ปัญญาพัฒนาเป็นกระบวนทรรศน์

          ปัญญาของมนุษย์ทั้งโลกพัฒนาร่วมกันมาเป็น 5 ช่วงเรียกว่า 5 กระบวนทรรศน์  การเปลี่ยนกระบวนทรรศน์แต่ละครั้งเรียกว่าการปรับเปลี่ยนกระบวนทรรศน์ (paradigm  shift) ที่เรียกว่า ปรับเปลี่ยนก็เพราะเป็นการเปลี่ยนเพื่อปรับตัวให้ดีขึ้นกว่าเดิม ซึ่งมีทั้งหมด 4 ครั้ง  จากกระบวนทรรศน์ดึกดำบรรพ์  เป็นกระบวนทรรศน์โบราณ  กระบวนทรรศน์ยุคกลาง  กระบวนทรรศน์ยุคใหม่ (นวยุค) และกระบวนทรรศน์หลังนวยุค  ดังต่อไปนี้

ปัญญาระดับกระบวนทรรศน์ที่ 1  ย่อมหาความสุขแท้โดยทำตามน้ำพระทัยของเบื้องบน  ก็มีความสุขแท้ได้ระดับหนึ่งคือ ระดับไม่รู้จักเป็นตัวของตัวเอง  หากเป็นตัวของตัวเองได้เมื่อใดก็จะต้องการความสุขแท้ระดับสูงกว่านั้น  จึงแสดงว่าต่อมคุณธรรมยังทำงานไม่เต็มที่

ปัญญาระดับกระบวนทรรศน์ที่ 2  พยายามเป็นตัวของตัวเองโดยการรู้กฎเกณฑ์แทนน้ำพระทัยของเบื้องบน  หากหากฎได้เองก็จะหาเรื่อยไปและมีความสุขกับการพัฒนาตัวเองตามกฎที่หาได้ เอง  กลายเป็นเจ้าสำนัก มีความสุขกับการทำให้ลูกศิษย์ลูกหามีความสุข  หากหากฎเองไม่ได้ก็จะทำตัวเป็นศิษย์สำนักใดสำนักหนึ่ง  และทุ่มเทหาความสุขกับกฎที่ตนไม่ได้พบเอง  มีความสุขกับการมั่นใจในคำสอนของเจ้าสำนักและปฏิบัติคำสอนตามตัวอักษร  มีความสุขแท้ด้วยสัญชาตญาณของปัญญาระดับที่ 2 ก็จริง แต่ต่อมคุณธรรมยังทำงานไม่เต็มที่อยู่ดี

ปัญญาระดับกระบวนทรรศน์ที่ 3  บังเอิญพบศาสดาหรือศาสนาของศาสดาที่รับรองว่ามีโลกหน้าอันเป็นความ สุขบริสุทธิ์ไม่มีความทุกข์เจือปน  ศาสดาทุกองค์มีวิธีสอนให้พัฒนาคุณภาพชีวิตเป็นขั้นเป็นตอน  แต่คนใจร้อนต้องการความสุขในโลกหน้าเพียงอย่างเดียว  ไม่สนใจการพัฒนาคุณภาพชีวิตในโลกนี้อันเป็นวิถีทางปกติของศาสนา  จึงสังกัดกระบวนทรรศน์นี้และละเลยความสุขตามความเป็นจริงในโลกนี้อันเป็น เงื่อนไขสู่ความสุขแท้ตามความเป็นจริงในโลกหน้า  ต่อมคุณธรรมยังทำงานไม่เต็มที่อยู่นั่นเอง

ปัญญาระดับกระบวนทรรศน์ที่ 4  มั่นใจในวิธีการของวิทยาศาสตร์จนกลายเป็นการยึดมั่นถือมั่น  ซึ่งปิดกั้นการทำงานของต่อมคุณธรรมโดยไม่รู้ตัว  ทำผิดโดยไม่รู้ว่าผิด ทำบาปโดยไม่รู้ว่าทำบาป เบียดเบียนโดยไม่รู้ว่าเบียดเบียน เอาเปรียบโดยไม่รู้ว่าเอาเปรียบ สร้างความทุกข์โดยคิดว่านำความสุขมาให้  ต่อมคุณธรรมมีโอกาสทำงานยังไม่เต็มที่  เพราะหลงตัวเองจนไม่ลืมหูลืมตาว่าคนอื่นจะเดือดร้อนกันปานใด

ปัญญาระดับกระบวนทรรศน์ที่ 5  ต่อมคุณธรรมทำงานเต็มที่เพราะตัดการยึดมั่นถือมั่นขาดสะบั้น  มีหลักยึดเหนี่ยวแต่ไม่ยึดติด  ปล่อยให้สัญชาตญาณปัญญาทำงานตามครรลองของมัน คือ สร้างสรรค์ ปรับตัว ร่วมมือ และแสวงหา ทุกขั้นตอนทำอย่างมีความสุขแท้ตามความเป็นจริง ผลก็คือ พัฒนาคุณภาพชีวิตเรื่อยไป  พัฒนาถึงขั้นใดก็จะเล็งเห็นด้วยสัญชาตญาณว่า ควรทำอะไรและอย่างไรต่อไป โดยไม่จำเป็นต้องมีคนบอก  เขามีความสุขที่จะรับทำมัน  เมื่อทำแล้วก็มีความสุขและรู้ว่าทำอะไรต่อไปแล้วจะมีความสุขยิ่ง ๆ ขึ้น  คนอย่างนี้ไม่ต้องคิดถึงสวรรค์  เพราะมีสวรรค์ที่ไหนก็จะได้รับการต้อนรับอย่างดี  สวรรค์ใดไม่ต้อนรับเขาก็ไม่เสียความรู้สึก  เพราะใจของเขาเป็นสวรรค์น้อย ๆ อยู่แล้วเป็นเดิมพันตามที่กล่าวกันว่า สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจเขานับถือศาสนาใดเขาจะนับถืออย่างมีความสุขสงบแท้ตามความเป็นจริง

กระบวนทรรศน์ดึกดำบรรพ์

ผู้ที่มีกระบวนทรรศน์ดึกดำบรรพ์นอนเนื่องอยู่ในจิตสำนึกย่อมเชื่อว่า การอุบัติทั้งหลายเป็นไปตามน้ำพระทัยของเบื้องบนซึ่งไม่ถูกควบคุมโดยกฎเกณฑ์ ใดทั้งสิ้น เรียกได้ว่า “ทำตามใจแป๊ะ”  ย่อมมีแนวโน้มที่จะสำนึกว่าการทำดีอยู่ที่การพยายามรู้น้ำพระทัยของเบื้องบน เพื่อจะทำตาม  ก็จะพยายามเกลี้ยกล่อมเจตจำนงของตนเองและของผู้ที่ตนมีหน้าที่อบรมให้คิด อย่างนั้นและทำอย่างนั้น เพราะถือว่าเป็นการทำดีได้คุณและป้องกันการทำชั่วให้โทษ  เมื่อกระทำจนเคยชินก็จะกลายเป็นคุณธรรมจริยธรรม  จะเรียกว่าเป็นสัญชาตญาณในปัญญาของเขาก็ถูกต้อง  ครั้นเห็นใครไม่อยู่ในครรลองนี้ก็อยากให้เบื้องบนลงโทษและสมน้ำหน้า  แต่ความจริงแล้วเขาเดินตามสัญชาตญาณพืช  คือพยายามทำตามน้ำพระทัยของเบื้องบนเพื่อเลี่ยงความรับผิดชอบที่ต้องคิดเอง

กระบวนทรรศน์ดึกดำบรรพ์แสดงออกในหมู่คนไทย โดยการปักใจเชื่อเจ้าเข้าทรงตามตัวอักษร เชื่อการเสี่ยงใบเซียมซี เชื่อหมอดูในรูปแบบต่าง ๆ (ทั้งนี้ไม่รวมพวกที่ไม่เชื่อแต่ไม่อยากลบหลู่ และพวกที่เชื่อโหราศาสตร์ตามหลักวิชาการของการดูดวงและดูลายมือ (เพราะพวกหลังนี้สังกัดกระบวนทรรศน์โบราณ)  คนไทยกลุ่มนี้เรียนวิชาการเพื่อสอบผ่านได้ปริญญาและทำการงานตามกฎเกณฑ์เพื่อ รับค่าตอบแทน  ในความสำนึกของพวกเขามีแต่น้ำพระทัยของอำนาจลึกลับตามที่พวกเขาเชื่อว่ามี  คุณธรรมสำหรับพวกเขาคือทำตามที่รับรู้จากวิธีที่พวกเขาเชื่อถือ  การอบรมใด ๆ จะไร้ผลหากไม่มีประกาศิตจากเบื้องบนที่พวกเขาเชื่อถือ ยกขึ้นมาอ้างให้พวกเขากลัวหรืออย่างน้อยเกรงใจได้  คุณภาพชีวิตของพวกเขาไม่สู้จะมี  และพวกเขาก็ไม่สนใจที่จะมี  พวกเขาสนใจแต่เพียงความคุ้มครองจากเบื้องบนเท่านั้น และพวกเขาก็พอใจเพียงแค่นั้น  สัญชาตญาณที่ครอบงำพวกเขา  คือสัญชาตญาณก้อนหิน รักษาตัวรอดเป็นยอดดีและนิ่งไว้สองไพเบี้ย ไม่คำนึงว่าใครจะเดือดร้อน หรือถูกเบียดเบียนรังแก ไม่สนใจบริการใครหรือช่วยเหลือใคร การเชื่อเบื้องบนอย่างนี้มีอันตราย เพราะอาจมีผู้ใช้เล่ห์เหลี่ยมอ้างเบื้องบนเพื่อใช้เขาเป็นประโยชน์ได้โดย ง่าย  นโยบายที่มีผู้เสนออยากให้นิมนต์พระมาช่วยอบรมศีลธรรมในโรงเรียนหากไม่มี การอบรมพระให้เข้าใจเรื่อง “คนดีตามกระบวนทรรศน์” เสียก่อน  ก็อาจจะได้พลเมืองที่มีคุณธรรมระดับดึกดำบรรพ์มาเพิ่มปัญหาแก่ประเทศชาติก็ ได้  จึงต้องมีโครงการอบรมพระที่มีความรู้เรื่องกระบวนทรรศน์หรืออลีนะในทิฏฐิสูตรยังไม่เพียงพอ ให้เพียงพอเสียก่อน ก็จะดี

ผู้ที่เชื่อและทำตามกระบวนทรรศน์ดึกดำบรรพ์จริง ๆ นั้น  มีตั้งแต่มนุษย์ดึกดำบรรพ์จริง ๆ คือมนุษย์ที่มีชีวิตบนผิวโลกของเรานี้ตั้งแต่ 4 ล้านปีมาแล้วทุกคนจนถึงเมื่อประมาณ ก.ค.ศ. 3000 ปี  ที่แสดงการเปลี่ยนกระบวนทรรศน์โดยพยายามแถลงกฎเกณฑ์ด้วยเรื่องเล่าปรัมปรา  ตั้งแต่ ก.ค.ศ. 3000 ปีมาแล้วจนถึงวันนี้ก็ยังมีมนุษย์ที่มีชีวิตแบบดึกดำบรรพ์เหมือนมนุษย์ยุค ดึกดำบรรพ์  เพราะความเจริญยังเข้าไปไม่ถึง  ในยุคล่าอาณานิคมมีนักผจญภัยจำนวนมากบุกป่าฝ่าดงดิบเข้าไปศึกษาและบันทึก ชีวิตแบบดึกดำบรรพ์เหล่านี้ไว้เป็นหลักฐานให้ศึกษา  แม้ทุกวันนี้ก็ยังมีคนจำนวนมากที่อยู่ท่ามกลางความเจริญ  บางคนมีทรัพย์สินมากจากมรดก  ด้ายชีวิตท่ามกลางเทคโนโลยีที่ทันสมัยยอดเยี่ยม  มีการศึกษาดีอีกต่างหาก  แต่ครั้นคิดจะทำอะไร หรือตัดสินอะไร  ก็ทำตามกระบวนทรรศน์ดึกดำบรรพ์ก็มีให้เห็นดาษดื่น

(คอลัมน์ : ใต้ร่มพระบารมี ขยายผลปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (11) หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 34 ฉบับที่ 2,925 วันที่  23 – 26   กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557)

กระบวนทรรศน์โบราณ

          ผู้ที่ยึดมั่นถือมั่นอยู่กับกระบวนทรรศน์โบราณ  ก็ย่อมจะเชื่อว่าการอุบัติทั้งหลายเป็นไปตามกฎเกณฑ์ตายตัว  แม้แต่เบื้องบนก็ไม่ได้รับการยกเว้น  ย่อมมีแนวโน้มที่จะสำนึกว่าการทำดีคือการพยายามรู้กฎเกณฑ์ของสิ่งที่ตนจะ ต้องเกี่ยวข้อง จะได้ปฏิบัติอย่างถูกต้องเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดและพ้นภัยเสียหาย  จึงพยายามเกลี้ยกล่อมเจตจำนงของตนเองและของผู้ที่ตนมีหน้าที่อบรม  ให้ชอบรู้กฎและสนุกกับการทำตามกฎ  ยิ่งเคร่งเท่าใดก็ยิ่งสนุกเท่านั้น  เพราะถือว่าเป็นการทำดีได้ประโยชน์ และหลีกเลี่ยงการละเมิดกฎซึ่งถือว่าเป็นการทำชั่วให้ร้าย

เนื่องจากคนส่วนใหญ่ไม่รู้วิธีและไม่หากฎด้วยตนเอง  จึงยกย่องผู้ที่ตนเชื่อว่ารู้กฎว่าเป็นเจ้าสำนักและมองว่าสำนักอื่น ๆ ทั้งหมดเป็นคู่แข่งกับสำนักของตน ความดีคือการทำตามกฎ และการละเมิดกฎเป็นความเลว ความชั่ว และบาป  เมื่อกระทำจนเคยชินก็กลายเป็นคุณธรรมจริยธรรม  จะเรียกว่าเป็นสัญชาตญาณในปัญญาของเขาก็ได้  ครั้นเห็นใครไม่อยู่ในครรลองนี้ก็อยากให้ถูกธรรมชาติลงโทษ  เจ้าสำนักและผู้ทำดีมาก ๆ ในสำนักก็จะได้ชื่อว่าเป็นบุคคลต้นแบบและนักบุญ  คุณธรรมที่เจ้าสำนักระบุชื่อไว้ก็จะเป็นคุณธรรมต้นแบบ  ทั้งบุคคลต้นแบบและคุณธรรมต้นแบบจะกลายเป็นประเด็นแข่งขันระหว่างสำนักที่ รู้จักกัน
กระบวนทรรศน์โบราณแสดงออกในหมู่คนไทย โดยการยึดติดคำสอนคำสั่งและคุณธรรมที่เจ้าสำนักชูขึ้นเป็นเอกลักษณ์ของ สำนัก  ซึ่งศิษย์สำนักจะพยายามท่องจำและจดจำทุกคำเพื่อเป็นมงคลประจำตัว และเป็นการแสดงความจงรักภักดีต่อสำนักซึ่งก็ถือว่าเป็นมงคลอีกส่วนหนึ่ง  คุณธรรมสำหรับคนกระบวนทรรศน์นี้คือการท่องจำและปฏิบัติคุณธรรมที่เป็น เอกลักษณ์ของสำนักให้เคร่งครัดไว้  ยิ่งเคร่งครัดมากเท่าใดก็ยิ่งมั่นใจในความดีมากเท่านั้น  การอบรมที่เป็นวาระแห่งชาติจะต้องอาศัยเจ้าสำนักสนับสนุน  ซึ่งก็จะได้คนดีตามที่เจ้าสำนักกำหนด  แต่ถ้าเจ้าสำนักไม่ให้ความร่วมมือ หรือวางตัวเป็นปฏิปักษ์ต่อวาระแห่งชาติ  นโยบายแห่งชาติก็จะล้มเหลวอย่างไม่มีทางเลี่ยง

ผู้นับถือศาสนาด้วยกระบวนทรรศน์นี้ย่อมมีแนวโน้มที่จะต้องหาอาจารย์หรือ เจ้าสำนักหรือเจ้าลัทธินิกายเพื่อตัดสินชี้ขาดการเข้าใจคัมภีร์หรือเข้าใจคำ สอนของศาสนา  เพราะไม่แน่ใจว่าตนจะเข้าใจคำสั่งสอนของคัมภีร์หรือศาสนาอย่างถูกต้อง  ศาสดาจึงเก็บไว้ทำรูปเคารพบูชา  คัมภีร์ศาสนามีไว้สำหรับเก็บในตู้หรือบนหิ้งเพื่อกราบไหว้บูชาเช่นกัน  การศึกษาศาสนาจึงอยู่ลมปากของครูบาอาจารย์ที่ตนยึดถือว่าเป็นผู้เข้าถึงและ เข้าใจเจตนาของศาสดาแต่ผู้เดียว คนอื่นล้วนแต่ผิดเพียนทั้งสิ้น  กรณีที่สุดขั้วบางที่ยกพวกตีกันเพราะตกลงกันไม่ได้ว่าอาจารย์หรือสำนักของ ใครสอนถูกต้องกว่ากัน  ทั้ง ๆ ที่นับถือศาสนาเดียวกัน  ไหว้ศาสดาองค์เดียวกัน และเทิดทูนคัมภีร์เล่มเดียวกัน  คนประเภทนี้ไม่เสพติดศาสนา ไม่เสพติดศาสดา แต่เสพติดสำนักและเจ้าสำนัก  นับเป็นการยึดมั่นถือมั่นอย่างหนึ่ง  และเป็นการยึดมั่นถือมั่นที่น่าเป็นห่วง  เพราะไม่ได้พัฒนาคุณภาพชีวิตเท่าที่ควร  เป็นประเภทอลีนะที่ศาสดาทั้งหลายชี้ว่าเป็นจุดสะดุดแห่งการแตกแยกแม้ในชาติ เดียวกันและศาสนาเดียวกัน  ปัญญาทำงาน แต่ต่อมคุณธรรมยังไม่ทำงาน  จึงยังไม่ได้ความสุขแท้ตามความเป็นจริง  และยังอยู่ไกลจากเป้าของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

 

กระบวนทรรศน์ยุคกลาง

ผู้ที่เชื่อว่ามีโลกหน้าที่มีแต่ความสุขสมบูรณ์แบบไร้ความทุกข์ใด ๆ เจือปน  ย่อมมีแนวโน้มที่จะยอมสละอะไรก็ได้ในโลกนี้แม้แต่ชีวิตเพื่อแลกกับความสุข ดังกล่าวหรือจะสังเวยชีวิตของผู้อื่นมากเท่าไรก็ยอม  ชาวคริสต์ในช่วงแรก ๆ แข่งกันขึ้นตะแลงแกงด้วยความเชื่อมั่นดังกล่าว  หากมีใครชวนไปเสี่ยงชีวิตเพื่อปกป้องศาสนาพวกเขาก็จะแย่งกันสมัครตายเป็นคน แรก  พวกเขาพยายามเกลี้ยกล่อมเจตจำนงของตน และของผู้ที่ตนมีหน้าที่อบรมให้พร้อมเสมอที่จะฉวยโอกาสดี ๆ ดังกล่าวโดยถือว่าเป็นยอดแห่งความเสียสละเพื่อศาสนา  พวกเขาพร้อมใจกันยกย่องทุกคนที่ได้ฉวยโอกาสดังกล่าวว่าเป็นบุคคลต้นแบบที่ โชคดี และประสบผลสำเร็จสุดยอดในชีวิตของคนคนหนึ่ง  และยกย่องการถูกฆ่าตายด้วยเหตุผลทางศาสนาเป็นสุดยอดแห่งคุณธรรม  จะเรียกว่าเป็นสัญชาตญาณในปัญญาของเขาก็ได้

กระบวนทรรศน์ยุคกลางแสดงออกในหมู่คนไทยบางคน  โดยการยึดติดในศาสนาของตนในระดับคลั่งไคล้ คืออุทิศตัวให้แก่ศาสนาของตนจนลืมหน้าที่อื่น ๆ ในสังคมเสียสิ้น  พร้อมที่จะดูแคลนศาสนาอื่น ๆ ทั้งหมดโดยถือว่าได้บุญแรง  คุณธรรมสำหรับพวกเขามีอยู่ข้อเดียว คือ คลั่งไคล้ศาสนา จะอบรมให้มีคุณธรรมอะไรนอกเหนือไปจากนี้จะไม่สนใจ  เพราะคิดว่าเป็นบาปทั้งสิ้น

พลเมืองอเมริกันเริ่มโดยกลุ่มผู้เคร่งศาสนา (puritans) ลี้ภัยการกีดกันผู้นับถือศาสนาต่างนิกาย  จึงรวมตัวกันอพยพไปตั้งหลักแหล่งเป็นอาณานิคมแรก ๆ ของผู้คลั่งไคล้ศาสนา  พวกนี้พยายามตั้งสถานศึกษาตั้งแต่ชั้นอนุบาลจนถึงมหาวิทยาลัย  โดยถือเอาการอบรมศีลธรรมตามศาสนาและนิกายของตนเป็นหลัก  โทนี ดีวายน์ได้สรุปย่อวิธีอบรมคุณธรรมในสถานศึกษาของพวกเขาไว้ว่า  ระหว่างศตวรรษที่ 18-19 ระบบการศึกษาได้สอดแทรกการสอนศีลธรรมเข้าไปในทุกวิชา เช่นในวิชาคัดลายมือ  ครูจะให้คัดข้อความศีลธรรมที่ต้องการให้นักเรียนคุ้นเคย เช่น “พระเจ้ารักเรา” (Tony Devine, 2000, p.14.)

ชาวตะวันตกที่พากันอพยพไปตั้งหลักแหล่งเป็นพลเมืองรุ่นแรกของสหรัฐอเมริกา ได้แก่ ผู้เคร่งศาสนาชาวคริสต์ (Quakers,etc.) พวกเขาพยายามจัดระบบการศึกษาขึ้นตามมาตรฐานของยุโรปขณะนั้น  โดยเน้นการอบรมบ่มนิสัยผู้เรียนให้เป็นคนดีมีศรัทธาต่อศาสนาคริสต์ นิกายเคร่งครัดที่ตนสังกัด  พวกเขาได้สร้างมหาวิทยาลัยขึ้นหลายแห่งเช่น  ฮาร์วาร์ด  (Harvard) เพื่อสร้างผู้นำทั้งด้านศาสนา การศึกษา การเมือง และสังคม ให้ออกไปบริหารและขณะเดียวกันก็อบรมประชาชนให้เป็นคนดีตามมาตรฐานของตนโดยทำ งานเป็นทีมเดียวกัน  เราจึงเห็นตัวอย่างผู้นำในสมัยนั้น เช่น ยอร์จ วอชิงตัน (George Washington) โทมัส เจฟเฟอร์สัน (Thomas  Jefferson), เบนจามิน แฟรงค์คลิน (Benjamin  Franklin) ซึ่งโนอาห์ เว็บสเตอร์ (Noah  Webster) ได้เขียนไว้เมื่อ ค.ศ. 1790 ว่า  การศึกษามีภาระหน้าที่สำคัญที่สุดในการสร้างอุปนิสัยของประชาชน ศีลธรรมจะต้องเป็นฐานของการปกครอง…สร้างระบบรักษาศีลธรรมของประชาชนไว้  ย่อมง่ายกว่าคอยจับผิดแก้ไขด้วยการลงโทษลงทัณฑ์ผู้ละเมิดกฎระเบียบของสังคม (Frederick Rudolph, 1965, p.63.)   ระบบการศึกษาของสหรัฐอเมริกาในช่วงนั้น  จึงเน้นให้แทรกการอบรมจิตใจเข้าไปในทุกวิชาที่สอนทุกระดับชั้นเรียน เช่น ในวิชาคัดลายมือ  ก็ให้พยายามหาคติพจน์มาให้นักเรียนคัดอย่างเช่น God helps only those who help themselves.  Time and tide wait for no man.  Early Birds catch worms เป็นต้น (Tony Devine, 2000, p.14.) ทั้งนี้โดยหวังว่า การได้ย้ำข้อธรรมและคติพจน์ต่าง ๆ อยู่ตลอดเวลาอย่างนี้ จิตใต้สำนึกจะเต็มไปด้วยความสำนึกดี ๆ อันจะเป็นกรอบกำกับการดำรงชีพไปจนตลอดชีวิต ซึ่งก็สังเกตได้ว่า นโยบายการศึกษาของวัฒนธรรมอื่น ๆ ทั่วโลกที่อยู่ในช่วงกระบวนทรรศน์ที่ 3 ก็ตั้งสถานศึกษาขึ้นโดยมีเป้าหมายและวิธีการอบรมสั่งสอนคล้ายคลึงกัน  การศึกษาของเด็กและเยาวชนไทยในสมัยที่อยู่ในที่ดินวัด  ก็มีลักษณะคล้าย ๆ กันอย่างนี้

 

กระบวนทรรศน์นวยุค

ผู้ที่เชื่อว่าวิธีการวิทยาศาสตร์เท่านั้นที่สามารถรับรองความจริงทุก เรื่อง  ย่อมมีแนวโน้มที่จะสำนึกว่าการทำดีคือการส่งเสริมหาความจริงและเผยแพร่ความ จริงที่นักวิทยาศาสตร์รับรองเท่านั้น เพราะเชื่อมั่นว่าวิธีการนี้จะช่วยขจัดไสยศาสตร์ที่ทำให้มนุษยชาติเสียเวลา และทรัพยากรโดยเปล่าประโยชน์  บางคนที่คิดอย่างนี้อย่างรุนแรงเพราะมีอำนาจก็จะใช้อำนาจบังคับให้ทำดีใน ลักษณะนี้  ถึงกับมีบทลงโทษตั้งแต่สถานเบาคือกลั่นแกล้งจนถึงสถานหนักคือประหารชีวิต  พวกเขาถือว่าเป็นคุณธรรมจริยธรรมระดับสูง  จะเรียกว่าสัญชาตญาณในปัญญาของพวกเขาก็น่าจะได้

ก่อนหน้านี้ประเทศไทยและประเทศสหรัฐอเมริกา  แม้จะพัฒนาและปรับเปลี่ยนกระบวนทรรศน์คู่คี่กันมาในประวัติศาสตร์  แต่การวางแผนอบรมศีลธรรมนั้นต่างฝ่ายต่างพัฒนาวิธีการและกลยุทธ์เอง  มิได้เลียนแบบกันแต่ประการใด  แต่หลังจากนี้ไปประเทศสหรัฐอเมริกาจะนำหน้าประเทศไทย  เพราะประเทศสหรัฐอเมริกากลายเป็นสังคมอุตสาหกรรมและปรับเปลี่ยนกระบวนทรรศน์ เป็นกระบวนทรรศน์นวยุคก่อนประเทศไทย

นักนวยุคนิยมเน้นมนุษยนิยม  ดังนั้นจึงนิยามคุณธรรมว่าเป็นการปฏิบัติเพื่อความก้าวหน้าของมนุษยชาติ  โดยอาศัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นสำคัญ  นักจริยธรรมของกระบวนทรรศน์นี้ต่อมาแบ่งแยกกันเป็น2 สายที่ต่างก็สนับสนุนการเมืองสายละระบอบ สายแรกถือหลักการว่าปัจเจกต้องอุทิศตนเพื่อความมั่นคงของสังคม นั่นคือทาสต้องอุทิศความเป็นปัจเจกเพื่อให้รัฐฝ่ายใต้มั่นคง  จึงสนับสนุนการเมืองระบอบสังคมนิยม  สายหลังถือหลักการว่าสังคมต้องอุทิศตนเพื่อค้ำประกันเสรีภาพของปัจเจก  จึงสนับสนุนการเมืองระบอบเสรีประชาธิปไตย  ระบอบการเมือง 2 ระบอบที่แข่งขันกันนี้ตั้งป้อมข่มขู่กันจนเกือบจะเกิดสงครามกลางเมืองจน เกือบทำลายล้างชาติและเกิดสงครามโลกจนเกือบทำลายล้างมนุษยชาติ

ประเทศไทยในช่วงวิกฤติในทำนองเดียวกันนั้น  เลือกเข้าข้างเสรีประชาธิปไตยและต้องทำการปราบพี่น้องชาวไทยที่ประกาศเข้า ฝ่ายตรงข้ามและทำสงครามกองโจร  ยังความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สินมากมาย

เนื่องจากชาวตะวันตกรู้จักและใช้วิธีการวิทยาศาสตร์ล้ำหน้าชาติอื่นทั้ง หลาย  พวกเขาจึงปรับกระบวนทรรศน์เป็นนวยุคและปรับนโยบายการอบรมศึกษาไปด้วย  ในช่วงแรกยังคงรักษาอุดมการณ์แห่งชีวิตโดยมีศาสนาเป็นเป้าหมายอยู่ดังเดิม  เพียงแต่เปลี่ยนวิธีการอบรมสั่งสอนจากการยัดเยียดมาเป็นการให้ซึมซับเข้าไป ในจิตใจด้วยวิธีใหม่คือ วิธีพิสูจน์แบบวิทยาศาสตร์  การอบรมบ่มนิสัยจึงปรับจากวิธีสร้างศรัทธามาเป็นวิธีสร้างองค์ความรู้ให้ เป็นระบบ และมีเหตุผลโยงใยถึงกันได้เป็นระบบเครือข่าย (network)ผู้อบรมแต่ละคนจะสร้างคุณธรรมต้นแบบ (basic virtues)ขึ้นตามที่ตนเข้าใจและเชื่อว่าจะใช้อบรมได้เหมาะสมที่สุด  โดยพยายามหาเหตุผลมาชักแม่น้ำทั้ง 5 เพื่อจูงใจให้ผู้ฟังเชื่อตาม  ใครทำเองไม่ได้ก็อาศัยใช้ของผู้ที่ตนเชื่อว่าน่าจะใช้ได้ผลดีที่สุด  จึงมีการจับกลุ่มกันเป็นสำนักเหมือนผู้ใช้กระบวนทรรศน์โบราณ  วิธีการอบรมดังกล่าวได้ชื่อว่าการอบรมคุณธรรม (Virtue Education)

กระบวนทรรศน์หลังนวยุค

เป็นผลจากการปรับเปลี่ยนครั้งล่าสุดของมนุษยชาติ  ซึ่งฮันทิงทันถือว่าเป็นผลของการปรับเปลี่ยนกระบวนทรรศน์ที่ทำให้กำแพง เบอร์ลินทะลุได้โดยไม่ต้องเสียเลือดเนื้อ  ที่ทำให้สงครามเย็นผ่านพ้นไปอย่างใจหายใจคว่ำ เพราะเชื่อกันว่าจะต้องเกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 เสียก่อน  ผู้ถือกระบวนทรรศน์นี้ย่อมมีแนวโน้มที่จะสำนึกว่าการพัฒนาคุณภาพชีวิต คือการทำดี  และการทำชั่ว ได้แก่ การปล่อยปละละเลยให้คุณภาพชีวิตตกต่ำ การพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างมีความสุข คือสัญชาตญาณในปัญญา  มันเป็นสัญชาตญาณของปัญญาที่ปรับตัวมาจนถึงจุดสุดยอดของชีวิต  และในฐานะที่เป็นสัญชาตญาณสูงสุด  การกระทำใด ๆ ในครรลองนี้จึงถือได้ว่า ให้ความสุขสุดยอดแก่มนุษย์ทุกคน  จึงเป็นสิ่งน่าเสียดายสุดขีดหากมีผู้ไม่รู้เรื่องนี้ซึ่งเป็นเรื่องของ มนุษย์โดยแท้  ส่วนผู้รู้และไม่ปรับตัวให้ถึงขั้นระดับสัญชาตญาณสูงสุดของมนุษย์ ย่อมได้ชื่อว่าน่าสมเพชและน่าสงสารอย่างที่สุด  เพราะเขามีสภาพเหมือนใกล้เกลือกินด่าง  มีโอกาสแต่ไม่รู้ว่าทำไมจะต้องฉวยโอกาสไขว่คว้ารับเอาความสุขสูงสุดที่ มนุษย์พึงมีพึงได้  งานวิจัยนี้จึงพยายามหาข้อพิสูจน์มาชี้แจงให้ทุกคนสามารถเข้าใจได้ถึงข้อ เท็จจริงข้อนี้ในชีวิต  และเกลี้ยกล่อมให้รับเป็นนโยบายแห่งชีวิตด้วยความเชื่อมั่น  ถึงจุดนี้เรียกว่าจี้ถูกต่อมคุณธรรม  และเขาจะอยากทำดีอย่างมีความสุข

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2  มีนักวิเคราะห์สังคมและการเมืองมากมาย  พยากรณ์ถึงอนาคตของมนุษยชาติ  ส่วนมากได้พยากรณ์ว่าจะเกิดสงครามล้างโลกด้วยเหตุผลต่าง ๆ กัน  ที่รู้จักกันดีที่สุดก็คือหนังสือ The Clash of Civilization เขียนโดย Huntington ที่ให้ข้อคิดว่า ทางรอดของมนุษยชาติคือ การปรับเปลี่ยนกระบวนทรรศน์  ซึ่งผู้วิจัยได้วิเคราะห์ไว้แล้วในบทที่ 2 และ 3

ขณะนั้นปรัชญาหลังนวยุคแบบสุดขั้ว (extreme  postmodernism) จากฝรั่งเศสกำลังเผยแพร่ไปตามมหาวิทยาลัยของสหรัฐอเมริกาและตามสื่อมวลชน  ทำให้ผู้มีส่วนรับผิดชอบการศึกษาของสหรัฐอเมริกาจำนวนหนึ่งรวมตัวกันคิดหา วิธีปรับเปลี่ยนระบบการศึกษา  และใช้อำนาจหน้าที่จัดการการศึกษาแผนใหม่  โดยหวังว่าจะแก้ปัญหาของมนุษยชาติได้ตามคติของปรัชญาหลังนวยุคแบบสุดขั้ว  ออกมาเป็นแผนการศึกษาแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา  ตามรายงานในเอกสาร Values Clarification ประกาศใช้ในปี ค.ศ. 1972 ว่า “ให้นักเรียนตระหนักถึงความรู้สึกของตนเอง  ความคิดของตนเอง ความเชื่อของตน และระบบคุณค่าของตนเอง” นั่นคือในห้องเรียนศีลธรรมแทนที่ครูจะระบุว่านักเรียนพึงเรียนรู้และปฏิบัติ คุณธรรมข้อใดบ้าง  กลับกลายเป็นว่าครูจะต้องรับฟังและรับรู้จากนักเรียนแต่ละคนว่า เขาชอบอะไรและต้องการอะไร  นักเรียนไม่ต้องรู้คุณค่าทางศีลธรรมไม่ต้องกำหนดว่าเขาพึงประพฤติตนอย่างไร บ้าง  เพียงแต่บอกว่าอยากทำอะไรบ้างก็พอแล้ว “ครูถูกห้ามมิให้วางกรอบกำหนดขอบเขตความอยากของนักเรียน  นักเรียนบอกได้อย่างเสรีว่า ตนยกย่องคุณค่าใดโดยชี้แจงเหตุผลประกอบได้อย่างตามใจชอบ  ครูต้องระวังตัวไม่ให้เผลอวิพากษ์วิจารณ์เป็นอันขาด  การสอนศีลธรรมแบบนี้รับรองได้ว่านักเรียนไม่เครียดในห้องเรียน  เพราะนักเรียนจะรู้สึกว่า การเลือกความประพฤติก็เหมือนการเลือกรับประทานอาหารตามรสนิยม  จิตใจปลอดโปร่งสบายดี (William Bernett, 1994, p.56.)

ความล้มเหลวของสหรัฐอเมริกา

ชาวสหรัฐอเมริกาใช้การอบรมคุณธรรมมาจนถึงประมาณ ค.ศ. 1960  จึงมีผู้เสนอความคิดว่าการอบรมคุณธรรมยังตอบสนองกระบวนทรรศน์นวยุคไม่เพียง พอ  เพราะเมื่อศึกษาจิตวิทยาด้วยวิธีวิทยาศาสตร์กันมากขึ้น  ก็พบว่าคุณภาพชีวิตของมนุษย์ต้องการเสรีภาพมากกว่านั้นเพื่อพัฒนาศักยภาพใน ตนได้อย่างเต็มที่  เมื่อเป็นเช่นนั้นในการอบรมบ่มนิสัย  ครูไม่ควรเสนอชุดคุณธรรมต้นแบบหรือแม้แต่บุคคลต้นแบบ  ซึ่งจะเป็นการนำร่องทำให้ผู้รับการอบรมลดความกระตือรือร้นที่จะคิดหาด้วยตน เองให้เหมาะกับพรสวรรค์ของตน  บทบาทของครูจึงควรจำกัดอยู่แค่กระตุ้น และชี้แนะให้ผู้รับการอบรมแต่ละคนคิด และกำหนดเป้าหมายและวิถีชีวิตของตนเอง  ครูมีหน้าที่รับรู้และบันทึกไว้  เพื่อหาคำแนะนำอย่างเหมาะสมให้แต่ละคนได้มุ่งมั่นหาวิธีดำเนินการเพื่อบรรลุ เป้าหมายได้อย่างดีที่สุด  เมื่อจบหลักสูตรครูก็จะประเมินให้คะแนนตามระดับความสำเร็จในการบรรลุเป้า หมายที่วางไว้  วิธีอบรมบ่มนิสัยแบบนี้จึงได้ชื่อว่า Clarification  Education (การอบรมแบบถ้อยแถลง)

การอบรมแบบถ้อยแถลงได้รับความนิยมและแพร่หลายในสหรัฐอเมริกาอย่างรวดเร็ว 10 ปีต่อมากลายเป็นที่ยอมรับว่าเป็นนโยบายของรัฐบาลกลางของประเทศสหรัฐอเมริกา  มีผู้เขียนตำราและคู่มือประกอบการเรียนการสอนมากมาย  เฉพาะ Values Clarification : A Handbook of Practical Strategies for Teachers and Students เล่มเดียวขายได้ถึง 600,000 หน่วย(Sidney Simon, 1972.)

ผลลัพธ์ด้านบวกก็คือ คนรุ่นใหม่ (จำนวนหนึ่ง) ชื่นชอบและตื่นเต้นมากที่รู้สึกว่าได้รับการปลดปล่อยจากการครอบงำโดยระบบ ความคิดของผู้อาวุโส  พวกเขารู้สึกได้รับเกียรติและได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจ  ทำอะไรก็ได้รับการสนับสนุนและได้รับการยกย่องว่าดีไปหมด  ผลลัพธ์ด้านลบมีมากกว่า คือ เกิดกระแสทำตามใจตัวเองอย่างถูกกฎหมายมากมาย  โคลเบิร์ก เขียนหนังสือลือชื่อสนับสนุนขบวนการดังกล่าว  บางกลุ่มก็ยังผลกระทบที่น่าหนักใจและยังผลมาจนทุกวันนี้ เช่น กลุ่มฮิปปี้ กลุ่มฆ่าตัวตาย กลุ่มเสพยาเสพติด กลุ่มเสรีทางเพศ เป็นต้น ฮาร์มีนได้แสดงความห่วงใยในเรื่องนี้ไว้ว่า

การเน้นด้านปล่อยวางคุณค่า (value neutrality) ของการอบรมแบบถ้อยแถลงนั้นเชื่อได้ว่าลบล้างศีลธรรมที่เคยมีมาลงไปอย่าง มาก…คิดย้อนหลังไปแล้วก็น่าเสียดายที่เราชะล่าใจปล่อยผี  โดยปล่อยวางคุณค่ากันเกินไป  อันที่จริงก็เป็นสามัญสำนึกที่ดีอยู่แล้วที่กล่าวได้ว่าการทำให้จริงดีกว่า การทำให้เท็จ  การดูแลกันดีกว่าการทำร้ายกัน ความภักดีดีกว่าการทรยศ  และการแบ่งปันดีกว่าการขูดรีด (Merrill Harmin, 1988, pp.24-30.)

 

อ่าน ขยายผลปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s