แนวคิดจากพระพุทธศาสนา

แนวคิดจากพระพุทธศาสนา

สาโรจ บัวศรี (กิติมา ปรีดาดิลก,ม.ป.ป.) ได้สรุปแนวคิดของพระพุทธศาสนาเปรียบเทียบไว้กับระบบปรัชญาไว้ดังนี้ 1) อภิปรัชญา (Metaphysics) ถือว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับชีวิตหรือโลก หรือปรากฏการณ์ทางพุทธศาสนาเรียกว่า ไตรลักษณ์ ชีวิตและโลกล้วนไม่มีตัวตน 2) ญาณวิทยา (Epistemology) ถือว่ามนุษย์เกิดความรู้จากผัสสะ ด้วยสัญญา ทิฏฐิ และญาณ 3) คุณวิทยา (Axiology) ความดี ความงามและความเป็นจริงนั้นอยู่ที่วินัยบัญญัติ ธรรมวิภาค และ คิหิปฏิบัติ เป็นต้น

ลักษณะและคำสอนของพระพุทธศาสนา โดยสรุปมีดังนี้

1)  หลักที่แสดงถึงสภาพชีวิตมนุษย์ว่าเป็นอย่างไร พร้อมทั้งประโยชน์สูงสุดที่มนุษย์จะสามารถหาได้จากชีวิตนี้ ให้มนุษย์จัดการกับปัญหาของมนุษย์โดยไม่เกี่ยวกับเรื่องอำนาจเหนือธรรมชาติใด ๆ คือ หลักอริยสัจจ์ 4 ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค (ปัญหาของมนุษย์ เหตุเกิดของปัญหา ความดับของปัญหา ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับของปัญหา)

2)  หลักที่แสดงถึงภาวะของชีวิตว่าเป็นสิ่งที่เกิดจากองค์ประกอบต่าง ๆ มาประชุมกัน และมีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา สุดแต่ว่าองค์ประกอบเหล่านั้นจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ตามความสัมพันธ์แห่งเหตุปัจจัย คือ หลักเบญจขันธ์ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ

3)  หลักแห่งเหตุและผล เป็นหลักที่แสดงกระบวนการเปลี่ยนแปลงของชีวิตโดยขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ของเหตุและปัจจัยคือ เมื่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นมิใช่มีเหตุอย่างเดียวต้องมีปัจจัยด้วย หลักนี้เรียกว่า หลักปฏิจจสมุปบาท อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ชรามรณะ

4)  หลักการศึกษาหรือการฝึกอบรม ซึ่งกำหนดขึ้นเพื่อแก้ปัญหา หรือทำความปลอดทุกข์ให้สำเร็จ มีองค์ประกอบ 3 ขั้น เรียกว่า ไตรสิกขา ศีล สมาธิ ปัญญา

5)  หลักที่มุ่งให้มนุษย์เว้นจากการหมกมุ่นมัวเมาและการทรมานตนเองให้ลำบาก โดยเว้นจากการประพฤติที่ตึงเกินไปหรือหย่อนเกินไป เรียกว่า หลักมัชฌิมาปฏิปทา หรือมรรค 8 สัมมาทิษฐิ (เห็นชอบ) สัมมาสังกัปปะ (ดำริชอบ) สัมมาวาจา (วาจาชอบ) สัมมากัมมันตะ (การงานชอบ) สัมมาอาชีวะ (เลี้ยงชีพชอบ) สัมมาวายามะ (เพียรชอบ) สัมมาสติ (ระลึกชอบ) สัมมาสมาธิ (ตั้งใจมั่นชอบ)

มุมมองที่เกี่ยวกับมนุษย์ในพุทธศาสนาลัทธิเถรวาทซึ่งเป็นมุมมองในทางปรัชญามีสาระสรุปได้ดังนี้ แนวคิดเกี่ยวกับมนุษย์ตามแนวคิดของปรัชญาพุทธเถรวาท(พระมหาสมปอง จนฺทวํโส, 2548) มองว่าธรรมชาติของมนุษย์ คือ ความเป็นสัตว์ที่สามารถฝึกฝนพัฒนาตนเองได้

1)  มนุษย์มีธรรมชาติทางด้านรูปธรรม และนามธรรมที่เอื้อต่อการให้คนอื่น และตนเองจัดการวางกฎระเบียบเพื่อฝึกฝนพัฒนา

2)  มนุษย์มีธรรมชาติคือ ความพร้อมที่จะเป็นในภาวะที่มนุษย์ต้องการจะเป็น เรียกว่ามนุษย์มีศักยภาพอยู่ในตนเองรอแต่การฝึกฝนเท่านั้น

3)  การฝึกฝนพัฒนาตนเองเพื่อให้เป็นผู้ประเสริฐที่สุด ต้องฝึกฝนพัฒนาให้ครบทั้ง 4 ด้าน คือ กาย ศีล จิตใจ และปัญญา

4)  ในการฝึกฝนพัฒนาด้านกาย และศีล ต้องอาศัยธรรมชาติ คือ “ความเคยชิน” และ “ศรัทธา” มาเป็นปัจจัยพื้นฐาน

5)  ในการฝึกฝนพัฒนาด้านจิตใจต้องอาศัยธรรมชาติที่เกิดที่จิต คือ “สติ” มาเป็นเชือกผูกจิตให้อยู่กับอุปกรณ์หรืออารมณ์ที่จะทำให้เกิดสมาธิ

6)  ในการฝึกฝนพัฒนาด้านปัญญา ต้องอาศัยธรรมชาติที่เกิดมาพร้อมกับชีวิตมนุษย์ได้แก่ อายตนะภายใน 6 เพื่อรับรู้ปัจจัยทางสังคมที่ท่านเรียนว่า “ปรโตโฆสะ” และได้โยนิโสมนสิการที่เป็นปัจจัยภายนอกมากลั่นกรองปัจจัยทางสังคมที่รับเข้ามา ทั้งนี้โดยมีจิตใจที่เป็นสมาธิเป็นกำลังสำคัญในการส่งเสริมให้ปัญญาเกิดขึ้นได้ตามต้องการ และฝึกฝนพัฒนาปัญญาให้ยิ่งขึ้นไปด้วยการภาวนา (ลงมือปฏิบัติ)

มนุษย์ฝึกฝนตนเองได้ด้วยไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา คือ 1) อธิสีล สิกขา (ฝึกฝนพัฒนาด้านความประพฤติทางกายและวาจา) 2) อธิจิตสิกขา (ฝึกฝนพัฒนาด้านจิตใจ) (สมาธิ) 3) อธิปัญญาสิกขา (ฝึกฝนพัฒนาด้านปัญญา)

อย่างไรก็ตามมนุษย์มีความแตกต่างกันหลายลักษณะ เช่น ธรรมชาติของมนุษย์ที่เกี่ยวกับความสามารถในการบรรลุธรรม คือ 1) มนุษย์มีกิเลส คือ ราคะ โทสะ และโมหะ ที่มากน้อยแตกต่างกัน  2) มนุษย์มีอินทรีย์ คือ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญา ที่ได้รับการฝึกฝนอบรมมาแกร่งกล้าหรืออ่อนด้อยแตกต่างกัน  3) มนุษย์มีอาการที่ดีเลวแตกต่างกัน  4) มนุษย์มีสติปัญญาที่จะรับการอบรมสั่งสอนได้มากน้อยแตกต่างกัน  5) มนุษย์มีความเชื่อเรื่องโลกนี้โลกหน้าที่แตกต่างกัน

                         ธรรมชาติของมนุษย์ที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมที่แสดงออก มี 6 ประเภท (ความปกติของพฤติกรรมที่แสดงออก เรียกว่า จริต)  1) ราคจริต แปลว่า ผู้มีราคะเป็นความประพฤติปกติ หมายถึงมีพฤติกรรมที่หนักไปทางรักสวยรักงาม  2) โทสจริต แปลว่า ผู้มีโทสะเป็นความประพฤติที่ปกติ หมายถึงมีพฤติกรรมที่หนักไปทางใจร้อนหงุดหงิดง่าย ขัดเคืองง่าย  3) โมหจริต แปลว่า ผู้มีโมหะเป็นความประพฤติปกติ หมายถึง มีพฤติกรรมที่หนักไปทางเขลา เหงาซึง งมงาย อ่อนทางด้านเหตุผล  4) สัทธาจริต แปลว่า ผู้มีศรัทธาเป็นความประพฤติปกติ หมายถึง มีพฤติกรรมที่หนักไปในซาบซึ้ง น้อมจิตให้เลื่อมใสอะไรได้ง่าย เชื่อถือง่าย 5) พุทธิจริต หรือ ญาณจริต แปลว่า ผู้มีความรู้เป็นความประพฤติปกติ หมายถึง มีพฤติกรรมที่หนักไปในทางการใช้ความคิดพินิจพิจารณา ชอบการคิดค้นหาหลักการ ไม่เชื่ออะไรง่าย ๆ หนักในเหตุผล   6) วิตกจริต แปลว่า ผู้มีวิตกเป็นความประพฤติปกติ หมายถึง มีพฤติกรรมที่หนักไปในทางนึกคิดจับจด ฟุ้งซ่าน

มนุษย์มีพฤติกรรมที่แสดงออกต่อโลกโดยจิตเป็นผู้กำหนดพฤติกรรม ซึ่งมีลำดับการเกิดขึ้นดังนี้  1) จิตของมนุษย์รับเอาอารมณ์ที่ชอบมาจำไว้ และคิดอ่าน คิดถึงอยู่บ่อย ๆ  2) เมื่อจิตคิดถึงสิ่งใดบ่อย ๆ ก็เกิดความเคยชินกับสิ่งนั้น ถึงขั้นสยบยอมหรือดูดดื่ม และยึดติด ขั้นตอนนี้ เรียกว่า จิตได้รับการอบรม จนกลายเป็นนิสัย   3) เมื่อจิตได้รับการอบรมจนเคยชินกับอารมณ์ใดบ่อย ๆ จิตก็เกิดการเสพคุ้นกับอารมณ์นั้น เรียกว่า เกิดอาเสวนะ (การเสพคุ้น)  4) เมื่อจิตได้รับการอบรมและทำการเสพคุ้นนานเข้า ผลจากการอบรมและเสพคุ้นทำให้สภาพจิตแปรเปลี่ยนไป และเป็นความที่จิตชอบเสพคุ้น   5) เมื่อจิตเดิมซึ่งมีแต่ “รู้” อย่างเดียวถูกย้อมด้วยการเสพคุ้นตามที่ชอบจึงเปลี่ยนสภาวะไปทำให้เกิดจริต ซึ่งแตกต่างไปตามความเคยชินของจิตมนุษย์แต่ละคน

ปัจจัยทั้ง 5 นี้ คือ 1.) อำนาจของสิ่งแวดล้อม 2.) การรับรู้และการฝึกฝนอบรม  อำนาจของสิ่งแวดล้อมเป็นเหมือนบ่วงล่อคอยดักให้จิตติดกับ และส่งผลให้จิตรับรู้และนำมาฝึกฝนที่ตัวจิตเอง สุดท้ายพฤติกรรมโดยชอบของมนุษย์ผู้นั้น ก็แสดงออกมาตามที่จิตเคยชินและชอบหรือยึดติดอยู่

                      

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s