารถสร้างขึ้นได้ในโลกนี้ วิทยาศาสตร์จะแก้ปัญหาทุกอย่างของมนุษย์ได้ สักวันหนึ่งวิทยาศาสตร์อาจจะรักษาโรคได้ทุกชนิด วิทยาศาสตร์อาจจะขจัดความตายและชราภาพ มนุษย์ทุกคนอาจจะเป็นหนุ่มสาวตลอดกาล ไม่ต้องกลัวความเจ็บ ความป่วย ความชรา และความตายอีกต่อไป วิธีการทางวิทยาศาสตร์อาจจะช่วยวางระเบียบสังคมให้มนุษยชาติได้แบ่งสันปันส่วนความสุขกันอย่างยุติธรรม แต่ละคนได้แบ่งส่วนทำงานน้อยที่สุดและใช้เวลาที่เหลือส่วนใหญ่หาความบันเทิงอย่างไร้ความกลัวและความกังวลใด ๆ ทั้งสิ้น โลกนี้น่าจะเป็นสวรรค์ได้โดยไม่ต้องหวังพึ่งโลกหน้า กระบวนทรรศน์นวยุคยึดวิธีการวิทยาศาสตร์เป็นหลักเพราะเชื่อว่าโลกมีกฎเกณฑ์และวิธีการวิทยาศาสตร์เป็นทางพบกฎของโลก มนุษย์ทุกคนต้องร่วมกันสนับสนุนการค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์ โดยหวังว่าวิทยาศาสตร์จะแก้ปัญหาทุกอย่างของมนุษย์ กระบวนทรรศน์นวยุคได้สร้างข้อสมมติขึ้น 3 ข้อ ที่เสริมสร้างความแน่นแฟ้นของระบบเครือข่าย นั่นคือ

  • เชื่อว่ากฎของเอกภพประสานกันเป็นระบบเครือข่าย (network) แน่นอนตายตัวเพียงระบบเดียว
  • เชื่อว่าปัญญาของมนุษย์สามารถเข้าใจกฎและระบบเครือข่ายได้ตามความเป็นจริง
  • เชื่อว่ามนุษย์สามารถสร้างภาษาอุดมการณ์เพื่อสื่อความรู้ได้ตรงตามความเข้าใจ

โดยกระบวนทรรศน์นวยุคเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่าข้อสมมติทั้ง 3 อันได้แก่ ระบบเครือข่ายของเอกภพ ระบบเครือข่ายของความรู้และระบบเครือข่ายของภาษานั้นตอบสนองกันได้อย่างดีเยี่ยม ความเชื่อนี้เรียกว่าลัทธิวจนศูนย์นิยม (logocentrism) ซึ่งประสานระบบเครือข่ายทั้ง 3 เป็นตาข่าย โดยมีปมข่าย (net – point) คือ กฎเกณฑ์วิทยาศาสตร์ และเชื่อมโยงกันด้วยใยข่าย (net – line) ซึ่งก็คือ วิธีการวิทยาศาสตร์และตรรกะต่าง ๆ ดังภาพ 1 โครงสร้างเครือข่ายตามกระบวนทรรศน์นวยุค

5 กระบวนทรรศน์หลังนวยุค (postmodern paradigm) มองทุกอย่างด้วยวิจารญาณในความหมายที่ว่าจะต้องมีการวิเคราะห์ ประเมินค่า และประยุกต์ มนุษย์ได้รับบทเรียนสำคัญจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ว่าวิทยาศาสตร์ไม่ได้ให้ความสุขล้วน ๆ แก่โลก แต่ทว่าสร้างหายนะได้มากยิ่งกว่ายุคสมัยใด ๆ จึงได้พากันทบทวนระบบความคิดและพบว่า ความรู้ทุกอย่างนั้นมีประโยชน์แต่ต้องมองและคิดด้วยวิจารณญาณ ต้องวิเคราะห์แยกประเด็น ต้องประเมินค่าความรู้ด้วยการตีความหมายและคุณค่าอื่น ๆ แล้วจึงนำไปประยุกต์โดยเก็บเฉพาะส่วนดีเอาไปใช้อย่างเล็งผลเลิศ กระบวนทรรศน์หลังนวยุคเปิดโอกาสให้แก่ความรู้ที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ด้วยกฎเกณฑ์วิทยาศาสตร์ได้แสดงบทบาทในทางสร้างสรรค์สังคม ความรู้เหล่านี้คือความรู้ในตาข่าย (net – eye) ซึ่งกระบวนทรรศน์หลังนวยุคได้พัฒนาเป็น 2 ระยะ คือ ปรัชญาหลังนวยุคสุดขั้ว (extreme postmodernism) ที่ปฏิเสธระบบเครือข่าย เปิดกว้างต่อการตีความ ยอมรับฟังข้อวิจารณ์และสนใจความเป็นไปได้ต่าง ๆ  โดยพยายามเลี่ยงความเห็นที่อิงอยู่กับหลักเกณฑ์ใดหลักเกณฑ์หนึ่ง และปรัชญาหลังนวยุคสายกลาง (moderate postmodernism) ที่มีหลักอยู่ที่ประนีประนอมด้วยแนวคิดที่ว่าย้อนอ่านทั้งหมด ไม่ปฏิเสธสิ่งใด (reread all, reject none) และเห็นว่ามนุษย์ทุกคนมีโอกาสที่จะสร้างโครงสร้างใยข่ายความรู้ในสมองตนเองเพื่อประโยชน์ในการช่วยจำ เข้าใจต่อสิ่งต่างๆ ที่ตนเองรับรู้และสามารถพัฒนาสติปัญญาตัวเองได้ด้วยการฟัง การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้อื่น โครงสร้างความรู้ส่วนตัวของแต่ละคนจึงไม่อาจที่จะเหมือนกันอย่างไม่แตกต่าง นั่นคือ หลังจากที่ได้แลกเปลี่ยนความคิดความรู้ซึ่งกันและกัน พวกเขาก็จะพยายามศึกษาและเข้ากันซึ่งกันและกันเพื่อจะช่วยเหลือกันแก้ไขปัญหา

กีรติ บุญเจือ (2546) เสนอว่าปรัชญากระบวนทรรศน์หลังนวยุคสายกลาง (moderate postmodern philosophy) เน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิต ด้วยพลัง 4 ประการ ได้แก่

  1. สร้างสรรค์ (creativity) การคิดหรือทำสิ่งใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน เป็นการเพิ่มความก้าวหน้าแก่มนุษยชาติ เปิดโอกาสให้มีการประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์โดยทั่วไป
  2. การปรับตัว (adaptivity) การดัดแปลงการประยุกต์ใช้ให้เป็นคุณ ปราศจากโทษ หรือดัดแปลงโทษให้เป็นคุณ
  3. การร่วมมือ (collaborativity) การร่วมมือทำให้เกิดผลลัพธ์ที่เกินความคาดหมาย และเป็นความปรองดองสามัคคีกันของกลุ่มชนนั้น
  4. การแสวงหา (requisitivitiy) ปัญญาของมนุษย์มีศักยภาพที่จะคิดเข้าใจถึงโลกจึงต้องการเพิ่มคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นไปเรื่อยๆ

พลังแห่งการสร้างสรรค์ การปรับตัว การร่วมมือ และการแสวงหา เมื่อรวมกันก็คือ การห่วงใยดูแลผู้อื่น (care the Other) เพื่อความสุขแท้ตามความเป็นจริง หากพลังทั้งสี่ประการนี้แสดงพลังออกมาอย่างเต็มที่ก็จะปลุกให้แต่ละคนตื่นจากความหลงไปตามกระแส นั่นคือ มนุษย์จะใช้ปัญญาในการคิดอย่างมีวิจารณญาณต่อทุกๆ ประเด็น และยอมรับความคิดเห็นของฝ่ายต่างๆ การพร้อมรับฟังกระแสความคิดและประมวลความคิดอย่างใหม่ย่อมจะทำให้เขาสามารถคิดแนวทางปฏิบัติที่ดีเพิ่มเติมขึ้นได้มากกว่าเท่าที่มีอยู่

 

ที่มา: วิบูลย์ แสงกาญจนวนิช, เอนก สุวรรณบัณฑิต. (2559). การฟังอย่างตั้งใจในยุคสังคมก้มหน้า. งานวิจัย, มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s