กระบวนทรรศน์หลังนวยุคกับการศึกษา

cover PE

กระบวนทรรศน์หลังนวยุค

หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒  มีนักวิเคราะห์สังคมและการเมืองมากมาย  พยากรณ์ถึงอนาคตของมนุษยชาติ  ส่วนมากได้พยากรณ์ว่าจะเกิดสงครามล้างโลกด้วยเหตุผลต่าง ๆ กัน  ที่รู้จักกันดีที่สุดก็คือหนังสือ The Clash of Civilization เขียนโดย Huntington ที่ให้ข้อคิดว่า ทางรอดของมนุษยชาติคือ การปรับเปลี่ยนกระบวนทรรศน์  ซึ่งผู้เขียนได้วิเคราะห์ไว้ในงานวิจัยที่เกี่ยวข้องแล้ว

ขณะนั้นปรัชญาหลังนวยุคแบบสุดขั้ว (extreme  postmodernism) จากฝรั่งเศสกำลังเผยแผ่ไปตามมหาวิทยาลัยของสหรัฐอเมริกาและสื่อมวลชน  ทำให้ผู้มีส่วนรับผิดชอบการศึกษาของสหรัฐอเมริกาจำนวนหนึ่งรวมตัวกันคิดหาวิธีปรับเปลี่ยนระบบการศึกษา  และใช้อำนาจหน้าที่จัดการการศึกษาแผนใหม่  โดยหวังว่าจะแก้ปัญหาของมนุษยชาติได้ตามคติของปรัชญาหลังนวยุคแบบสุดขั้ว  ออกมาเป็นแผนการศึกษาแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา  ตามรายงานในเอกสาร Values Clarification ประกาศใช้ในปี ค.ศ. ๑๙๗๒ ว่า “ให้นักเรียนตระหนักถึงความรู้สึกของตนเอง  ความคิดของตนเอง ความเชื่อของตน และระบบคุณค่าของตนเอง” นั่นคือในห้องเรียนศีลธรรมแทนที่ครูจะระบุว่านักเรียนพึงเรียนรู้และปฏิบัติคุณธรรมข้อใดบ้าง  กลับกลายเป็นว่าครูจะต้องรับฟังและรับรู้จากนักเรียนแต่ละคนว่า เขาชอบอะไรและต้องการอะไร  นักเรียนไม่ต้องรู้คุณค่าทางศีลธรรม ไม่ต้องกำหนดว่าเขาพึงประพฤติตนอย่างไรบ้าง  เพียงแต่บอกว่าอยากทำอะไรบ้างก็พอแล้ว “ครูถูกห้ามมิให้วางกรอบกำหนดขอบเขตความอยากของนักเรียน  นักเรียนบอกได้อย่างเสรีว่า ตนยกย่องคุณค่าใดโดยชี้แจงเหตุผลประกอบได้อย่างตามใจชอบ  ครูต้องระวังตัวไม่ให้เผลอวิพากษ์วิจารณ์เป็นอันขาด  การสอนศีลธรรมแบบนี้รับรองได้ว่านักเรียนไม่เครียดในห้องเรียน  เพราะนักเรียนจะรู้สึกว่า การเลือกความประพฤติก็เหมือนการเลือกรับประทานอาหารตามรสนิยม  จิตใจปลอดโปร่งสบายดี (William Bernett, ๑๙๙๔, p.๕๖.)

ดีวายน์นิยามบทบาทของครูในการสอนศีลธรรมแบบถ้อยแถลงนี้ว่า “ครูมีบทบาทเพียงผู้ให้ความสะดวก (facilitator) แก่นักเรียนที่จะเลือกแนวทางประพฤติของแต่ละคนเท่านั้น  แม้ครูจะรู้สึกว่า นักเรียนไม่รอบรู้พอที่จะรับผิดชอบตัวเองและเลือกประพฤติอย่างไม่เหมาะไม่ควร  ครูก็ต้องอดใจระงับปากไว้มิให้ตักเตือนหรือชักชวนให้นักเรียนเปลี่ยนใจเลือกใหม่ให้ดีกว่าเดิม” (Tony Devine, p.๑๗.) ซึ่งเป็นความเห็นที่แรธส์เสริมว่าเข้าใจถูกต้องที่สุดเพราะ “แม้ในกรณีที่เห็นชัด ๆ ว่านักเรียนไม่อยู่ในทางของคุณค่าทางศีลธรรมเลย  ครูก็ยังต้องแสดงความรับผิดชอบโดยส่งเสริมการตัดสินใจเลือกของนักเรียน” (Raths, ๑๙๖๖, p.๔๘)  เบลซึ่งเห็นด้วยกับการให้เยาวชนเติบโตอย่างเสรีเต็มที่เช่นนี้  ถึงกับแถลงเป็นนโยบายว่าพ่อแม่ผู้ปกครองก็ไม่ควรยัดเยียดคุณค่าทางศีลธรรมแก่บุตรหลานของตน  ถึงกับยุเยาวชนว่า “หากพ่อแม่ถือสิทธิ์ควบคุมมากนัก (overprotective) ก็เอาหูทวนลมได้ (tune out their voice entirely) (Ruth Bell, ๑๙๘๗, p. ๙๐.) และอีกตอนหนึ่งกล่าวว่า “พ่อแม่ไม่มีสิทธิ์บังคับให้ลูกต้องเดินตามความคิดเห็นของพ่อแม่ เพราะลูกมีสิทธ์คิดแตกต่างได้ พ่อแม่ไม่มีสิทธิ์อ้างอำนาจใด ๆ เหนือลูก  เพราะพ่อแม่ก็เป็นคนธรรมดา ๆ ทำผิดได้  อ่อนเชิงได้ มีความไม่มั่นคงได้ และมีปัญหาได้ เช่นเดียวกับคนอื่นทั่ว ๆ ไป” (Samuel Huntington, ๑๙๖๖, p. ๔๙.)  ดีวายน์ยืนยันว่า การอบรบศีลธรรมแบบถ้อยแถลงนั้นประชาชนทั่วไปรู้สึกว่าเป็นวิธีที่ผิด  ดังข้อสังเกตของดีวายน์ว่าความเสื่อมทางศีลธรรมและการเพิ่มสถิติพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ในหมู่เยาวชนพุ่งถึงขีดวิกฤติในทศวรรษ ๑๙๙๐ ถึงขนาดที่คณะกรรมาธิการมาตรฐานการศึกษาแห่งชาติ (Commission on Excellence in Education) ในปี ค.ศ. ๑๙๙๓ แถลงว่า “หากอริชาติศัตรูซึมแทรกเข้ามาก่อกวนด้วยวิธีนี้ต่อชาติของเรา  ก็คงจะต้องปราบกันด้วยสงคราม”  ขณะนี้บรรดาผู้ปกครองได้พากันวิจารณ์ระบบการศึกษาในสถาบันศึกษาของรัฐอย่างหนักหน่วงผู้ปกครองหลายรายให้ลูกหลานของตนลาออกไปเข้าสถาบันเอกชนที่ยังดำเนินการสอนแบบเดิม คือป้อนเนื้อหาคำสอนให้ผู้เรียน (=หลักสูตรเป็นสำคัญ-ผู้แปล)  บางรายก็เก็บลูกหลานของตนไว้สอนเองที่บ้าน  แสดงว่า นโยบายการเรียนการสอนในสถาบันของรัฐล้มเหลวอย่างน่าเป็นห่วง  จำเป็นต้องมีการปรับปรุงและต้องปรับปรุงอย่างเร่งด่วน” (Tony  Devine, p, ๒๕.) โทมัส โซเวลวิจารณ์อย่างเผ็ดร้อนด้วยอีกสำนวนหนึ่งว่า “ตามหลักสูตรมาตรฐานการสอนแบบถ้อยแถลงนั้น  ผู้สอนถูกห้ามมิให้ระบุคุณค่าที่ตนอยากสอนออกมาตรง ๆ ผู้สอนมีหน้าที่เพียงค้ำประกันและให้ความสะดวกแก่กระบวนการที่ผู้เรียนใช้สำหรับค้นหาคุณค่าในตน  วิธีสอนแบบนี้ส่งเสริมให้เยาวชนที่ยังขาดประสบการณ์และยังไม่มีวุฒิภาวะพอ  ได้ผงาดขึ้นเลือกคุณค่าชีวิตให้ตนเอง  โดยไม่ต้องให้ใครมาสอนให้ก่อนเลยว่าต้องเลือกอย่างไรจึงถือได้ว่าฉลาดเลือก ณ บัดนี้การอบรมศีลธรรมแบบถ้อยแถลงนี้  มีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง เน้นชี้กันว่าเป็นวิธีสอนที่ผิดพลาดอย่างหนัก  เพราะดันไปส่งเสริมให้ผู้เรียนที่ยังไร้วุฒิภาวะทำตัวเป็นผู้รอบรู้ที่สามารถเป็นผู้ตัดสินหลักความดี/ชั่วได้ด้วยตนเอง  มันทำให้เกิดความสับสนในเรื่องคุณค่าเสียจริง ๆ” (Thomas Sowell, ๑๙๙๓, p.๖๕.)

เมื่อเกิดความรู้สึกอันตรายร่วมกันเช่นนี้  ก็ย่อมจูงใจให้มีผู้เสนอทางแก้  บางคนก็แสดงความไม่พอใจที่เจ้าหน้าที่ของรัฐส่วนมากวางเฉยเกินไป ไม่รู้ร้อนรู้หนาว ทำทองไม่รู้ร้อน อย่างเช่น โฮเวิร์ด กีร์เคนเบาว์ เขียนลงวารสารตำหนิเจ้าหน้าที่วงการศึกษาอย่างเกรี้ยวกราดว่า “เจ้าหน้าที่บางคนใช้กระเบื้องทนร้อนมุงหลังคาจึงไม่รู้สึกร้อนหนาวกับวิธีสอนแบบถ้อยแถลง (Some administrators today would rather be accused of having asbestos in their ceilings than of using values clarification in their classrooms.”) (Howard Kirschenbaum, ๑๙๙๒, P.๗๗๓.)  นักคิดคนเดียวกันนี้เองชี้แนวทางแก้ปัญหาว่าให้เดินสายกลาง คือ ขณะนั้นสถาบันเอกชนสอนด้วยวิธียัดเยียดความคิด (inculcation) นับว่าล้าสมัยเกินไป ส่วนสถาบันของรัฐใช้วิธีถ้อยแถลงซึ่งเป็นผลพวงจากวิธีสอนแบบผู้เรียนเป็นสำคัญ (student-centered method) ก็นับว่าล้ำสมัยเกินไป  ทางสายกลางน่าจะดีกว่า คือเลือกเอาเฉพาะส่วนดีจากวิธีสุดขั้วทั้ง ๒ วิธีอันเป็นวิธีที่ปรับจากแนวคิดแบบสุดขั้ว คือลัทธิ post – structuralism (หลังโครงสร้างนิยม) ของฝรั่งเศสผสมผสานกับแนวคิดดั้งเดิมของชาวอเมริกัน คือลัทธิ pragmatism (ปฏิบัตินิยม) กลายเป็นลัทธิหลังนวยุคสายกลาง (moderate postmodernism) ซึ่งเมื่อประยุกต์ใช้ในการอบรมศีลธรรม-จริยธรรมแล้วก็ได้ชื่อว่า การอบรมบ่มนิสัย (character education) เพื่อสร้างความดีพร้อม (integrity) ในตัวบุคคลแต่ละคน (personal) นั่นคือไม่มีต้นแบบ (personality) ที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน  แต่ทุกคนจะต้องสร้างความดีพร้อมเฉพาะตัว  ตนของตนแลเป็นต้นแบบให้แก่ตน  ดีวายน์อ้างสตีเฟน โคว์เวย์ (Stephen Covey) ผู้เขียนหนังสือขายดีติดตลาดชื่อว่า The Seven Habits of Highly Effective People ให้เป็นเจ้าของความคิดว่า คนปัจจุบันกำลังปรับเปลี่ยนกระบวนทรรศน์ (shifting paradigms) คือเปลี่ยนจากความสนใจสร้างบุคลิกภาพต้นแบบ (personality) ด้วยการ “ชนะใจเพื่อนและผู้ทรงอิทธิพล” (winning friends and influencing people) ซึ่งทุกคนรู้ว่าเป็นวิธีการสร้างบุคลิกภาพของ Dale Carnegie มาเป็นการอบรมบ่มนิสัยส่วนตัว ๗ ด้าน ซึ่งเป็นสาระในหนังสือของตน  โดยการศึกษาให้เข้าใจสิ่งที่ต้องมีในตัว (personal need) จะได้วางเป็นคุณค่ารากฐาน (bedrock values) ให้เกิดความมั่นคงในชีวิต (stability to life)

 

ดีวายน์สรุปสถานภาพของการอบรมบ่มนิสัยในสหรัฐอเมริกาว่า

การอบรมบ่มนิสัยแสดงในทุกแง่ทุกมุมว่าเป็นวิธีที่เป็นที่ยอมรับโดยนักการศึกษาสายหลัก (main stream) ของสหรัฐอเมริกา  ผู้ปกครองส่วนใหญ่ให้การสนับสนุน  เมื่อมีการสอบถามว่าพวกเขาต้องการอะไรจากสถานศึกษา  พวกเขาพากันตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า  ต้องการให้บุตรหลาน พูด เขียน อ่าน คิด และคำนวณได้ถูกต้องเป็นอันดับแรก  อันดับสอง คือให้มีมาตรการดี/ชั่วที่เชื่อถือได้สำหรับเป็นแนวทางดำเนินชีวิต (Tony Devine, ๒๐๐๐, p. ๒๖.)

ส่วนเจมส์ ลีมิงให้ข้อสังเกตว่า “ขบวนการอบรมบ่มนิสัยยังขาดฐานทฤษฎีที่ครบถ้วน  ขณะนี้มีแต่ผู้ออกความเห็นเชิงสังคมวิทยา ปรัชญา จิตวิทยา และประมวลผลอย่างเป็นชิ้น ๆ อิสระต่อกัน”  (James Leming, ๑๙๙๓, p. ๒๑.)  ซึ่งหมายความว่ายังไม่มีการประสานความคิดจากภาคส่วนต่าง ๆ ที่สนใจวิจัยในเรื่องนี้ให้เป็นสหวิชา  เพื่อให้นักการศึกษาได้จัดการบริหารหลักสูตรและการกำหนดวิธีสอนได้อย่างสอดคล้องกัน  จึงเป็นเรื่องที่เราต้องคิดทำเองด้วยจากความต้องการเฉพาะถิ่นของเรา

สำหรับดีวายน์และคณะที่ทดลองทำคู่มือขึ้นมาช่วยผู้ปฏิบัติงานด้านนี้มีความเห็นว่า การอบรมบ่มนิสัยมีส่วนสำคัญต่อไปนี้ คือ

๑. ต้องมีหลักการสากลที่มนุษย์ทุกคนยอมรับร่วมกัน  มันคือ ธรรมชาติของมนุษย์ซึ่งเหมือนกันในมนุษย์ทุกคน  ทำให้มนุษย์มีเป้าหมายแห่งชีวิตตามธรรมชาติเหมือนกัน  ดีวายน์พยายามหาข้อมูลที่โดนใจนักศึกษาอเมริกัน  จำเป็นต้องวิจัยหาคำอธิบายที่โดนใจคนไทยในวัยต่างกันและวุฒิต่างกัน

๒. ทุกคนมีเป้าหมายของชีวิตเหมือนกัน คือความสุขแท้ตามความเป็นจริง อันได้แก่การพัฒนาคุณภาพชีวิตที่มีคุณค่าสูงสุดของมนุษย์

๓. ทุกคนมีการกระทำอย่างหนึ่งที่ทำทุกครั้งพัฒนาคุณภาพชีวิตทุกครั้ง  อันได้แก่ CARING การดูแลทุกสิ่งให้มีความสุขตามความเป็นจริง

๔. CARING  แสดงออกเป็นการสร้างสรรค์ ปรับตัว และร่วมมือ  (ควรเพิ่มการแสวงหาด้วย – ผู้เขียน)

๕. ฝึกปฏิบัติในชีวิตจริง

แม้ผู้เขียนจะเห็นด้วยกับหลักการและวิธีของดีวายน์  แต่คำอธิบายและตัวอย่างที่ดีวายน์ยกขึ้นมานั้น  ส่วนมากเหมาะสำหรับใช้อบรมชาวอเมริกัน  ผู้เขียนเห็นว่าหากจะทำการอบรมในประเทศไทย  จำเป็นต้องสร้างคำอธิบายและตัวอย่างใหม่ที่เหมาะกับสังคมของเราโดยเฉพาะ  บทเรียนก็จำเป็นต้องสร้างใหม่ให้เหมาะกับสถานการณ์จริงของสังคมไทย

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s