ความงามในวัฒนธรรมไทย

ในเรื่อง “ความงาม”  วัฒนธรรมไทยยอมรับเอาแนวคิดของพระพุทธศาสนา มุมมองในเรื่องสังคม มองว่าเป็นที่รวมตัวของบุคคลและกลุ่มบุคคลอย่างหลากหลาย ด้วยเหตุนี้สังคมจึงมีความแตกต่างกัน ทั้งในด้านความสามารถในการตีความ การสื่อสาร และการทำความเข้าใจ ดังนั้นในการสื่อสารเพื่อให้เกิดการปฏิบัติต้องที่บุคคล เพราะว่าบุคคลที่เป็นปัจเจกสามารถแบ่งออกได้ 4 กลุ่ม

กล่าวคือ บุคคลในกลุ่มแรกเป็นบุคคลผู้มีปัญญาพร้อมที่จะลด ละ เลิก เมื่อได้รับคำชี้แนะนำแนวทาง สามารถปฏิบัติได้ทันที เปรียบเสมือนดอกบัวที่พร้อมจะบานเมื่อรับแสงแดด  กลุ่มที่สอง เป็นบุคคลผู้มีปัญญาพร้อมที่จะลด ละ เลิก เมื่อได้รับคำชี้แนะนำแนวทาง สามารถปฏิบัติได้ในเวลาต่อมา เปรียบเสมือนดอกบัวที่ปริ่มน้ำพร้อมที่จะบานเมื่อรับแสงแดดในวันต่อมา  กลุ่มที่สาม เป็นบุคคลผู้มีปัญญาแต่ยังเสพเสวยรสอารมณ์อยู่ เมื่อได้รับคำชี้แนะนำแนวทางสามารถปฏิบัติได้เห็นแนวทางในการลด ละ เลิก เสพเสวยรสอารมณ์ในเวลาต่อมา เปรียบเสมือนดอกบัวที่ยังจมอยู่ในน้ำ พร้อมที่จะโพล่พ้นเหนือน้ำ และจะบานเมื่อรับแสงแดดในวันต่อ ๆ มา  กลุ่มที่สี่ เป็นบุคคลผู้มีความเขลาเบาปัญญาแต่ยังเสพเสวยรสอารมณ์อยู่ เมื่อได้รับคำชี้แนะนำแนวทางไม่สามารถปฏิบัติได้ ไม่เห็นแนวทางในการลด ละ เลิก เสพเสวยรสอารมณ์ ยังหลงเสพรสของอารมณ์ เปรียบเสมือนดอกบัวที่ยังจมอยู่ในโคลนตม ไม่พร้อมที่จะโพล่พ้นเหนือน้ำ แต่กลายเป็นอาหารของปลาหรือเต่า เมื่อดอกบัวเติบโตขึ้นสามารถโพล่พ้นน้ำก็สามารถบานได้เมื่อรับแสงแดดในวันต่อ ๆ ไป จากความเชื่อนี้ทำให้สังคมไทย ยอมรับว่าสังคมย่อมประกอบด้วยบุคคลที่หลากหลาย  แต่หากใช้เกณฑ์ความงามดังที่กล่าวไว้ข้างต้น สังคมในที่นี้แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ 1) กลุ่มสังคมที่ประกอบด้วยบุคคลระดับกามาวจร  2) กลุ่มสังคมที่ประกอบด้วยบุคคลระดับโยคาวจร และ 3) กลุ่มสังคมที่ประกอบด้วยบุคคลระดับกามาวจรและระดับโยคาวจร

ในสังคมที่ประกอบด้วยบุคคลระดับกามาวจร เป็นสังคมที่ประกอบด้วยระดับประกอบขึ้นด้วยบุคคลผู้ที่ยังติดข้องอยู่กับรสของอารมณ์ทั้ง 9  ย่อมนำไปสู่การแข่งขันและแย่งชิงกันเพื่อเสพรสของอารมณ์ตามที่ตนเองชอบ ดังนั้นเพื่อควบคุมให้สังคมสงบสุขได้โดยไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน จึงใช้เกณฑ์ความงามในแต่ละระดับเป็นเครื่องมือสำหรับการควบคุมสังคม เกณฑ์เบื้องต้นที่ใช้คือเกณฑ์ความงามระดับกามาวจรสำหรับบุคคล ซึ่งใช้เป็นกรอบควบคุมความประพฤติในขั้นเบื้องต้นของบุคคลด้วยการสำรวมกาย วาจา ใจ ในการปฏิบัติ 5 ข้อ เรียกว่า ศีล 5  หรือใช้ฆราวาสธรรมเป็นเกณฑ์สำหรับผู้ครองเรือน

ในสังคมที่ประกอบด้วยบุคคลระดับโยคาวจร  เป็นสังคมที่ประกอบด้วยบุคคลที่มีเป้าหมายเพื่อบรรลุถึงความงามของความประพฤติในระดับโลกุตระ โดยมีเกณฑ์ความงามในสองระดับคือความงามท่ามกลางและความงามที่สุดเป็นกรอบสำหรับการปฏิบัติตน ซึ่งอาจเรียกว่า “เกณฑ์ความงามระดับโยคาวจร” ความประพฤติที่เป็นความงามในระดับโยคาวจรนั้นเป็น “ความงาม” ที่เกิดจากการปฏิบัติตนเพื่อการมุ่งแสวงหาวิถีทางที่สามารถหลุดพ้นไปจากกรอบวัฏสงสาร ซึ่งแต่ละคนต่างมุ่งฝึกปฏิบัติตน เพื่อให้เกิดความเข้าใจตามสภาวะของตนเองในแต่ละคน เรียกได้ว่าเป็น “ความงามท่ามกลาง” เมื่อใดที่มีความรู้มีความสามารถในการรู้เท่าทันต่อสิ่งที่เกิดขึ้นภายในจิตใจของตน เห็นความผันแปร เห็นความเปลี่ยนแปลงและยอมรับอย่างรู้เท่าทัน ยอมรับความไม่เที่ยงแท้ การเห็นกระบวนการที่เกิดขึ้นในความคิดของตน และมีความสามารถในการละวางต่อสิ่งที่ได้รู้ ไม่ยึดถือ สลัดออกหลุดออกจากความยินดี จากการวางเฉย จากการไม่ยินดี เป็นอิสระต่อการเสพเสวย จนหลุดพ้นไปจากกรอบแห่งวัฏสงสารได้ เรียกได้ว่าเป็น “ความงามในที่สุด”

ในสังคมที่ประกอบด้วยบุคคลระดับกามาวจรและระดับโยคาวจร อาศัยอยู่ร่วมกัน จึงต้องใช้เกณฑ์ความงามทั้งสองระดับเพื่อแยกแยะบุคคลทั้งสองลักษณะออกจากกัน ทั้งนี้เพื่อการอยู่ร่วมกัน เพื่อธำรงไว้ซึ่งความงามของสังคมที่อยู่ร่วมกัน ที่เรียกกันว่า “ปฏิรูปเทส” ซึ่งประกอบด้วย ที่อยู่อาศัยเป็นที่สบาย อาหารเป็นที่สบาย บุคคลเป็นที่สบาย และธรรมะเป็นที่สบาย    สภาพแวดล้อมของสังคมในลักษณะนี้จะนำไปสู่สังคมที่ประกอบด้วยโยนิโสมนสิการ[1]และปรโตโฆสะ[2] อันเป็นสังคมที่ใช้ความคิดถูกวิธี ความรู้จักคิด คิดเป็น โดยการกระทำในใจอย่างแยบคาย มองสิ่งทั้งหลายด้วยความคิดพิจารณสืบค้นถึงต้นเค้า  สาวหาเหตุผลจนตลอดสาย แยกแยะออกพิเคราะห์ดูด้วยปัญญาที่คิดอย่างเป็นระเบียบ และโดยอุบายวิธีให้เห็นสิ่งนั้น ๆ หรือปัญหา นั้น ๆ เป็นไปตามสภาวะและความสัมพันธ์แห่งเหตุปัจจัย

กล่าวโดยสรุปได้ว่า “ความงาม” ตามบริบทวัฒนธรรมไทย ตามแนวคิดของพระพุทธศาสนา หมายถึง ความสมบูรณ์พร้อมตามเหตุและผลที่ตระหนักรู้ในสิ่งที่ถูกที่ควร อันนำมาประกอบกันเพื่อสื่อความหมายถึงสิ่งปราศจากเครื่องเศร้าหมองทั้งหลาย โดยมีเป้าหมายเพื่อความหลุดพ้นไปจากวัฏสงสาร  ซึ่งแบ่งระดับความงามไว้2 ระดับคือ ความงามในระดับโลกียะและความงามในระดับโลกุตระ และมีเกณฑ์ความงาม 3 เกณฑ์ คือ ความงามเบื้องต้น  งามท่ามกลาง และงามที่สุด

ความงามในระดับโลกียะ เป็นความงามที่สมบูรณ์พร้อม อันเกี่ยวข้องอยู่กับการเสพรสของอารมณ์ทั้ง 9 อันได้แก่ ความยินดี ความรัก ความกรุณา ความสนุกสนาน ความเศร้าโศก ความโกรธ ความกล้าหาญ ความกลัว ความศานติสุข  ซึ่งมีพื้นฐานมาจากความโลภ(โลภะ) ความโกรธ (โทสะ) และความหลง (โมหะ) อันเป็นความงามในทางโลก

ความงามในระดับโลกุตระ เป็นความงามที่สมบูรณ์พร้อม ซึ่งไม่ติดข้องอยู่กับการเสพรสของอารมณ์  มุ่งการพิจารณาขัดเกลาจิตและใจ โดยใช้สมถะและวิปัสสนาขัดเกลาความรู้สึกต่อรสของอารมณ์ทั้ง 9 ทำให้จิตสามารถวางเฉยได้ (เป็นอุเบกขา) ไม่เสพเสวย และใช้ความเพียรฝึกจิตให้ไม่ยินดีต่อการเสพอารมณ์ ทั้งนี้เพื่อการหลุดพ้นออกจากวัฏสงสาร อันเป็นความงามในทางธรรม

ความงามตามบริบทวัฒนธรรมไทยดังที่กล่าวไว้นี้ยึดถือตามแนวคิดของทฤษฎีการรับรู้ของพระพุทธศาสนา คือ การรับรู้จากความรู้สึกที่บริสุทธิ์ที่เกิดจากความรู้สึกทางจิต แปรเข้าสู่พุทธิปัญญา เพื่อปลุกเร้าความจำให้สร้างภาพลักษณ์ทางสมองขึ้นมาแทน จากความรู้นี้ สิ่งที่ปรากฎคือ ความจริงเป็นเพียงรูปและนาม และเป็นเพียงจากจุดหนึ่งไปสุ่จุดหนึ่งเท่านั้น  กระบวนการสร้างสรรค์จึงยึดเอานามและรูปที่ผ่านการสังเคราะห์โดยตรงจากการคิด ภาพลักษณ์นามธรรมเป็นความคิดเชิงจินตนาการมากกว่าเกิดจากการรับรู้โดยตรงจากการเห็น  แหล่งความคิด จินตนาการ จึงเกิดจากพลังของความศรัทธา หรือผสมผสานเป็นรูปร่าง รูปทรงเชิงการคิดผ่านสัญลักษณ์ เป็น สุนทรียศาสตร์แบบอ้อม เรียกว่า สุนทรียปัญญา  ซึ่งเป็นคุณค่าของความดีที่ตอบสนองต่อจิต

บริบทวัฒนธรรมไทยจึงสื่อสาร “ความงาม” ตามแนวคิดของพระพุทธศาสนาที่หมายถึง งามเบื้องต้น เป็นความงามในความประพฤติที่ปฏิบัติตนโดยการสำรวมกาย วาจา ใจ ให้ไม่เบียดเบียนทั้งตนเองและผู้อื่น ซึ่งหมายความถึงผู้ที่ปฏิบัติตนด้วยศีล

งามท่ามกลาง เป็นความงามในการประพฤติปฏิบัติตนให้อยู่ในกรอบของการสำรวมกาย วาจา ใจ ให้ไม่เบียดเบียนทั้งตนเองและผู้อื่น โดยมีเป้าหมายเพื่อหลุดพ้นไปจากวัฏสงสาร ซึ่งหมายความถึงผู้ปฏิบัติตนอยู่ในแนวทางที่มุ่งหมายเพื่อการเข้าถึงสภาวะการรู้ธรรมตามแนวทางของพระพุทธศาสนา

งามในที่สุด เป็นผลจากความงามที่เกิดขึ้น ด้วยเป้าหมายที่ต้องการคือการหลุดพ้นไปจากสังสารวัฏ โดยผู้ประพฤติธรรมด้วยการสำรวมกาย วาจา ใจ ให้ไม่เบียดเบียนทั้งตนเองและผู้อื่น และมุ่งชำระจิตใจของตนเองให้ปราศจากเครื่องเศร้าหมองทั้งหลาย เพื่อการเข้าถึงสภาวะการรู้ธรรมตามแนวทางของพระพุทธศาสนา

เป้าหมายของความงามที่สนองตอบต่อจิต คือ ความสุขแท้ตามความเป็นจริงของจิต

[1] การโน้มใจเพื่อพิจารณาอย่างใคร่ครวญ โดยการกระทำในใจหรือทางใจ

[2] แปลว่า เสียงจากผู้อื่น หมายรวมถึงคำพูด, คำแนะนำ, คำชี้แจง, คำโฆษณา,กระแสข่าว ข้อเขียน,บทความจากบุคคลหรือแหล่งข่าวต่างๆ  ปรโตโฆสะ มี 2 ประเภท คือ ที่เป็นจริง มีเหตุผล เป็นประโยชน์ ประกอบด้วยความหวังดี และที่เป็นเท็จ ไม่มีเหตุผล ไม่เป็นประโยชน์ มุ่งทำลาย ปรโตโฆสะเป็นวิถีทางเบื้องต้นแห่งปัญญาและสัมมาทิฐิ แต่ต้องมีโยนิโสมนสิการคอยกำกับ จึงจะสามารถรู้แยกแยะและคัดสรรเฉพาะปรโตโฆสะฝ่ายดีได้

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s