ปัญญาชน

anek01
อ.ดร.เอนก สุวรรณบัณฑิต

 

ปัญญาชนคือข้าเก่าเต่าเลี้ยงของอำนาจสูงสุดของสังคม

 ฟูโกต์ (Michel Foucault) ได้แสดงว่าจิตที่ขีปนา (project) ความเป็นจริงและความจริงให้กับสังคมนั้นคือความต้องการของผู้มีอำนาจในสังคมที่ขีปนาออกมา โดยผ่านทางปัญญาชนของแต่ละยุคแต่ละสมัย ซึ่งดูเหมือนจะเป็นผู้กำหนดความคิดของสังคม แต่ปัญญาชนเหล่านี้ล้วนแต่เป็นขุนนางหรือได้รับการอุปถัมภ์จากผู้มีอำนาจ เช่น ตระกูลพ่อค้า ตระกูลขุนนางหรือราชวงศ์ ซึ่งเป็นโครงสร้างที่ประสานและสืบเนื่องกันมาอย่างยาวนาน มีการเสริมความเข้มแข็งด้วยการประสานสัมพันธ์ระหว่างกันและกลายเป็นระบบที่ค้ำจุนระบบสังคมในยุคสมัยต่างๆไว้

ปัญญาชนที่อิงกับโครงสร้างสังคมเช่นนี้ได้จึงจะได้มีโอกาศศึกษาเล่าเรียนและสามารถแสดงความคิดเห็นต่อสาธารณะได้ ทั้งนี้ล้วนต้องอาศัยอำนาจบารมีของผู้มีอำนาจในยุคนั้นๆ ช่วยเหลืออยู่เบื้องหลัง ดังนั้นคำสอนหรือแนวคิดที่ปัญญาชนนำเสนอก็มักจะสอดคล้องหรือเป็นไปตามแนวคิดของผู้อำนาจของสังคมนั้นๆ ไม่ได้แสดงความเป็นจริงและความจริงที่แท้ออกมา เป็นเพียงการคิดตามกรอบของสังคมที่ปัญญาชนนั้นอาศัยอยู่แล้วสร้างเป็นระบบเครือข่ายเพื่อรองรับกันเอง เพียงเพื่อที่จะยืนหยัดและมีบทบาทในสังคมนั้นได้

จะเห็นได้อย่างชัดเจนในกระบวนทรรศน์ยุคกลางที่ปรัชญาศาสนาคริสต์เป็นแกนกลาง ระบบเครือข่ายต้องตอบสนองต่อแนวทางปกครองโดยศาสนจักร หลักค้ำประกันความเป็นจริงก็ถูกเสริมความเข้มแข็งด้วยนิวรณ์ทางศาสนา ใครคิดเห็นไม่ตรงกันก็ถูกกล่าวโทษ ใครที่ไหวตัวทันก็ยังพอผ่านพ้นช่วงเวลายากลำบากได้ แต่ใครที่เข้ากระแสก็จะได้รับการยกย่อง สนับสนุนอย่างเต็มที่  เพราะนักการเมืองเข้าคุมอำนาจระดับสูงอย่างเหนียวแน่น

ในที่สุดจึงมีผู้อดรนทนไม่ไหว จึงปฏิรูปโดยการแยกตัวเป็นอิสระ การเปลี่ยนแปลงผ่านการปฏิรูปนี้สามารถชี้ให้เห็นภาพเหมือนในอดีตที่สำคัญของการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ในโลก การเปลี่ยนแปลงใดๆ กระทั่งการปฏิรูปศาสนาคริสต์ก็ตาม มีความเคลื่อนไหวอยู่ตลอด แต่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้มาก

การปฏิรูปแท้มิใช่การปรับตัวของศาสนาให้เข้ากับปรัชญากรีกที่ได้รับการรื้อฟื้นขึ้นมา แต่เป็นการปฏิรูปผลจากการปรับตัวของศาสนาคริสต์ไปตามกระแสปรัชญากรีก จนทำให้เกิดภาพที่คลุมเครือเนื่องจากศาสนาคริสต์ไม่มีกรอบตายตัว การผสานแต่ไม่ลงตัวของลัทธิมนุษยนิยม ทำให้เกิดภาพลักษณ์ที่เสียหายในทรรศนะของผู้อื่น แต่การแก้ไขด้วยการปฏิรูปภายในหรือปฏิรูปต้าน (counter – reformation) นั้นที่เรียกร้องให้ปรับปรุงการศึกษาและการตีความคัมภีร์ให้เหมาะสม การปรับปรุงระเบียบวินัยของคณะนักบวช โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสำนักสันตะปาปา

แต่การเกิดขึ้นนั้นไม่ประสานกัน ทั้งถูกแทรกแซงทางการเมืองจากผู้มีอำนาจในนครรัฐต่างๆ ของอิตาลี รวมถึงกษัตริย์ในประเทศใกล้เคียงที่มีความสัมพันธ์กับพระชั้นสูงในสำนักสันตะปาปา ทำให้ผู้ที่ไม่พอใจต่อการปฏิรูปภายในที่ทั้งช้าและถูกแทรกแซงต้องทำการปฏิรูป โดยเฉพาะการปฏิรูปโปรแตสแตนส์ (the protestant reformation) ที่นำโดย มาทิน ลูเธอร์ (Martin Luther) ซึ่งเน้นในประเด็นการพ้นบาปโดยอาศัยศรัทธาต่อพระเยซูเท่านั้น พระเยซูทรงช่วยผู้มีศรัทธาต่อพระองค์โดยตรงเป็นรายบุคคล ไม่ต้องผ่านคนกลาง ไม่ต้องผ่านนักบุญองค์ใดและไม่ต้องผ่านคณะบาทหลวงของสันตะปาปา เกิดเป็นประเด็นที่ยอมรับกันไม่ได้ จึงต้องแยกนิกายออกมา การเปลี่ยนแปลงใดๆ ก็ตามหากการเปลี่ยนแปลงภายในเพื่อให้เกิดการยอมรับหรือเป็นไปตามแนวทางอนุรักษ์นิยมนั้นจะเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ช้าและต้องฝ่าด่านของผู้ที่ได้รับผลประโยชน์จากพื้นฐานเดิม ทำให้การเปลี่ยนแปลงไม่อาจดำเนินการได้อย่างรอบด้าน

ปัญญาชนฝ่ายศาสนจักรผู้ดำเนินการปฏิรูปภายในล้วนต้องรับแรงกระแทกจากผู้ที่ไม่ต้องการการเปลี่ยนแปลงนี้ ดังนั้น เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การปฏิรูปอย่างเป็นอิสระหรือการสร้างขึ้นใหม่จากพื้นฐานเดิมจึงเป็นทางเลือกที่ดีกว่าและเห็นชัดกว่า เพื่อให้พ้นจากอำนาจก่อกวนของการเมืองเก่าและพร้อมที่จะสร้างสรรค์ภาพลักษณ์ใหม่ให้แก่การเปลี่ยนแปลงนั้นๆ ซึ่งผู้คนต่างมองว่าเป็นแสงสว่างใหม่ของโลก

แต่แล้วในกระบวนทรรศน์นวยุค ปัญญาชนได้นำกระบวนการทางวิทยาศาสตร์มาใช้เป็นเครื่องมือรับรองความเป็นจริง ในขณะที่เนื้อหาปรัชญาก็รับใช้ต่อผู้ปกครองระบบจักรวรรดิ์ เครือข่ายถูกเชื่อมโยงกันอย่างมากมาย นักคิดจะมีบทบาทเมื่อได้รับการยอมรับ มีตำแหน่งหน้าที่ และหลักการที่นำเสนอนั้นต้องช่วยยืนยันความถูกต้องของกระบวนทรรศน์นวยุค นั่นคือ การให้วิชาวิทยาศาสตร์ช่วยหาเหตุผลของกฎต่างๆ เพื่ออธิบายว่าทำไมจึงมีข้อเท็จจริงอย่างนั้น สาเหตุที่พบนั้นต้องอยู่ในวิสัยที่จะตรวจสอบดูได้ ทดสอบได้ ตั้งเป็นกฎได้ เพื่อจะได้พยากรณ์ในอนาคตได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ปกครองต้องการเพื่อตอบข้อสงสัยของประชาชนและชี้นำการกระทำต่างๆ ผ่านระเบียบกฎเกณฑ์ที่สนับสนุนระบบเครือข่ายให้แน่นยิ่งขึ้น และเป็นการยึดโยงอำนาจปกครองเอาไว้ในกลุ่มชนชั้นปกครองนั้นเอง สุดท้าย ปัญญาชนจึงเป็นเครื่องมือของนักปกครองเพื่อให้ได้ความชอบธรรมในการปกครองของตนอยู่ทุกยุคทุกสมัย

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s