Karl Popper

ravich01
ดร.รวิช ตาแก้ว

แนวคิดของพอพเพอร์

คาร์ล  พอพเพอร์[1] (Karl Popper  ค.ศ. ๑๙๐๒ – ๑๙๙๔) ไม่ได้เป็นสมาชิกชมรมเวียนนาโดยตรง แต่ก็พัวพันอย่างใกล้ชิด เขียนหนังสือ ตรรกะวิทยาเพื่อการค้นคว้า (The Logic of Discovery) สนับสนุนเจตนารมณ์ของชมรมเวียนนา  พอพเพอร์เห็นว่า ความรู้มีหลายขั้นและหลายประเภท ตั้งแต่ความรู้สามัญขึ้นไปจนถึงปรัชญา แต่ละระดับและแขนงต่างก็มีวิธีการที่เหมาะสมของตน และสามารถปรับปรุงวิธีหาความรู้ให้ดีขึ้นได้ ความรู้ความเป็นจริงจะต้องได้จากการประสานงานของวิธีการเหล่านี้ทั้งหมด โดยควรมีวิธีการของวิทยาศาสตร์เป็นพื้นฐานและเป็นมาตรการสุดท้ายชี้ขาดวิธีการอื่น ๆ ทั้งหมด

การพิสูจน์ของลัทธิประสบการณ์นิยม (Verification of empiricism) คือ วิธีอุปนัยอันเป็นวิธีพิสูจน์โดยอ้างประสบการณ์เฉพาะหน่วยไปสนับสนุนข้อความทั่วไป นั่นคือเป็นการอนุมานจากข้อความเฉพาะหน่วยไปสู่ข้อความสากล คุณค่าทางญาณวิทยาจึงอยู่ในระดับน่าจะเป็น (probability)   แต่ปัญหาอยู่ที่มาตรการค้ำประกันความจริง เรามีมาตรการอะไรหรือไม่ในการตัดสินว่าอุปนัยให้ความแน่ใจได้แค่ระดับน่าจะเป็น   จุดอ่อนในอดีตเกิดจากการไม่แยกความรู้โดยจิตวิทยากับความรู้โดยตรรกวิทยา

ญาณวิทยาควรมีหน้าที่เพียงวางมาตรการที่เห็นว่าเหมาะสมสำหรับตัดสินความจริง-เท็จ  ซึ่งเมื่อได้มาตรการแล้วก็กำหนดวิธีปฏิบัติลงเป็นกฎตรรกวิทยา ส่วนจิตวิทยามีหน้าที่ค้นคว้ากระบวนการเกิดของความรู้ ซึ่งอาจเดินตามมาตรการญาณวิทยาหรือไม่ก็ได้

พอพเพอร์ได้ประกาศมูลบทระบบความคิดของตนว่า “ข้าพเจ้าคิดว่าภาษาสามัญของเต็มไปด้วยทฤษฎี” นั่นคือไม่ต้องการแยกภาษาวิชาการกับภาษาชาวบ้าน ซึ่งพอพเพอร์ถือว่า ภาษาทั้งหมดคือภาษาวิชาการ ไม่ว่าจะเป็นภาษาอุดมคติหรือภาษาสามัญ   ทำให้พอพเพอร์เป็นผู้นำหน้าสำนักปรัชญาภาษาสามัญ (Ordinary Language Philosophy)

พอพเพอร์เห็นว่าวิธีการของตรรกวิทยาไม่ช่วยให้พบความจริงใหม่ ทั้งไม่สามารถตัดสินไปถึงวิธีการพบความคิดใหม่ด้วย การพบความคิดใหม่ ๆ เป็นเรื่องของสัญชาตญาณของปัญญาอยู่นอกกฎเกณฑ์ของตรรกวิทยาและนอกขอบข่ายของเหตุผล

เมื่อมีความคิดใหม่เกิดขึ้นโดยสัญชาตญาณ ก็ให้ตั้งสมมุติฐานขึ้นแล้วอนุมานหาข้อสรุปให้มากเท่าที่จะหาได้ แล้วเปรียบเทียบดูระหว่างกันเองและกับข้อความที่ยอมรับอยู่ก่อนแล้วว่ามีความสัมพันธ์ทางตรรกวิทยากันอย่างไรบ้าง

ลัทธิเหตุผลนิยมต้องการให้วิทยาศาสตร์แยกออกจากปรัชญาโดยทางเนื้อหาเท่านั้น ส่วนวิธีการใช้อย่างเดียวกัน คือ เหตุผล

ลัทธิประสบการณ์นิยม ถือว่าอภิปรัชญาไม่ใช่ความรู้ เพราะไม่ผ่านประสบการณ์

คานท์แยกวิทยาศาสตร์ (รู้โดยโครงสร้างของปัญญา) ออกจากอภิปรัชญา (รู้โดยเหตุผลปฏิบัติ) เฉพาะคำสั่งว่าต้องปฏิบัติ นอกนั้นรู้ไม่ได้

ชมรมเวียนนาแถลงว่า ความรู้เป็นระบบของข้อความ ซึ่งจะต้องไล่เลียงลงไปได้ถึงข้อความย่อยที่สุด ที่เรียกว่า ประโยครายงานจากผัสสะ ซึ่งจะต้องเป็นภาพของความจริง (picture of reality) อภิปรัชญาไม่เข้าเงื่อนไขนี้ จึงไม่ใช่ความรู้ เป็นเพียงเรื่องไร้สาระ (nonsensical) หรือไร้ความหมาย (meaningless) ทั้งสิ้น

พอพเพอร์สรุปว่าอภิปรัชญามีหลายระบบ ที่ขัดกับวิทยาศาสตร์ก็มี ที่ส่งเสริมก็มี ที่จำเป็นสำหรับวิทยาศาสตร์ก็มี ควรแยกแยะว่าอะไรเป็นอะไร  ผู้ที่เห็นเช่นเดียวกับพอพเพอร์มีแพลงค์(Planck) และอายน์ชทายน์ (Einstein)

[1]  กีรติ บุญเจือ. ปรัชญาและจริยศาสตร์สมัยใหม่, กรุงเทพฯ, มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา: หน้า ๓๕๘ – ๓๗๑.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s