สุนทรียสนทนามีฐานะเป็นเครื่องมือ

อ.ดร.สิริกร อมฤตวาริน:

ในปัจจุบัน สุนทรียสนทนาถูกใช้เป็นเครื่องมือเชิงกระบวนการ (process tool) ในชั้นเรียน การประชุมกิจกรรมในระดับต่างๆ ที่ต้องการการมีส่วนร่วม กิจกรรมภายในบริษัทเอกชน รวมไปถึงการเปิดรับการมีส่วนร่วมของภาคราชการตามรัฐธรรมนูญอีกด้วย สุนทรียสนทนาเป็นเครื่องมือที่ใช้ช่วยแสวงหามุมมองระยะยาวและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่าง 2 ฝ่าย เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ลึกซึ้งขึ้นกว่าเดิม แต่ทั้งนี้ในฐานะเครื่องมือ ต้องระวังไม่ให้เกิดการตัดสินใจในระหว่างการทำสุนทรียสนทนา แต่มุ่งกระบวนการให้เกิดการเรียนรู้เข้าใจ สร้างความเชื่อใจ และเปิดโอกาสให้คนเข้ามาเกี่ยวข้องในประเด็นหรือเนื้อหาที่ยากๆ ได้

หลายฝ่ายต่างพากันยึดถือ ตำรา “ว่าด้วยสุนทรียสนทนา (On Dialogue)”  เป็นหลักในการดำเนินการในฐานะเครื่องมือ  สาระสำคัญของหนังสือเล่มนี้ มี 7 บท เพื่อการช่วยให้เราหันกลับมาพินิจพิเคราะห์สภาวะจิตใจ และฝึกที่จะฟังเสียงภายในของตัวเองอย่างลึกซึ้งมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยเชื่อมโยงสู่สังคมในการทำความเข้าใจผู้อื่น สุนทรียสนทนานับเป็นเครื่องมือหนึ่งที่สามารถนำมาคลี่คลายปัญหาปัจจุบันของโลก เพราะเมื่อมนุษย์สามารถเรียนรู้ใจตนเองได้อย่างถ่องแท้ก็จะมีศักยภาพเข้าใจผู้อื่นได้ โดยเฉพาะในบทที่ 2 จะเน้นหลักการของการทำสุนทรียสนทนา  บทที่ 4 เป็นการยกข้อคำนึงถึงปัญหาและข้อขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นได้ระหว่างการทำสุนทรียสนทนา บทที่ 5 เน้นเทคนิคกการทำความเข้าใจสิ่งภายนอกผ่านการมองของเรา พร้อมๆ ไปกับการย้อนกลับมาทำความเข้าใจความรู้สึกของเราเอง   บทที่ 6 เน้นหัวใจของสุนทรียสนทนา นั่นคือ การไม่ตัดสินก่อนหรือการระงับยับยั้ง (suspension) เพื่อนำไปสู่การรับฟังอย่างลึกซึ้งขึ้นระหว่างผู้ร่วมสนทนา แสดงให้เห็นว่า หนังสือว่าด้วยสุนทรียสนทนาของโบห์มนั้นเขียนออกมาในฐานะเครื่องมือเพราะใช้พื้นที่เขียนถึง 4 บทด้วยกัน

แนวทางการเรียนรู้แห่งศตวรรษที่ 21 เน้นให้เกิดความสัมพันธ์เชิงสร้างสรรค์ระหว่างมนุษย์ได้ มนุษย์อยู่ร่วมกันเป็นสังคม มีปฏิสัมพันธ์กันผ่านการสนทนา (Laryea, 2014) กระนั้นการสนทนาก็นำไปสู่ความขัดแย้งกันได้ง่ายเช่นกัน มนุษย์ที่ฟังผู้อื่นเป็นจริงๆ (really listen) โดยไม่ชี้นำการสนทนาหรือใช้อคติกับคู่สนทนาจึงจะทำให้การสนทนามีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง

Heraclitus และ Martin Heidegger เป็นนักปรัชญาที่ให้ความสนใจในประเด็นของการฟัง  (อ้างถึง Beatty, 1999 ใน Gordon, 2011) อย่างไรก็ตาม กอร์ดอน (2011) ชี้ว่ามโนคติด้าน dialogue ของ Martin Buber ที่ได้แสดงไว้ในหนังสือ Knowledge of Man: selected essays (1998) ได้ให้ความสำคัญกับการฟังเช่นกัน โดยเห็นว่าการฟังอย่างแท้จริง (truly listen) ทำให้สิ่งมีอยู่ (being) ของผู้อื่นมีความเป็นปัจจุบัน นั่นคือมีการตอบสนองต่อผู้อื่นในฐานะบุคคลโดยภาพรวม (whole person) และสร้างพื้นที่ให้ผู้อื่นได้พูดด้วยคำ (word) และความหมาย (meaning) ของเขา เมื่อเราเปิดใจให้กับความมีอยู่ของผู้อื่น เราก็จะไม่พยายามที่จะพูดแทนเขา หรือไปกำหนดรูปแบบการใช้ภาษา มโนทรรศน์ และรูปแบบการสื่อสาร (interpretive schemes) แก่เขา นั่นคือ การฟังอย่างชาญฉลาด (genuine listening) นั้นเกี่ยวข้องกับการกระตุ้นให้ผู้อื่นได้สร้างภาษาและความหมายของเขาเอง ซึ่งอาจจะแตกต่างอย่างมากจากภาษาของคนอื่นๆ

ในฐานะเครื่องมือ เราจำเป็นจะต้องกำจัดปัจจัยที่บิดเบือนการรับรู้ (distort factor) ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้การให้ความหมายมีความผิดพลาด และเกิดความเข้าในที่คลาดเคลื่อนไป (เอนก สุวรรณบัณฑิต, 2560) ได้แก่

  • ลักษณะทางกายภาพ (physical appearance) เป็นการนำสิ่งต่างๆทางด้านรูปร่าง ลักษณะ สีสัน มาใช้เพื่อให้เกิดความคล้อยตาม
  • รูปแบบ (stereotypes) เป็นการใช้รูปแบบของตนเองในการให้ความหมายสิ่งต่างๆ
  • การรบกวนของประเด็นที่ไม่เกี่ยวข้อง (irrelevant cues) เป็นการรับรู้สิ่งต่างๆ โดยนำเอาสิ่งกระตุ้นอื่นมาใช้ทั้งที่ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นเลย
  • ความประทับใจครั้งแรก (first impression) เป็นการประสบการณ์เดิมมาใช้ตัดสินการรับรู้ หากรับรู้ไม่ดีไว้ ก็จะคงการตีความหมายเช่นนั้นตลอดไป
  • การด่วนสรุป (jumping to conclusion) เป็นการให้คำจำกัดความกับสิ่งที่นำเสนอ โดยที่สิ่งนั้นยังนำเสนอไม่จบสิ้น โดยอาจให้ความหมายแก่สิ่งที่นำเสนอชุดแรกไปแล้ว จากนั้นก็หันไปสนใจสิ่งอื่นแทนที่ ทำให้ไม่ได้ให้ความหมายแก่ภาพรวมทั้งหมด เช่น การตีความการให้บริการจากสถานที่จอดรถเป็นต้น
  • การโน้มเอียงจากลักษณะที่ดี (halo effect) เป็นการให้ความหมายจากการรับรู้สิ่งที่ดี โดยมองเพียงด้านเดียว

วรภัทร์ ภู่เจริญ (2552) เสนอว่า การฟังเชิงลึก (Deep listening) คือฟังแบบองค์รวม ฟังแบบไม่มีอคติ ไม่มีลำเอียง มีสติกำกับ เป็นการค้นพบตนเอง การเข้าใจตนเอง ซึ่งเมื่อใช้ในวงสนทนาจะทำให้เกิดการเข้าใจซึ่งกันและกัน มีการชำระปมต่างๆ (Mental model) เป็นจุดเริ่มต้นไปสู่วงจรการเรียนรู้ (Learning Cycle) ส่งผลให้เกิดการจุดประกาย (Spark) ความคิดให้กันและกันต่อยอดความคิดแลกเปลี่ยนการเรียนรู้ และคำพูดต่างที่ได้ยินจากวงสุนทรียสนทนาจะฝังอยู่ที่ตัวเรา และเมื่อเจอสถานการณ์ที่จำเป็น จะพบคำพูด คำเตือน ในวงสนทนาผุดขึ้นมา แนะนำ กระตุ้น ใจเรา ทำให้เราเฉลียวใจ เดวิด บอห์ม (อ้างในวรภัทร์ ภู่เจริญ, 2552) อธิบายว่า เมื่อโลกเปลี่ยน ผู้คนทั้งโลกถูกเชื่อมโยงเข้าหากันด้วยเทคโนโลยีการสื่อสารคมนาคมที่มีประสิทธิภาพ แต่ในทางกลับกัน  ความเจริญเหล่านี้กลับแยกคน แยกโลกออกจากกันเป็นส่วนๆ ความเจริญทางด้านเทคโนโลยีเพื่อเชื่อมโยงคนเข้าหากันได้กลับกลายเป็นการสิ้นสุดของความสัมพันธ์ทางสังคม ปัจเจกชนเผชิญกับความเหงาท่ามกลางฝูงชน ทำให้เกิดความรู้สึกโดดเดี่ยว ว้าเหว่ ขาดความอบอุ่น ไม่รู้ว่าตนเองเป็นใคร และจะเข้าไปมีสัมพันธภาพกับคนอื่นๆ ในโลกนี้ได้อย่างไร คนสมัยใหม่ถูกสอนให้ต่างคนต่างคิด และคิดกันอยู่คนละมุม แล้วก็นำเอาสิ่งที่ตนเองคิดและเชื่อ (pre-supposition) นั้นมาถกเถียง โต้แย้ง มุ่งเอาชนะคะคานกัน จึงทำให้เมื่อได้ยินอะไร ก็จะคิดค้านไว้ล่วงหน้า โดยไม่สนใจฟังอย่างตั้งใจ ก็ด้วยความยึดมั่นถือมั่นว่าความเห็นที่ว่าความคิดตนนั้นถูกเสมอ จึงไม่ได้เปิดใจรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง แต่ละคนต่างคอยจะจับผิดและหาข้อโต้แย้งเพื่อทำลายทฤษฎีของอีกฝ่าย โลกสมัยใหม่จึงเต็มไปด้วยความยุ่งเหยิงซับซ้อน อยู่นอกเหนือการควบคุมของอำนาจใดๆ อีกด้วย ดังนั้น การคิดร่วมกัน การรับฟังซึ่งกันและกัน โดยไม่มีการถือเขาถือเรา เป็นวิธีการจัดการความแตกต่างหลากหลาย โดยทำให้ทุกฝ่ายต่างเป็นผู้ชนะร่วมกัน (win-win)

สุนทรียสนทนามาจากแนวคิดที่ว่า คนทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน ต้องอยู่ร่วมกัน ต้องพึ่งพาอาศัยกัน ภาษาชาวบ้าน คือ เป็นพี่เป็นน้องกัน จึงควรต้องพูดกันฟังกัน รักกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน แต่ในความเป็นจริง มีแต่การโต้เถียง โต้แย้ง ไม่มีใครฟังใคร สุนทรียสนทนาอาจจะไม่มีกรอบมีเกณฑ์อะไรที่ชัดเจน เพราะเป็นการสนทนาเปิดมากที่สุด เปิดใจรับฟัง เปิดใจพูด เปิดเผยความรู้สึกนึกคิดออกมาอย่างจริงใจ

สุนทรียสนทนาจึงไม่ใช่การเจรจาต่อรองผลประโยชน์ ไม่ใช่การพูดกันเพื่อหว่านล้อมให้ยอมรับสิ่งที่ตนเองคิดและนำเสนอ  ไม่ใช่การพูดกันแบบมีวาระซ่อนเร้น ที่รอจังหวะว่าจะออกมาเมื่อไรและอย่างไรจึงจะได้ผล จึงจะเอาชนะคู่สนทนา  สุนทรียสนทนา เป็นกระบวนการเรียนรู้เพื่อค้นหาตนเองและค้นหาคนอื่นไปพร้อมกัน  เมื่อดำเนินการสนทนาที่เป็นสุนทรียะต้องปลดปล่อยหรือแขวนเอาความเชื่อ ความเห็น อคติ กรอบคิดเดิม รวมทั้งการตัดสินที่มีอยู่ก่อนแล้วทั้งหมด  ถอดเอาหน้ากากและหมวกหลายใบที่ใส่กันออกไปด้วย ใจจะได้ปล่อยวางและปล่อยว่าง พร้อมที่จะรับฟังอย่างตั้งใจ (deep listening)

สุนทรียสนทนาที่ดีจึงไม่มีการด่วนสรุป ไม่ด่วนตัดสิน ไม่ใส่ร้ายป้ายสี โจมตีอีอกฝ่ายหนึ่ง ไม่นั่งคิดแต่ว่าจะโต้เถียงโต้แย้งอย่างไร แต่จะเปิดใจรับฟังอย่างตั้งใจ คิดค้นหาสมมุติฐาน คิดค้นหาเหตุผลด้วยการไตร่ตรองสิ่งที่ได้ยินได้ฟัง เพราะนี่เป็นกระบวนการเรียนรู้เพื่อค้นหาค้นพบบางอย่างร่วมกัน การฟังอย่างตั้งใจจึงต้องฝึกใส่วงเล็บคำตัดสิน คำวิพากษ์วิจารณ์ของเราไว้ก่อน แล้วให้ฟังอย่างเปิดใจ โดยไม่ขัดและไม่พูดแทรก จนกว่าผู้พูดจะแสดงความคิดเห็นของเขาจนจบ ทำให้ไม่ก่อให้เกิดการขัดแย้งแย่งกันพูด ไม่ต้องปกป้องตนเอง ไม่ต้องถกเถียงทะเลาะกันอย่างในวงสนทนาหรือการประชุมทั่วไปๆ การฟังอย่างตั้งใจจึงต้องการสมาธิในการฟัง การให้ความสนใจแก่ผู้พูด เพื่อที่ภายหลังจากที่กระบวนการคุยได้จบสิ้นลงไปแล้ว โดยผู้ฟังก็จะได้เข้าใจความหมายที่ผู้พูดต้องการนำเสนอโดยไม่ต้องมีใครชี้แนะ

 

ที่มา :

สิริกร อมฤตวาริน, เอนก สุวรรณบัณฑิต. (2560). สุนทรียสนทนา: เครื่องมือของกระบวนทรรศน์หลังนวยุคสายกลาง. (รายงานผลการวิจัย), กรุงเทพ: มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s