ปรัชญาพราหมณ์-ฮินดู

แนวคิดจากศาสนาพราหมณ์-ฮินดู 

ศาสนาพราหมณ์-ฮินดูในสมัยโบราณ เรียกว่า “สนาตนธรรม” ซึ่งหมายถึงคำสั่งสอนของพระวิษณุเป็นเจ้า ในสมัยต่อมาเรียกว่า “ไวทิกธรรม” คือธรรมที่ได้มาจากพระเวท ซึ่งหมายถึงคำสอนของพระวิษณุเป็นเจ้า ต่อมาจึงเรียกว่า “พราหมณธรรม” ซึ่งแปลว่าคำสั่งสอนของพราหมณ์ ต่อมาเรียกชื่อใหม่ว่า “หินทูธรรม” ซึ่งแปลตามหลักไวยากรณ์ภาษาสันตกฤต แปลว่า “ผู้ละเว้นหิงสากรรม” คือ อหิงสก “หินทูธรรม” หรือ “ฮินดูธรรม” จึงแปลว่า ธรรมะที่สอนลัทธิอหิงสา

จุดมุ่งหมายของศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู ก็เพื่อนำบุคคลไปสู่ความหลุดพ้น ความหลุดพ้นในที่นี้หมายถึง หลุดพ้นจากกองกิเลสและกองทุกข์ ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อหลุดพ้นไปแล้วก็จะกลายเป็นเอกภาพมีภาวะเป็นอันหนึ่งอันเดียวไปกับพระปรมาตมันด้วย ภาวะหนทางหรือความเป็นไปเช่นนี้ เรียกว่า “โมกฺษคติ” หรือ “พรหมมารฺค”

โมกฺษ คือ ความหลุดพ้น ส่วนคติ คือทาง ทางไป หรือทางดำเนิน เพราะฉะนั้น เมื่อรวมกันเข้าแล้วจึงหมายความว่า ทางไปสู่ความหลุดพ้น หรือทางแห่งความหลุดพ้นนั่นเอง บุคคลใดก็ตามเมื่อบรรลุสภาพแห่งความหลุดพ้นเช่นนี้แล้ว บุคคลนั้นก็เป็นอันว่า ไม่มีวันที่จะต้องมาเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป โมกฺษในคติพราหมณ์ – ฮินดู ถือว่า “มีสภาพไปกลมกลืนรวมอยู่กับปรมาตมัน”

แม้ว่าศาสนาพราหมณ์-ฮินดู จะสั่งสอนหรือเน้นซึ่งหลักการแห่ง “โมกฺษคติ” หรือ ทางแห่งความหลุดพ้นไว้เช่นนี้แล้วก็ตาม แต่ใช่ว่าศาสนาพราหมณ์-ฮินดู จะปล่อยให้เป็นภาระแก่เทพเจ้า หรือ อาศัยแต่เทพเจ้าเป็นที่พึ่งอยู่แต่ฝ่ายเดียวก็หาไม่ ศาสนาพราหมณ์-ฮินดูก็ยังอาศัยกรรมของตนอยู่นั่นเอง คัมภีร์พระเวทจึงได้สอนไว้ว่า มนุษยชาติทั้งหลาย ควรปฏิบัติตามคติ 4 ประการ คือ ธรรมะ อรรถะ กามะ และ โมกษะ

พระคัมภีร์ของสนาตนธรรมก็คือพระเวท ก็นามว่า “พระเวท” นี้ มีความหมายกว้างขวางมาก และไม่ง่ายแก่การทำความเข้าใจนัก ถ้าต้องการให้เข้าใจดีก็น่าจะต้องศึกษาศาสตร์ 6 แขนง ที่เรียกว่า เวทางคศาสตร์ คือ ความรู้อันเกี่ยวข้องกันและนับเนื่องกันส่วนต่าง ๆ ที่ประกอบกันเข้าเป็นพระเวทศาสตร์ 6 ประการนั้น ได้แก่

1) ศึกษาศาสตร์  สอนการอ่านทำนองของพระเวท ว่าจะอ่านได้อย่างไรบ้าง

2) กัลปศาสตร์ สอนไว้ว่าพระเวทหรือคำแต่ละคำของพระเวทและมนตร์ต่าง ๆ นั้นจะมีวิธีนำเอาไปใช้ที่ไหน และอย่างไร

3) ไวยากรณศาสตร์ สอนว่าคำแต่ละคำของพระเวท พระมนตร์ อุบัติขึ้นมาอย่างไร และ ออกเสียงอย่างไร

4) นิรุกติศาสตร์ สอนเรื่องคำพูด หรือ ภาษา ความเข้าใจในภาษาและการรู้จักใช้ ถ้อยคำให้ผู้อื่นเข้าใจ การศึกษาถึงที่มาของคำแต่ละคำว่ามีอะไร มาประกอบกันเข้าบ้าง จึงสำเร็จเป็นคำได้รูปคำอย่างนี้

5) ฉันทศาสตร์ หรือ กาพยศาสตร์ สอนว่ามนตร์แต่ละมนตร์ของพระเวทอ่านทำนอง อย่างไรและมีวิธีการประพันธ์แต่ละกาพย์แต่ละฉันท์อย่างไรบ้าง

6) โชยติษศาตร์ หรือ โหราศาสตร์ กล่าวคือ ดาราศาสตร์ สอนถึงคติทางโคจรของดวง ดาราทั้งหลายในท้องฟ้า จะสังเกตได้ว่าในสมัยโบราณนั้น แม้ว่านาฬิกาจะยังไม่มี แต่นักดาราศาสตร์ก็สามารถจะบอกเวลาที่ถูกต้องได้ ทั้งนี้รวมถึงวิชาอุตุนิยมวิทยาด้วย

ผู้ใดมีความรู้เรื่องศาสตร์ทั้ง 6 นี้แล้ว ผู้นั้นก็จะสามารถเข้าใจความหมายของพระเวทได้ดี แต่ทว่าน่าเสียดาย ที่มีบุคคลเพียงส่วนน้อย จะสามารถเรียนให้ครบศาสตร์ทั้ง 6 แขนงดังกล่าว และพระเวทอื่นๆ ต่อไปอีกด้วยได้ เพราะขึ้นอยู่กับขีดความสามารถของตนจำกัดและสิ่งแวดล้อมทางสังคม เพราะฉะนั้น ท่านมหาฤษี ไ ทฺปายนวยาสมุนี จึงให้แบ่งการศึกษาพระเวทออกกไปเป็น 4 เล่ม คือ ฤคเวท สามเวท ยชุรเวท และอถรฺวเวท หนังสือพระเวททั้งสี่นี้ยังแยกออกไปได้อีก 4 เล่ม ที่เรียกกันว่า อุปเวท ดังนี้

1) ฤคเวท แสดงประวัติศาสตร์ของโลก ไม่ว่าจะเป็นเทวโลก มนุษย์โลก หรือเคราะหโลกต่างๆ ที่มีอยู่ในห้วงอวกาศ อุปเวทของฤคเวทก็คือ อายุรเวท คือ แพทยศาสตร์

2) สามเวท แสดงกลศาสตร์หรือศิลปะศาสตร์ต่างๆ รวมทั้งสังคีตศาสตร์ด้วย อุปเวทของสามเวทก็คือ คนฺธรฺวเวท หรือ คันธรรพเวท ซึ่งมีวิธีใช้ศิลปะแห่งการดนตรีเข้าช่วยให้ตั้งเป็นสมาธิได้

3) ยชุรเวท แสดงพิธีบูชาบวงสรวงต่างๆ ที่เรียกว่า ยชฺญกรรม หรือ ยัญญกรรม อุปเวทของยชุรเวทก็คือ ธนุรเวท ซึ่งมีวิธีการสร้างอาวุธต่างๆ

4) อาถรรพเวท แสดงการใช้เวทมนตร์เพื่อให้เกิดผลดีหรือผลร้ายขึ้น  อุปเวทของอาถรรพเวทก็คือ ศิลปะเวท ได้แก่วิชาศิลปะต่าง ๆ

นอกจากนี้ก็ยังมีคัมภีร์อุปนิษัทอีกจำนวนหนึ่ง ที่รจนาขึ้นเพื่อบรรยายความหมายของพรเวท ต่อมามหาฤษีวยาสมุนี ได้ตระหนักว่ายังมีคนอีกนับจำนวนไม่น้อยที่ไม่สามารถจะตีความหมายในพระเวทให้เข้าใจได้ จึงได้รจนาคัมภีร์ปุราณขึ้นอีก 18 เล่ม และคัมภีร์อุปปุราณอีก 18 เล่ม เพื่อบรรยายหรืออธิบายข้อความและความหมายของคัมภีร์พระเวทที่ยังยากแก่ความเข้าใจ โดยยกเอาเรื่องจริง ๆ ที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์หรือเหตุการณ์ร่วมสมัยมากล่าวเป็นตัวอย่าง ประกอบคำอธิบายและใช้นิทานเรื่องต่าง ๆ เข้ามาสาธกด้วยเพื่อเป็นอุทธาหรณ์ประกอบให้เข้าใจชัดเจนขึ้น

นอกจากนี้ยังมีคัมภีร์อื่น ๆ ที่เป็นทำนองอรรถาธิบายคัมภีร์พระเวทอีกมากมาย เช่น คัมภีร์สังหิตา คัมภีร์พระพรหมครันถ์ เป็นต้น รวมกันแล้วนับได้หลายพันเล่ม

คัมภีร์ที่นับว่าเป็นสาระแห่งพระคัมภีร์ทั้งหลายยังมีอีก 2 เล่ม คือ คัมภีร์มหาภารต ในคัมภีร์เล่มนี้เองมีอยู่ตอนหนึ่งชื่อ ศรีมัทภควัทคีตา นับว่าเป็นตอนที่สำคัญที่สุด เป็นที่ยอมรับของนักคิดนักการศาสนาและนักปรัชญาทุกระบบ หลักธรรมคำสอนในภควัทคีตาก็มีที่มาจากแหล่งคัมภีร์อุปนิษัท ซึ่งเป็นแขนงหนึ่งของคัมภีร์พระเวทเหมือนกัน

ศาสนาพราหมณ์-ฮินดูมีทรรศนะที่เกี่ยวข้องกับความงาม  ในคัมภีร์อุปนิษัท ในทรรศนะเรื่องเป้าหมายของชีวิตหรือปุรุษารถะนี้ถือเป็นทฤษฎีคุณค่าของพราหมณ์-ฮินดู อันเกี่ยวข้องกับกามะหมายถึงความปรารถนาของบุคคลที่มีความเพลิดเพลินทางประสาทสัมผัส อันเป็นความพึงพอใจที่เกิดจากการได้สนองตอบต่อความต้องการหรือแรงปรารถนานั้น ๆ ได้วางระบบไว้เป็นทฤษฎีระสา (Theory of Rasa) มีความดังนี้

1)  ระสา (Rasa) รส (Flavor) หมายถึง ความงาม (Beauty) เป็นคุณค่าของสุนทรียภาพ หรือแก่นสาระที่เป็นเนื้อในอันเป็นหมายหลักของการเรียนรู้ในประสบการณ์สุนทรียภาพ

2)  ระสาวัต (Rasavat) สิ่งที่มีรส (Having Rasa) หรือสุนทรียวัตถุ (Rasa) ที่มีค่าของรสได้แก่ วัตถุตามธรรมชาติหรือศิลปะวัตถุที่มนุษย์สร้างขึ้น

3)  ระสิกขา (Rasa) ผู้ที่มีศักยภาพพอเพียงในการรับรู้รส (One competent to the tasting of Rasa) หมายถึง ผู้ชื่มชมกับรสอาจเป็น ผู้รักชอบคุณค่าสุนทรียะ (Aesthetic) หรือนักวิจารณ์ศิลปะที่แท้จริง (The true critic)

4)  ระสาวัฒนะ (Rasavadana) ตัวสุนทรียรส หรือ ตัวคุณค่าของรส ซึ่งเป็นคุณค่าทางความงาม (Quality of beauty) นั้นคือคุณค่าของสุนทรียภาพ (Aesthetic quality) ที่ปลุกเร้าความรู้สึกให้ขจร (Pervasion) ขึ้นในตัวคนขณะที่กำลังรับรู้

ทฤษฎีระสาเป็นทฤษฎีตามนาฏยศาสตร์สูตร ซึ่งเป็นรสของอารมณ์ความรู้สึกและเป็นอารมณ์ที่เกิดขึ้นตามประสบการณ์ของมนุษย์อันมีส่วนประกอบจากรสของอารมณ์ต่าง ๆ ดังนี้  ความยินดี พอใจ (shringara) ที่นำไปสู่ความรัก (rati)  ความกรุณา (Jugupsa) ความสนุกสนาน (Hasya) ความเศร้าโศก (Soka) ความโกรธ (Krodha) ความกล้าหาญ (Utsaha) ความกลัว (Bhaya) ความสงสัย (Vismaya) และความสันติสุข (Shanta) ซึ่งถือว่าเป็นอารมณ์พื้นฐานที่จะนำมนุษย์ไปสู่ความรู้สึกของอารมณ์อื่น ๆ

จากแนวคิดเชิงเหตุผลของพราหมณ์อุปนิษัทที่จำแนกไว้นับพันปีแล้ว และเป็นทรรศนะที่แตกต่างกับแนวคิดทางตะวันตก  สุชาติ สุทธิ (2543) จึงได้กล่าวเชิงสรุปไว้ว่า คุณค่าของอารมณ์พื้นฐานมนุษย์เป็นสิ่งที่เกิดจากการสัมผัสเรียกว่า ระสา หรือรส  ดังนั้นทฤษฎีของรสจะครอบคลุมคุณค่าลักษณะที่มาจาก รูป รส กลิ่น เสียง ด้วยการสัมผัสผ่านตา จมูก ลิ้น กายและใจ  ซึ่งเป็นสุนทรียศาสตร์เชิงรส[1] รสเกิดจากการปรุงแต่งให้เกิดคุณค่า ถ้าไม่กลั่นกรองจากปรากฏการณ์ที่เป็นจริงก็เป็นสัญลกัษณ์ผ่านจินตนาการหรือผสมผสานกันเป็นคุณค่ารสที่งดงามผสมผสานกับความดีผ่านความสำนึกสู่ความปิติซาบซ่านของจิตในจุดที่เรียกว่า ความงามกับจริยธรรม นี้คือมุมมองของวัฒนธรรมทางวิญญาณตะวันออก

สำหรับในทรรศนะที่เกี่ยวข้องกับความดี ศาสนาพราหมณ์ ถือการปฏิบัติตามพิธีกรรมของแต่กลุ่มคนที่เกิดมาทำหน้าที่ตามชาติกำเนิดของตนเป็นมาตรการความประพฤติ ของแต่ละกลุ่ม ซึ่งระบุไว้เป็นข้อปฏิบัติของแต่ละวรรณะ

คัมภีร์ที่นับว่าเป็นสาระแห่งพระคัมภีร์ทั้งหลายยังมีอีก 2 เล่ม คือ คัมภีร์มหาภารต ในคัมภีร์เล่มนี้เองมีอยู่ตอนหนึ่งชื่อ ศรีมัทภควัทคีตา นับว่าเป็นตอนที่สำคัญที่สุด เป็นที่ยอมรับของนักคิดนักการศาสนาและนักปรัชญาทุกระบบ หลักธรรมคำสอนในภควัทคีตาก็มีที่มาจากแหล่งคัมภีร์อุปนิษัท ซึ่งเป็นแขนงหนึ่งของคัมภีร์พระเวทเหมือนกัน

อีกเล่มหนึ่งได้แก่ คัมภีร์รามายณะ ซึ่งคนไทยส่วนใหญ่ทราบเรื่องราวกันดีอยู่แล้ว แต่ในทรรศนะของพราหมณ์-ฮินดู ถือกันว่า พระรามแห่งนครอโยธา เป็นอุทาหรณ์แห่งการปฏิบัติเยี่ยงมนุษย์ ผู้อุดมคุณธรรมอันดีงามในทุก ๆ ด้าน และทุกแง่ ทุกมุม เป็น “อุดมเลิศบุรุษ” เพราะฉะนั้น ประชาชนจึงพร้อมใจกัน ยกย่องนามของพระราม ให้มีคำคุณศัพท์นำไว้ข้างหน้าว่า “มรฺยาทาปุรุโษตฺตม” ส่วนมากก็เรียกกันว่า มรฺยาทปุรุโษตฺตมราม แปลว่า พระรามผู้มีมรรยาทเลิศบุรุษ

อันที่จริงแล้ว คัมภีร์ “รามายณะ” ก็คือ ประวัติหรือเรื่องราวของพระรามนั่นเอง แต่ทว่าชาวพราหมณ์-ฮินดูเช่นกันว่า พระรามเป็นอวตาลปางที่ 7 ของพระวิษณุ (ในนารายณ์สิบปาง หรือทศาวตรารของพระวิษณุ) และเป็นผู้มีคติวิเศษในการปฏิบัติมนุษยธรรม เพราะฉะนั้น ประวัติของพระรามจึงเป็นเรื่องราวอันบริสุทธิ์ยิ่ง สมควรเป็นตัวอย่าง ในการบำเพ็ญชีวิตของมนุษย์ได้เป็นอย่างดี และด้วยประการฉะนี้ เรื่องรามายณะจึงได้กลายเป็นคัมภีร์สำคัญทางศาสนาไปอีกเล่มหนึ่ง

เรื่องรามยณะแสดงประวัติของพระรามฉันใด เรื่อ มหาภารตก็แสดงประวัติชีวิตของพระกฤษณะฉันนั้น เพราะพระกฤษณะเป็นอวตารปางที่ 8 ของพระวิษณุ คำสั่งสอนของพระกฤษณะที่เรียกว่า “ศรีมทฺภควทฺคีตา” นั้น กล่าวได้ว่าเป็นประโยชน์แก่มนุษย์ทั้งปวง เพราะฉะนั้น ทั้งมหาภารต รามายณะ และ ภควัทคีตา ต่างก็ได้รับความยกย่องเป็นอย่างสูงว่า เป็นคัมภีร์ทางศาสนา ที่ชาวพราหมณ์-ฮินดู ต่างก็ภาคภูมิใจยิ่ง

กล่าวโดยสรุป แนวคิดในเรื่อง ความดีและความงามตามแนวคิดของพราหมณ์-ฮินดูถือว่าเป็นเรื่องเดียวกัน

[1] รส เกิดจากการปรุงแต่งให้เกิดคุณค่า กลั่นกรองจากปรากฏการณ์ที่เป็นจริง  หรือแสดงเป็นสัญลักษณ์ที่เกิดจากจินตนาการ หรือผสมผสาน

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s