ความงามในทรรศนะนักปรัชญาตะวันตก

ความงามในทรรศนะนักปรัชญาตะวันตก

ปัญหาเรื่อง “ความงาม” เป็นปัญหาเชิงคุณค่าทางสุนทรียศาสตร์ (Aesthetical value) ได้แก่ ระดับของการประเมินค่าวัตถุว่า มีค่าทางด้านจิตใจอยู่มากน้อยเพียงใด โดยตัดสินว่า สวย (beautiful) งาม (pretty) น่าเกลียด (ugly) น่าศรัทธา (sublime) น่าทึ่ง แปลกหูแปลกตา (picturesqueness)

ดังนั้นการตอบของปัญหาเรื่อง “ความงาม” จึงเป็นปัญหาเรื่องคุณค่าทางสุนทรียศาสตร์ ที่ได้มาจากการนำความคิดทางอภิปรัชญาและญาณปรัชญามาประยุกต์ใช้เพื่อการประเมินค่าวัตถุว่ามีค่าทางด้านจิตใจมากน้อยเพียงใด แล้วตัดสินด้วยคำว่า สวย งาม น่าเกลียด น่าทึ่ง แปลก

      การที่จะรู้ว่า อะไรคือความงามนั้น ต้องเข้าใจก่อนว่า ความงามและสุนทรียธาตุอื่น ๆ มิใช่คุณสมบัติของศิลปกรรมแต่เพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นคุณสมบัติของสิ่งต่าง ๆ ในธรรมชาติได้ด้วย  ดังนั้นการถกปัญหาเรื่องสุนทรียธาตุในปรัชญา เนื้อหาจะรวมความรวมถึงสุนทรียธาตุในทุกสิ่งทุกอย่างที่มนุษย์ถือว่ามีสุนทรียธาตุได้ ไม่ว่าจะเป็นความงามตามธรรมชาติ (Natural beauty) หรือความงามในศิลปกรรม (artistical beauty) ความน่าเกลียดน่ากลัวในจินตนาการ ความน่าทึ่งในศรัทธาต่อคำสอนของศาสนา ฯลฯ ล้วนเป็นสุนทรียธาตุทั้งสิ้น

ดังนั้น ก่อนที่จะถกปัญหาเรื่องสุนทรียธาตุ ควรพิจารณาคำถามว่าสุนทรียธาตุมีจริงหรือไม่ คำตอบในประเด็นนี้มีคำตอบที่เป็นไปได้ 2 คำตอบ คือ สุนทรียธาตุตามแนวคิดของอัตวิสัยนิยม และสุนทรียธาตุตามแนวคิดของวัตถุวิสัยนิยม แนวคิดทั้งสองมีกรอบความคิดที่แตกต่างกัน

แนวคิดอัตวิสัยนิยม (Subjectivism) มีความเห็นว่าสุนทรียธาตุมิได้มีจริง ๆ แต่มนุษย์กำหนดกันขึ้นมาเอง มาตรการตัดสินสุนทรียธาตุจึงไม่ตายตัว แล้วแต่ว่าคนใดจะมีรสนิยมอย่างไรก็กำหนดเอาอย่างนั้น ผู้ที่มีความคิดเห็นเช่นนี้ ในยุคแรกคือชาวซาฟิสท์ในยุคกรีกโบราณที่ถือหลักการว่า “คนเป็นมาตรการวัดทุกสิ่ง” (Man is the measure of all things) เพราะฉะนั้นความงามและสุนทรียธาตุอื่น ๆ ย่อมขึ้นกับรสนิยมของแต่ละบุคคล นอกจากนี้ยังมีนักปรัชญาอื่นให้ความคิดเห็นไว้ว่า (กีรติ บุญเจือ, 2546)

รีเชิดส์ (I.A.Richards, 1893 – 1979) กล่าวว่า หน้าที่โดยตรงของศิลปะก็คือทำให้เกิดสุขภาพจิตแก่ผู้ที่สามารถมีประสบการณ์ทางสุนทรียศาสตร์ นั่นคือ มีหน้าที่ตอบสนองความต้องการทางจิตวิทยาของผู้ชม ผู้ชมมีความต้องการอะไร ศิลปะก็มีหน้าที่จะตอบสนอง หรือพูดอย่างรัดกุมได้ว่าศิลปกรรมก็คืองานสร้างสรรค์ของมนุษย์ที่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้ชมในแต่ละกาละและเทศะ ซึ่งแสดงให้เห็นว่ามาตรการตัดสินสุนทรียธาตุไม่ตายตัว แต่ขึ้นอยู่กับความต้องการทางจิตวิทยาของผู้ชม

                    ซันเทอยาเนอ (George Santayana, 1863 – 1952) นิยามความงามว่าเป็นความรู้สึกพึงพอใจที่แสดงออกมาในวัตถุ “The feeling of beauty objectified” นั่นคือลักษณะอัตวิสัยของศิลปะสำหรับซันเทอยาเนอขึ้นอยู่กับจิตวิทยาของศิลปิน

ออร์เตกา (Ortega y Gasset, 1883 – 1955) กล่าวว่า สุนทรียธาตุถือได้ว่าเป็น “สิ่งเหนือธรรมดา” (ultra-object) นั่นคือ เป็นความเป็นจริงของผู้มีประสบการณ์สุนทรียะของแต่ละคน

ในแนวคิดนี้มีนักปรัชญากลุ่มหนึ่งได้เสนอทฤษฎีแทรกอารมณ์ (Theory of empathy) คือ สุนทรียธาตุเกิดจากการที่ศิลปินหรือผู้ชมแทรกความรู้สึกของตนเข้าไปในศิลปกรรม ดังนั้น ศิลปกรรมชิ้นเดียวกัน ตัวศิลปินเองและผู้ชมต่างก็มีประสบการณ์สุนทรียธาตุได้ต่างกัน อาจจะตรงกันมากน้อยเท่าไรก็ได้

แนวคิดวัตถุวิสัยนิยม  (Objectivism) ถือว่าสุนทรียธาตุมีจริงโดยไม่ขึ้นกับความคิดของมนุษย์สุนทรียธาตุมีมาตรการตายตัวแน่นอนในตัวเอง แม้ไม่มีใครรู้มาตรการนั้นเลย สุนทรียธาตุก็ยังเป็นสุนทรียธาตุอยู่นั่นเอง การที่มนุษย์เราตัดสินไม่เหมือนกันในเรื่องสุนทรีย์ ก็เพราะว่ามีการตัดสินผิดพลาดกันอยู่มาก มาตรการที่แท้จริงจะต้องมีมาตรการเดียว ในเมื่อคนหลายคนตัดสินความงามไม่ตรงกันนั้น อาจจะเป็นได้ว่าไม่มีใครตัดสินถูกเลย ถ้าจะมีมาตรการที่ถูกต้องก็จะต้องมีมาตรการเดียวเท่านั้น มาตรการอื่น ๆ ล้วนแต่ผิดพลาดทั้งสิ้น (กีรติ บุญเจือ, 2546)

ปัญหาจึงมีว่า มาตรการวัตถุวิสัยที่ว่านี้ได้แก่อะไร สุนทรียธาตุมาตรฐานอยู่ที่ไหน มีทางจะรู้ได้หรือไม่ ผู้ที่คิดว่ามีสุนทรียธาตุมาตรฐานแต่เราไม่มีทางจะรู้ได้นับว่าถือลัทธิวิมัตินิยม

ส่วนผู้ที่อ้างว่ามีและมนุษย์เราสามารถรู้ได้ก็มีหน้าที่จะต้องชี้แจงให้เห็นจริงว่าอะไรเป็นมาตรการของความงามมาตรฐาน กลุ่มนี้มีความคิดต่าง ๆ กันมากมายตามระบบปรัชญาบริสุทธิ์ที่ตนยอมรับนับถือดังเช่น

เพลโทว์ (Ploto, 424/423 – 348/347 BC) ถือว่าความงามมาตรฐานมีอยู่อย่างปรนัยในโลกแห่งมโนคติ ศิลปินมีความสามารถในการระลึกถึงความงามมาตรฐานได้ใกล้เคียงมากเป็นพิเศษ  จึงพยายามถ่ายทอดโดยใช้สื่อต่าง ๆ กัน เมื่อผู้ชมได้ชมศิลปกรรมจะระลึกความงามมาตรฐานเดียวกันนั้นในระดับต่าง ๆ กัน  อย่างไรก็ตามเพลโทว์ให้แยกสุนทรียธาตุออกจากมายาหลอนประสาทที่ช่างเทคนิคใช้ล่อใจให้หลงใหลติดใจ เพลโทว์ถือว่าสิ่งเหล่านี้เป็นอุปสรรคต่อการอบรมศึกษาพัฒนาตน เพราะเมื่อติดข้องทางเทคนิคแล้วจะไม่สนใจเข้าถึงโลกแห่งมโนคติ

แอร์เริสทาทเทิล (Aristotle, 384 – 322 BCE) ถือว่าความงามอยู่ที่ความกลมกลืนของสัดส่วนต่าง ๆ เพราะสัดส่วนทำให้เกิดการผ่อนคลายของประสาทและอวัยวะต่าง ๆ ความยิ่งใหญ่ของศิลปินจึงอยู่ที่ความสามารถค้นพบความกลมกลืนนี้มาถ่ายทอดลงในสื่อ

เฮเกล (Georg Hegel, 1770 – 1831) ถือว่าความงามเป็นลักษณะของจิตอสัมพัทธ์ ผู้ใดได้ฝึกสมรรถภาพทางจิตให้สุขุมก็จะสามารถล่วงรู้ถึงความงามของจิตได้

 1.1  บทสรุปความงามในทรรศนะนักปรัชญาตะวันตก

เนื่องจากโดยทั่วไปเรามีเข้าใจกันว่า ผู้สร้างสิ่งที่มีความงาม(สุนทรียธาตุ)คือศิลปิน จึงมีปัญหาว่า ศิลปินสร้างสรรค์สุนทรียธาตุได้อย่างไร สำหรับคำตอบในเรื่องนี้ อาจแยกแนวคิดออกได้เป็น 6 แนว (กีรติ บุญเจือ, 2546) คือ

    1)  ลัทธิมโนคตินิยมสัมบูรณ์ (absolute idealism) ถือว่าศิลปินสร้างสรรค์ศิลปกรรมในนามของจิตซึ่งเป็นความเป็นจริงแท้ในเอกภพ ตัวศิลปินเองรวมทั้งศิลปกรรมเท่าที่ปรากฏออกมานั้นล้วนแต่เป็นการแสดงออกอย่างไม่สมบูรณ์ของจิตสัมบูรณ์ ความเป็นจริงแท้นั้นได้แก่จิตที่แสดงออกในแง่มุมและระดับต่าง ๆ กัน ศิลปะจึงเป็นการแสดงออกอย่างหนึ่งของจิตซึ่งมุ่งแสดงลักษณะหนึ่งของตนเอง นั่นคือลักษณะสุนทรีย์ ตัวศิลปินจึงนับได้ว่ากระทำการในนามของจิตสัมบูรณ์ ผู้ที่มีความเห็นเช่นนี้นอกจาก เฮเกล (Georg Hegel, 1770 – 1831)แล้ว ยังมี    มิลทัน (John Milton, 1608 – 1674) โครเช่ (Benedetto Croce, 1866 – 1952) และโบว์เซินเคท (Bernard Bosanquet, 1848 – 1923)

              2)  ลัทธิมโนคตินิยมแบบเพลโทว์ (Platonic Idealism) ลัทธินี้ถือว่าสุนทรียธาตุมาตรฐานมีอยู่แล้วในสภาพนิรันดร ศิลปินเป็นผู้มีสมรรถภาพพิเศษในการหยั่งรู้ถึงสุนทรียธาตุมาตรฐานนี้ จึงได้พยายามถ่ายทอดออกมาด้วยสื่อต่าง ๆ กันตามถนัด ธรรมชาติก็มีสุนทรียธาตุที่เลียนแบบมาจากสุนทรียธาตุมาตรฐานนี้ แต่นั่นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสุนทรียธาตุ ศิลปินนอกจากจะเลียนแบบสุนทรียธาตุของธรรมชาติแล้ว ยังพยายามจะหยั่งให้รู้ถึงสุนทรียธาตุที่ไม่ปรากฏในธรรมชาติด้วยอย่างไรก็ตามไม่มีศิลปินคนใดสามารถหยั่งรู้สุนทรียธาตุได้อย่างสมบูรณ์ ศิลปินจึงยิ่งใหญ่มากน้อยกว่ากันแล้วแต่ว่าใครจะหยั่งรู้สุนทรียธาตุได้ใกล้เคียงกับมาตรฐานมากกว่ากัน ในทำนองเดียวกันศิลปกรรมไม่มีชิ้นใดจะถ่ายทอดสุนทรียธาตุได้อย่างสมบูรณ์ ศิลปกรรมจึงมีขีดขั้นลักหลั่นกันแล้วแต่ว่าจะสามารถถ่ายทอดสุนทรียธาตุได้มากน้อยเพียงใด

ผู้มีความคิดในแนวนี้มีเพลโทว์ สอนว่าความงามมาตรฐานอยู่ในโลกแห่งมโนคติ (world of Ideas) ออเกิสทีน (Augustine, 354 – 430) สอนว่า ความงามมาตรฐานอยู่ในพระมนัสของพระเจ้า อไควนเนิส (Thomas Aquinas, 1225 – 1274) สอนว่า พระเจ้าคือองค์ความงามมาตรฐาน  คีตส์ (John Keats, 1795 – 1821) ก็มีความคิดในแนวของลัทธินี้โดยกล่าวว่า ทำนองเพลงที่ได้ยินอยู่นั่นก็นับว่าไพเราะจับใจอยู่แล้ว แต่ทว่าทำนองเพลงที่ยังไม่มีใคร ได้ยินเลยนั้นยิ่งจับใจกว่านี้อีกมาก (Heard melodies are sweet, but those unheard are sweeter)              ซันเทอยาเนอ (George Santayana, 1863 – 1952) ไม่เชื่อว่ามีโลกแห่งมโนคติหรือพระมนัสของพระเจ้าสำหรับเก็บสุนทรียธาตุมาตรฐาน แต่ก็เชื่อว่าสุนทรียธาตุมาตรฐานมีอยู่จริง ศิลปินสามารถหยั่งรู้มาได้ด้วยญาณวิเศษ ในเรื่องนี้ความคิดของซันเทอยาเนอยังเป็นความคิดที่ลึกลับที่ไม่สามารถอธิบายได้

         3)  ลัทธิปรากฏการณ์นิยม (Phenomenalism) ลัทธินี้มีความเห็นว่าสุนทรียธาตุอยู่ที่สัดส่วนของสื่อซึ่งเป็นสัดส่วนตายตัว สัดส่วนนี้มิได้มีอยู่ก่อน ณ ที่ใดเลยจนกว่าศิลปินจะค้นพบศิลปินในอุดมคติได้แก่ผู้พบสัดส่วนที่สมบูรณ์ที่สุด แต่ทว่าศิลปินส่วนมากค้นพบแต่เพียงสัดส่วนที่ใกล้เคียงสัดส่วนที่สมบูรณ์ จึงมีศิลปินในระดับต่าง ๆ กันแล้วแต่ว่าศิลปินผู้ใดสามารถค้นพบสัดส่วนที่ใกล้เคียงกับสัดส่วนสมบูรณ์มากน้อยเพียงใด ผู้มีความคิดเช่นนี้ได้แก่ เบียร์ลีย์ (M. Beardsley, 1915 – 1985)

         4)  ลัทธิอเหตุผลนิยม (Irrationalism) อ้างว่า การสร้างศิลปะเป็นการระบายอารมณ์ส่วนเกินของมนุษย์ โชเพนฮาวเออร์ (Arthur Schopenhauer, 1788 – 1860) แถลงว่า มนุษย์บางคนได้รับพลังของเจตจำนงที่จะมีชีวิต (the Will-to-live)  เข้มข้นกว่าผู้อื่น หากไม่มีการระบายออกด้วยประการใดแล้วจะรู้สึกอึดอัด บุคคลเหล่านี้จำต้องหาทางระบายออกตามความถนัดของตน บางคนระบายออกโดยการเสี่ยงอันตรายผจญภัย บางคนระบายออกโดยการใช้อำนาจ บางคนระบายออกโดยอาการวิปริตทางเพศ มีอยู่พวกหนึ่งที่ระบายพลังส่วนเกินนี้ออกมา โดยการสร้างศิลปกรรมโดยใช้สื่อต่าง ๆ ตามความถนัดของตน โชเพนฮาวเออร์ถือว่าสถาปัตยกรรมและประติมากรรมเป็นทางระบายที่หยาบที่สุด ที่ละเอียดมากขึ้นได้แก่ จิตรกรรมและวรรณคดี ดนตรีระบายได้ละเอียดอ่อนที่สุด

          ฟรอยด์ (Sigmund Freud, 1856 – 1939) ใช้ทฤษฎีจิตใต้สำนึกที่ท่านเองเป็นผู้ค้นพบนำมาอธิบายการสร้างสรรค์ของศิลปินว่าเป็นการระบายความต้องการทางเพศ ซึ่งศิลปิน นั้น ๆ ต้องระงับไว้ด้วยเหตุผลต่าง ๆ กัน เมื่อความต้องการอันรุนแรงนี้ไม่สามารถจะได้รับการตอบสนองอย่างสาสมจะคั่งต้างอยู่ในจิตใต้สำนึก ในที่สุดก็จะหาทางระบายออกโดยการสร้างศิลปกรรม โดยที่ศิลปินเองอาจจะไม่รู้ตัวก็ได้ว่าตนกำลังระบายความต้องการทางเพศอย่างแนบเนียนที่สุด

          5)  ลัทธิปรัชญาวิเคราะห์ (Analytic Philosophy) ลัทธินี้มีความเห็นเชิงปฏิเสธว่าศิลปินมิได้สร้างสรรค์อะไรขึ้นมาอย่างลึกลับพิศดารอย่างที่เข้าใจกัน ความจริงแล้วศิลปกรรมก็เป็นวัตถุชิ้นหนึ่งนั่นเองเพียงแต่มีสรรพคุณพิเศษเฉพาะตัวในการสามารถปลุกเร้าอารมณ์ของผู้ชมได้มากกว่าวัตถุอื่น เราก็ทราบกันดีอยู่แล้วว่าวัตถุแต่ละชนิดต่างก็มีคุรสมบัติและสรรพคุณเฉพาะตัวต่าง ๆ กันไป วัตถุทุกชิ้นต่างก็เป็นวัตถุธรรมดานี้เอง บางชิ้นก็มีตามธรรมชาติ บางชิ้นก็เป็นสิ่งประดิษฐ์ของมนุษย์ไม่มีอะไรลึกลับเคลือบเคลือบแฝงอยู่เบื้องหลัง ผู้นิยมลัทธินี้จึงมีจุดมุ่งหมายที่จะแฉให้เห็นว่าศิลปกรรมก็เป็นวัตถุธรรมดาอย่างหนึ่ง ความลึกลับต่าง ๆ เป็นเรื่องที่มนุษย์เราเพ้อเจ้อกันไปเอง ผู้ที่มีความคิดในทำนองนี้ ได้แก่ แมคโดนัลด์ (Margaret MacDonald, 1864 – 1933) และซิฟฟ์ (Paul Ziff, 1920 – 2003)

6)  ลัทธิเลียนแบบ (mimesism) แอร์เริททาทเทิลเชื่อว่าแบบมีอยู่แล้วในธรรมชาติ ศิลปินเป็นผู้สามารถหยั่งรู้แบบในธรรมชาติได้ดี จึงพยายามทำเลียนแบบให้ผู้ชมได้เข้าใจแล้วเกิดความปิติและระบายความอึดอัดใจหากมีอยู่ในใจ ซึ่งเรียกว่า การฟอกใจ (catharsis)

ความคิดที่เกี่ยวกับความงามของนักปรัชญาในโลกตะวันตกได้รับการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง แต่ด้วยข้อจำกัดของการสื่อสารทำความเข้าใจต้องผ่านกระบวนการสื่อสารที่บางครั้งก่อให้เกิดความยุ่งยากในการทำความเข้าใจ เพราะโดยธรรมชาติของความงามผู้ที่รับรู้ได้นั้นไม่จำเป็นต้องใช้คำพูดอธิบาย การนำคำพูดมาอธิบายนั้น บางครั้งมักจะปิดกั้นสภาวะการรับรู้ทางความงามที่อยู่ในจิตของแต่บุคคล เพราะผู้ที่รับรู้ไม่แน่ใจว่า สิ่งที่ตนเองรับรู้ได้นั้นเป็นความงามสิ่งเดียวกันกับความงามที่ผู้นำเสนอต้องการให้ผู้รับรู้ได้รับรู้ใช่หรือไม่ใช่ ด้วยเหตุที่ความงามเป็นความรู้ที่เกี่ยวเนื่องกับประสบการณ์ของแต่ละบุคคล แต่ละบุคคลมีความหลากหลายในประสบการณ์เรื่องทางความงามไม่เหมือนกัน ทำให้เกิดเป็นความงามที่มีความแตกต่างกันทำให้เกิดเป็นความละเอียดอ่อนของอารมณ์ในการรับรู้ในแต่ละช่วงขณะที่ได้รับรู้นั้นแตกต่างกันตามประสบการณ์ของแต่ละคน

ดังนั้นโดยทั่วไปเมื่อต้องการให้ผู้ใดได้รับรู้ว่าตนเองมีภาวะในการรับรู้เรื่องความงามนั้น จึงไม่จำเป็นต้องมาอธิบายให้ยืดยาวว่าเป็นอย่างไร แต่มักให้ผู้นั้นได้คัดเลือกภาพหลายๆ ภาพว่าตนเองชอบความงามของภาพใดในบรรดาภาพที่นำมาให้เลือก และขอให้บอกเหตุผลในการชอบภาพนั้นอย่างสั้น ๆ ว่าชอบเพราะเหตุใดเมื่อทุกคนบอกเหตุผลหมดทุกคน (กรณีมีหลายคน) จึงสรุปได้ว่า ภาพที่ชื่นชอบนั้นแท้จริงแล้วผู้เลือกภาพชอบเพราะเหตุใด หากกล่าวในมุมมองเชิงหลักการและทฤษฎีภาพนั้นจัดเป็นภาพที่มีแนวคิดอยู่กลุ่มใด และเหตุใดจึงจัดอยู่กลุ่มนั้น ซึ่งคนมีสิทธิที่จะชอบ เพราะความชอบนั้นเป็นพื้นฐานของจิตที่แต่ละคนรับรู้ได้

สำหรับแง่มุมของความงามที่นำมากล่าวไว้ทั้งหมดนี้เป็นทรรศนะที่เกี่ยวกับความงามของกลุ่มนักปรัชญาในโลกตะวันตกที่นิยมแยกแยะให้แตกต่างกัน เพราะกรอบความคิด มุมมองและประสบการณ์แตกต่างกัน

                1.2  บทวิเคราะห์ความงามในทรรศนะนักปรัชญาตะวันตก

กรอบความคิด มุมมองและประสบการณ์ของนักปรัชญาตะวันตกแตกต่างกันทำให้เกิดทรรศนะที่มีความหลากหลาย เพราะนักปรัชญาแต่ละคนมีสมรรถภาพคิดที่แตกต่างกัน  ดูรายละเอียดแผนภาพ

chap 2 p 89

นักปรัชญาในโลกตะวันตกพยายามศึกษาแง่มุมของความงามว่ามีจริงหรือไม่ โดยพยายามศึกษาแยกแยะออกเป็นประเด็นย่อยต่าง ๆ เกิดเป็นแนวคิดที่แตกต่างหลากหลาย ซึ่งแต่ละกลุ่มได้แสดงทรรศนะของกลุ่มไว้ดังนี้

ลัทธิมโนคตินิยมสมบูรณ์ มีทรรศนะว่า ศิลปินสร้างความงามในนามของจิต การแสดงออกจึงไม่สมบูรณ์เพราะจิตแต่ละคนมีลักษณะที่แตกต่างกัน รูปแบบของความงามจึงแตกต่างกัน

ลัทธิมโนคตินิยมแบบเพลโทว์ มีทรรศนะว่า ความงามมีอยู่แล้วในธรรมชาติ สิ่งรอบๆ ตัว ศิลปินมีสมรรถภาพพิเศษหยั่งรู้ความงามได้ จึงพยายามถ่ายทอดสิ่งที่ตนเองรับรู้ได้ด้วยการเลียนแบบความงามที่มีอยู่

ลัทธิปรากฏการณ์นิยม มีทรรศนะว่า ความงามมีสัดส่วนเป็นระบบที่สมบูรณ์ ศิลปินสามารถค้นพบความงามในสัดส่วนที่สมบูรณ์แตกต่างกัน และสามารถสร้างสรรค์ความงามได้ใกล้เคียงกับสัดส่วนที่สมบูรณ์

ลัทธิอเหตุผลนิยม มีทรรศนะว่า ความงามไม่มีจริง สิ่งที่ศิลปินสร้างเป็นศิลปะนั้น เป็นเพียงการระบายอารมณ์ส่วนเกินของศิลปิน งานสถาปัตยกรรมเป็นศิลปะระดับหยาบ งานจิตรกรรมและวรรณคดีเป็นศิลปะระดับละเอียด และงานดนตรีเป็นศิลปะระดับละเอียดที่สุด

ลัทธิปรัชญาวิเคราะห์ มีทรรศนะว่า ความงามไม่มีจริง ความงามเป็นเพียงความคิดฝันของผู้สร้างและผู้เสพ ศิลปินจึงไม่ได้สร้างสรรค์ความงาม เพราะสิ่งที่ผู้สร้างและผู้เสพคิดฝันนั้นอาจเป็นคนละเรื่องกัน

ลัทธิเลียนแบบ มีทรรศนะว่า แบบความงามมีอยู่แล้วในธรรมชาติ ศิลปินหยั่งรู้ได้ จึงทำเลียนแบบ เพราะศิลปินรับรู้แล้วเกิดปิติ จึงต้องการให้ผู้อื่นได้รับรู้ด้วย

ทรรศนะของนักปรัชญาตะวันตกที่ได้แสดงไว้ ทำให้แบ่งออกแนวคิดในเรื่องความงามออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่เชื่อว่าไม่มีความงามและกลุ่มที่เชื่อว่ามีความงาม กลุ่มที่เชื่อว่าไม่มีความงามคือกลุ่มลัทธิอเหตุผลนิยมและลัทธิปรัชญาวิเคราะห์  สำหรับกลุ่มที่เชื่อว่ามีความงามนั้น แบ่งย่อยออกเป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มที่มีทรรศนะว่า ความงามเป็นเรื่องที่อยู่ภายนอกจิตใจของมนุษย์ และกลุ่มที่เชื่อว่า ความงามเกิดขึ้นจากทรรศนะที่อยู่ภายในจิตใจของมนุษย์  ซึ่งจะกล่าวไว้ในข้อ 3.1.3 บทสรุป

                1.3  บทสรุปความงามในทรรศนะนักปรัชญาตะวันตก

ทรรศนะในเรื่องความงามของนักปรัชญาตะวันตกแบ่งออกเป็น  2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่เชื่อว่าไม่มีความงามและกลุ่มที่เชื่อว่า มีความงาม ทรรศนะของกลุ่มที่เชื่อว่ามีว่ามีความงาม แบ่งย่อยออกได้ 3 กลุ่มย่อย คือ กลุ่มที่เชื่อว่า “ความงามแบบวัตถุวิสัย(ปรวิสัย)”  กลุ่มที่เชื่อว่า “ความงามแบบอัตวิสัย”  และกลุ่มที่เชื่อว่า “ความงามเป็นวัตถุวิสัยและอัตวิสัย”  ซึ่งแต่ละกลุ่มได้ให้เหตุผลไว้ว่า ความงามเป็นเรื่องที่อยู่ภายนอกจิตใจของมนุษย์ ซึ่งมีขึ้นเองตามธรรมชาติ หรือมีอยู่แล้วตามมาตรฐานในมโนคติ เป็นความงามที่เกิดจากความกลมกลืนของสัดส่วนในธรรมชาติเอง มนุษย์ไม่ได้สร้างความงามในลักษณะนี้แต่จิตมนุษย์สามารถรับรู้ได้ ซึ่งเป็นความงามในลักษณะของจิตสัมพัทธ์ ความงามในลักษณะนี้เรียกว่า “ความงามแบบวัตถุวิสัย”  อีกกลุ่มหนึ่งเชื่อว่า ความงามเกิดขึ้นจากทรรศนะที่อยู่ภายในจิตใจของมนุษย์ มนุษย์จึงได้กำหนดกฎเกณฑ์ของความงามขึ้นมาตามการรับรู้ของมนุษย์เอง ซึ่งอาจแสดงออกมาเป็นความรู้สึกพึงพอใจในวัตถุที่ได้นำมาแสดงไว้ หรือความงามเป็นเพียงทรรศนะความรู้สึกพึงพอใจของผู้สร้างและผู้เสพซึ่งอาจเป็นเรื่องเดียวกันหรือต่างเรื่องกันก็ได้ อย่างไรก็ตามทรรศนะเรื่องความงามนี้ตอบสนองความต้องการของผู้รับรู้ตามสภาวะจิตใจของแต่ละคน ความงามในลักษณะนี้เรียกว่า “ความงามแบบอัตวิสัย” ของแต่ละบุคคล และกลุ่มที่เชื่อว่า “ความงามเป็นวัตถุวิสัยและอัตวิสัย” ซึ่งต้องผสมผสานกันทั้งสองอย่างจึงจะสมบูรณ์

chap 2 p 91

กลุ่มที่ไม่เชื่อว่ามีความงามได้ให้เหตุผลไว้ว่า ความงามไม่มีจริง สิ่งที่ศิลปินสร้างเป็นศิลปะนั้น เป็นเพียงการระบายอารมณ์ส่วนเกินของศิลปิน ทั้งความงามเป็นเพียงความคิดฝันของผู้สร้างและเสพ ศิลปินไม่ได้สร้างสรรค์ความงามเพราะสิ่งที่ผู้สร้างและผู้เสพคิดฝันนั้นอาจเป็นคนละเรื่องกัน

อย่างไรก็ตาม มีนักปรัชญาทางด้านสุทรียศาสตร์บางท่านได้นำเอาแนวคิดทั้งหมดมาตั้งคำถามใหม่ว่า หากแนวคิดทั้งสองกลุ่มไม่ตอบสนองต่อความเป็นจริง และความเป็นอยู่ของมนุษย์ก็ไม่ควรนับว่า เป็นความงามที่ดี ความงามที่งดงามควรสนองตอบต่อความต้องการของมนุษย์ในแต่กลุ่มด้วย จึงถือว่าเป็นความงดงามที่สุด

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s