ความดี

ravich01
ดร.รวิช ตาแก้ว

ทรรศนะของนักปรัชญาตะวันตก เชื่อว่า “ความดี” เป็นเรื่องคุณค่าความประพฤติของมนุษย์ ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ “จริยศาสตร์” เป็นการประเมินค่าความประพฤติของมนุษย์ นักปรัชญาที่เชื่อว่า ความดีมีจริงนั้น มีแนวคิดที่แตกต่างกัน 2 กลุ่ม กลุ่มแรกเชื่อว่าความประพฤติเป็นคุณค่าปรนัย (Objective) กล่าวคือ มีจริงในธรรมชาติ และกลุ่มที่สองมีแนวคิดที่เชื่อว่า ความประพฤติเป็นคุณค่าอัตนัย (Subjective) คือ มีอยู่ในความคิดของมนุษย์เท่านั้น

แนวคิดดังกล่าว ทำให้เกิดเป็นมาตรการทางความคิดที่เกี่ยวข้องกับความประพฤติ 2 แนวทาง กล่าวคือ แนวคิดแบบลัทธิอัตนัยนิยม (Subjectivism) เชื่อว่าไม่มีมาตรการตายตัวแน่นอน มาตรการที่มีขึ้นมานั้นมนุษย์กำหนดกันขึ้นเองด้วยเหตุผลต่าง ๆ กัน แล้วพยายามชักชวนให้คนทั่วไปเชื่อว่า เป็นมาตรการตายตัวสำหรับมนุษย์ทุกคน บางระบบก็มีคนเชื่อมาก บางระบบก็มีคนเชื่อน้อย ซึ่งแล้วแต่ว่าแต่ละกลุ่มจะสามารถชักจูงให้ผู้คนเกิดความศรัทธาได้เพียงไร  ดังเช่น ลัทธิซาฟิสม์ซึ่งเป็นลัทธิหนึ่งของกรีกที่เชื่อว่า ความดีเป็นอัตวิสัยหรืออัตนัย

แนวคิดแบบลัทธิปรนัยนิยม (Objectivism) เชื่อว่ามาตรการความประพฤติมีแน่นอนตายตัว ที่ไม่รู้หรือรู้น้อยก็เพราะยังเข้าไม่ถึงมาตรการที่แท้จริง มนุษย์ทุกคนมีหน้าที่จะต้องศึกษาให้รู้มาตรการที่แท้จริง  ความเชื่อตามแนวคิดนี้มีหลายกลุ่ม อาทิ กลุ่มที่เชื่อว่าความประพฤติเป็นเรื่องธรรมชาตินิยม คือการปฏิบัติตามกฎธรรมชาติ การพัฒนาปัญญา การหาความบันเทิง และการพัฒนาความนิยมตามธรรมชาติ กลุ่มที่เชื่อว่าความประพฤติเป็นเรื่องอัชฌัตติกญาณนิยม คือ ความประพฤติไม่ต้องค้นหาเพราะถูกกำหนดไว้แล้ว และทุกคนสามารถค้นหาเองได้  และกลุ่มที่เชื่อว่าความประพฤติเป็นเรื่องสัมพัทธนิยม ซึ่งมมาตรการจากเป้าหมายเฉพาะกิจในการกระทำแต่ละครั้ง

ประเด็นแนวความคิดเรื่องปรวิสัยและอัตวิสัย ทำให้นักปรัชญาตะวันตก ได้สรุปทรรศนะในเรื่องความดีที่เกี่ยวข้องกับความประพฤติออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่เชื่อว่ามีความประพฤติที่เกี่ยวข้องกับความดี และกลุ่มที่ไม่เชื่อว่า มีความประพฤติที่เกี่ยวข้องกับความดี สำหรับกลุ่มที่เชื่อว่า มีความประพฤติที่เกี่ยวกับความดี ได้แบ่งความคิดออกเป็น 3 กลุ่มย่อย คือ

  1. กลุ่มที่เชื่อว่า มโนธรรมเป็นเรื่องของธรรมชาตินิยม ซึ่งเป็นความคิดที่เชื่อว่ามโนธรรมมีอยู่ภายนอกตัวมนุษย์
  2. กลุ่มที่เชื่อว่า มโนธรรมเป็นเรื่องของอัชฌัตติกญาณนิยม ซึ่งเชื่อว่ามโนธรรมเกิดจากภายในจิตใจของมนุษย์
  3. กลุ่มที่เชื่อว่า มโนธรรมเป็นเรื่องสัมพัทธนิยม ซึ่งต้องใช้ทั้งมโนธรรมจากภายนอกและภายในจิตใจของมนุษย์อย่างผสมผสาน

 

กลุ่มที่เชื่อว่า มโนธรรมเป็นเรื่องของธรรมชาตินิยม เชื่อว่ามโนธรรมหรือความดีนั้นอยู่จริงในธรรมชาติ หากต้องการศึกษามโนธรรม ต้องศึกษาจากสิ่งที่ปรากฏอยู่ภายนอกจิตใจของมนุษย์ กลุ่มนี้มีแนวคิดและความเชื่อย่อย ออกเป็น 4 กลุ่ม  ดังนี้

1)  กลุ่มที่เดินตามกฎธรรมชาติ กลุ่มนี้เชื่อว่า มโนธรรมที่มีอยู่ในจิตใจของแต่ละคนนั้นเป็นเรื่องของธรรมชาติซึ่งอาจทำให้เกิดขึ้นในจิตใจของบุคคลได้ ทั้งฝ่ายสูงและฝ่ายต่ำ จิตฝ่ายสูงคือจิตที่มุ่งทำดี จิตฝ่ายต่ำคือจิตที่มุ่งกระทำสิ่งที่ไม่ดี แนวคิดนี้เป็นแนวคิดของศาสดาผู้ตั้งศาสนาสำคัญ ๆ ของโลก เช่น พระพุทธเจ้า นบีมูฮัมมัด พระเยซู ล้วนแต่เลือกแนวทางสายกลางนี้ คือ ศาสดาทรงสอนว่ามนุษย์เราเกิดมามีกิเลสเป็นความอยากหาความสุขเฉพาะหน้า ซึ่งมักจะขัดแย้งกับเป้าหมายสูงสุดของชีวิต แต่ทว่าในขณะเดียวกันปัญญาของมนุษย์ที่รู้เป้าหมายสุดท้ายสูงสุดของชีวิตก็มุ่งหาความดีที่ประเสริฐกว่าความสุขเฉพาะหน้า ดังนั้นในตัวมนุษย์แต่ละคนจึงเหมือนกับมีความต้องการสองอย่างที่ต่อสู้กัน จึงเป็นหน้าที่ของมนุษย์แต่ละคนที่จะปลูกฝังคุณธรรมให้มั่นคงอยู่ในความประพฤติดี ใครไม่ปลูกฝังคุณธรรมให้เกิดขึ้นในตนเอง กิเลสก็จะครอบงำตัวตนทำให้ห่างไกลจากความดี ผู้ใดยิ่งมีคุณธรรมสูงเท่าใดก็ยิ่งมีความโน้มเอียงที่จะทำความดีมากขึ้นเท่านั้น

2)  กลุ่มเชื่อว่าจิตใจมนุษย์ย่อมเดินไปสู่การกระทำดี ทุกคนสามารถพัฒนาการทำดีได้โดยพัฒนาจากระดับปัญญาของมนุษย์เอง ซึ่ง รุสโซ (Jean – Jacques Rousseau, 1712 – 1778) เชื่อว่า มนุษย์มีความโน้มเอียงที่จะทำดีตามธรรมชาติ สังคมทำให้จิตใจของมนุษย์เสื่อมทรามลง สังคมทำให้เกิดความจำเป็นที่จะต้องทำความชั่ว เฮอร์เบิร์ท สเพนเสอร์ (Hervert Spencer, 1820 – 1903) เชื่อว่ามนุษย์ชาติวิวัฒน์ไปสู่สภาพที่ดีขึ้น จิตใจสูงขึ้น มีอุดมคติอยากทำความดีมากขึ้นเรื่อยไปการทำความชั่วจึงเป็นเรื่องของความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เพราะอยู่ในระดับต่ำของวิวัฒนาการเมื่อมีวิวัฒนาการสูงขึ้นก็จะดีขึ้นไปเอง

3)  กลุ่มที่เชื่อว่า จิตใจมนุษย์ไม่สนใจเรื่องการกระทำดี การกระทำต่างๆ เป็นการหาความบันเทิงใจของมนุษย์เท่านั้น  ผู้ที่มีความเชื่อตามแนวคิดนี้ อาทิ แมนเนอคีเอิส (Manichaeus, 216 – 274 AD) ออกเกิสทีน (Augustine, 350 – 430), ลูเธอร์ (Luther) แคลวิน (Calvin) เชื่อว่า มนุษย์มีความโน้มเอียงที่จะทำบาปโดยกำเนิด เช่น นักการเมือง ซึ่ง ฮับส์ (Thomas Hobbes, 1588 – 1679) และมองแตญ (Michel de Montaigne, 1533 – 1592) เชื่อว่า มนุษย์โดยธาตุแท้แล้วเห็นแก่ตัว และนักจิตวิทยา เช่น ฟรอยด์ (Sigmund Freud, 1856 – 1939) เชื่อว่า มนุษย์มีความต้องการร่วมเพศกับผู้ใกล้ชิดฝังแน่นอยู่ในจิตใต้สำนึกตลอดเวลา คนที่ต้องทำดี ก็คือ คนที่ต้องฝืนธรรมชาติอยู่ตลอดเวลาต้องคอยระมัดระวังควบคุมความโน้มเอียงของตนอยู่เสมอ จึงมักจะอ้างอยู่เสมอว่า “ใครคิดจะอยู่กับที่จะถอยหลังโดยปริยาย”

4)  กลุ่มที่เชื่อว่า มโนธรรมเป็นเพียงความนิยมตามกฎธรรมชาติเท่านั้น  กลุ่มนี้เชื่อว่า มนุษย์มีเจตจำนงเสรีที่จะเลือกประพฤติตนได้อย่างเสรีที่สุด ไม่มีอะไรมาจูงใจให้ไขว้เขวได้ เหตุจูงใจทั้งหลายมาจากเจตจำนงของมนุษย์เอง เพราะอยากจะเลือกทางนั้น จึงสร้างหรือปล่อยให้มีเหตุจูงใจมาดึงไปทางนั้น ตนจะได้เดินทางนั้นได้สะดวก ผู้ที่มีทรรศนะเช่นนี้ อาทิ วิลเลียม เจมส์  และ คานท์

กลุ่มที่เชื่อว่า มโนธรรมเป็นเรื่องของอัชฌัตติกญาณนิยม ซึ่งเชื่อว่ามโนธรรมเกิดจากภายในจิตใจของมนุษย์ กลุ่มนี้มีแนวคิดแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มย่อย ดังนี้

1)  กลุ่มที่เชื่อว่า ความดีหรือมโนธรรมเป็นประกาศิตนิยม กล่าวคือ เชื่อว่ามโนธรรมทุกอย่างถูกกำหนดไว้แล้วไม่จำเป็นต้องค้นหา แม้ว่าค้นหาก็อาจจะไม่พบ จะพบก็ต่อเมื่อมีบางอย่างกำหนดให้มี    นักปรัชญาที่มีแนวคิดนี้คือ ซาคเขรอทิส (Socrates) เพลโทว์ (Plato) และแอร์เริสทาทเทิล (Aristotle)

2)  กลุ่มหน้าที่นิยมเป็นกลุ่มที่เชื่อว่า มโนธรรมเป็นเรื่องที่ทุกคนหาเองได้ ซึ่งเป็นภาระที่ทุกคนต้องกระทำตามหน้าที่ของตนเอง ตามแนวคิดของคานท์ (Immanuel Kant) ที่เชื่อว่า ความสำนึกในหน้าที่แสดงออกมาเป็นคำสั่งเด็ดขาด (categorical imperative) โดยไม่มีเงื่อนไข ใด ๆ แต่มีกรอบ 5 ประการ คือ 1) ปฏิบัติตามแนวที่จะเป็นกฎทั่วไปได้ 2) ต้องถือว่ามนุษย์ทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกัน เพราะฉะนั้นจะถือเอาใครเป็นเครื่องมือไปสู่จุดหมายของใครไม่ได้  3) มนุษย์ทุกคนเป็นสมาชิกในสังคมจริยธรรมอันเดียวกัน  4) การกระทำใด ๆ เพื่อจุดหมายของส่วนตัวจะขัดแย้งกับหลักจริยธรรมส่วนรวมไม่ได้ 5) แต่ละคนมีหน้าที่ต้องให้ความสะดวกแก่ผู้อื่นในการปฏิบัติตามหลักจริยธรรม

กลุ่มที่เชื่อว่า  ความดีหรือมโนธรรมเป็นเรื่องสัมพัทธนิยม ซึ่งต้องใช้ทั้งมโนธรรมจากภายนอกและภายในจิตใจของมนุษย์อย่างผสมผสานกัน แนวคิดของกลุ่มนี้มองว่า มโนธรรมเกิดจากเป้าหมายในแต่ละระดับ ซึ่งมีผลมาจากการกระทำทั้งภายนอกและภายในจิตใจมนุษย์ อาจมีเหตุมาจากการกระทำตามที่สังคมชอบ (ลัทธิวัฒนธรรมนิยม) กระทำเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ (ลัทธิปฏิบัตินิยม) กระทำเพื่อสิทธเสรีภาพส่วนบุคคล (ลัทธิอัตถิภาวนิยม) หรือกระทำตามมาตรการของการใช้ภาษา (ลัทธิภาษาวิเคราะห์) แนวทางการดำเนินการเพื่อการกระทำดังกล่าวอาจไม่ใช่เป้าหมายสูงสุดของการกระทำ ด้วยเหตุนี้นักปรัชญากลุ่มนี้ จึงเชื่อว่า หากต้องการเป้าหมายสูงสุดเพื่อให้เกิดการพัฒนาจึงควรประนีประนอมความคิดความเข้าใจซึ่งกันและกัน เลือกสรรสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับทุกกลุ่ม ทุกฝ่าย (ปรัชญาแห่งการเสวนา ลัทธิมัธยคตินิยม ลัทธิสรรนิยม) เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตซึ่งกันและกัน  ซึ่งน่าจะเป็นทางออกในการพัฒนาจริยธรรมเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต  แต่ละแนวคิดได้ให้เหตุผลว่า

                    1) ลัทธิวัฒนธรรมนิยม เชื่อตามหลักการที่เห็นว่าเหมาะสมกับสภาพความเป็นจริงของมนุษย์อย่างที่สุด คือ สมควรให้แต่ละท้องถิ่นยึดถือเอาประเพณีของตนเป็นหลัก เพราะประเพณีของท้องถิ่นย่อมมีความศักดิ์สิทธิ์อยู่ในตัวเอง ประเพณียิ่งเก่าแก่ยิ่งมีความศักดิ์สิทธิ์ จึงควรรักษาไว้คู่บ้านคู่เมือง ผู้ย้ายมาจากถิ่นอื่นก็ควรทิ้งประเพณีของถิ่นเดิม และยอมรับประเพณีของถิ่นใหม่ ทั้งนี้เพื่อความสงบสุขในสังคม นักปรัชญาที่เชื่อตามแนวคิดนี้ อาทิ ดูร์คายม์ (Emile Durkheim, 1880-1917) เชื่อว่า มาตรการจริยะเกิดจากการเห็นชอบร่วมกันของสมาชิกในแต่ละสังคม ความรู้สึกชอบส่วนตัวไม่สามารถเป็นมาตรการจริยะได้ เพราะถ้าสมาชิกอื่น ๆ ในสังคมไม่เห็นด้วย ตัวเองฝืนทำไปก็คงไม่สบายใจและอาจจะถูกลงโทษ จึงถือเป็นมาตรการจริยะจริง ๆ ไม่ได้ และเอดเวิร์ด เวสเทอร์มาร์ค (Edward Westermark, 1862-1939) ชาวอังกฤษ ได้อ้างประสบการณ์ว่า สาเหตุที่ทำให้เกิดมาตรการจริยะขึ้นในแต่ละวัฒนธรรมก็คือ บังเอิญมีเหตุการณ์เกิดขึ้นอันทำให้คนจำนวนมากเกิดอารมณ์สะเทือนใจขึ้นทั่วไป จึงเกิดความรู้สึกพร้อมใจกันโดยอัตโนมัติที่จะกำหนดมาตรการจริยะ ซึ่งเชื่อกันในหมู่คณะนั้นว่าสามารถป้องกันมิให้เหตุการณ์อันไม่พึงประสงค์นั้นเกิดขึ้นซ้ำอีก อีกทั้ง คาร์ล มานฮายม์ (Kart mannheim) รื้อฟื้นความคิดของ     เธรอซีมเมอเคิสขึ้นมา ตีความใหม่ว่า มาตรการจริยะของชุมชนใดชุมชนหนึ่งก็คือ อุดมคติของผู้มีอำนาจโดยเล็งเห็นว่าจะเป็นประโยชน์แก่ชุมชนนั้น ๆ ดังนั้นมาตรการจริยะของสังคมเดียวกันก็อาจจะเปลี่ยนแปลงไปได้ตามความเหมาะสมของเหตุการณ์ที่บันดาลใจให้ผู้มีอำนาจคิดเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุการณ์

                    2) ลัทธิอัตถิภาวนิยม แนวคิดนักปรัชญาในกลุ่มนี้ได้ให้หลักคิดที่เป็นบทบัญญัติ 3 ข้อของอัตถิภาวะโดยตนเอง คือ 1) กล้าเผชิญปัญา 2) กล้าประเมินวิธีปฏิบัติ 3) กล้าลงมือทำการด้วยความรับผิดชอบ ซึ่งเป็นการกระทำของมนุษย์

                   3) ลัทธิภาษาวิเคราะห์ แนวคิดปรัชญาที่วิทเกินชทายน์ (Ludwig Wittgenstein)   เป็นการวิเคราะห์ความหมายของภาษา มี 4 กลุ่มทฤษฎี คือ 1) ทฤษฎีอ้างอิง (Referential Theory) ทฤษฎีอ้างอิงอ้างว่าความหมายของภาษา คือสิ่งที่หน่วยภาษานั้นบ่งถึง หน่วยภาษาอาจจะเป็นคำ ประโยค หรือข้อความก็ได้ ที่มีความหมายอย่างใดอย่างหนึ่งตามความต้องการของผู้พูด 2) ทฤษฎีพิสูจน์ (Verificational Theory) เป็นทฤษฎีของสำนักปฏิฐานนิยมเชิงตรรกะ (logical positivism) ซึ่งมีกำเนิดมาจากชมรมเวียนนา (Vienne Circle) 3) ทฤษฎีจิตวิทยา (Psychological Theory) นักปรัชญาภาษาที่ถือทฤษฎีนี้ว่า ความหมายคือความพร้อมของภาษาที่จะก่อให้เกิดกระบวนการทางจิตวิทยา (disposition to cause psychological processes) กระบวนการดังกล่าวอาจจะเกิดขึ้นในตัวผู้สื่อสาร หรือในตัวผู้รับการสื่อสารก็ได้ ภาษาจึงมี 2 ความหมายคือ ความหมายของผู้สื่อสารหรือผู้ใช้ภาษา และความหมายของผู้รับการสื่อสารหรือผู้รับรู้ภาษา 4) ทฤษฎีเครื่องมือ (Tool Theory) ทฤษฎีนี้เสนอว่า ความหมายคือ เครื่องมือสื่อสาร ภาษาจะมีความหมายก็โดยเป็นเครื่องมือสื่อสารและจะมีความหมายอย่างไรนั้นก็แล้วแต่ว่าจะใช้สื่อสารในเรื่องใด

                    4) ปรัชญาแห่งการเสวนา เป็นปรัชญาประยุกต์ที่เน้นแนวคิดการเปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการดำเนินการด้วยการร่วมกันพูดคุยหรือเสวนา (dialogue) โดยพูดคุยกันเพื่อให้แต่ละคนได้แจงแจกความคิดเห็นของตนเอง และได้พิจารณาความเหมือนและความแตกต่างระหว่างความคิดของตนเองและผู้อื่น  อันเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน  ซึ่งแต่ละคนจะสร้างระบบเครือข่ายการรู้ของตนเองขึ้นมาเมื่อมีการรู้เชิงเหตุผลและสามารถเชื่อมโยงกันเป็นระบบทำให้เกิดเป็นความจำของแต่ละคนในเรื่องนั้น ๆ ต่างคนต่างก็มีความคิดเห็นเป็นของตนเอง  โลกภายนอกมีระบบเครือข่ายหรือไม่ ก็มีความเชื่อว่าน่าจะมีระบบของมัน เรารู้ได้เพียงส่วนหนึ่งและต้องหาความรู้ใหม่เรื่อยไป เพราะโลกภายนอกพัฒนาไปเรื่อย ๆ  ตัวเราเชื่อในระบบเครือข่ายการรู้ของเรา เราก็ควรเคารพระบบเครือข่ายการรู้ของผู้อื่นด้วย โดยเชื่อในจุดที่เหมือนกันซึ่งเป็นการแสวงหาจุดร่วม สงวนจุดต่าง เพราะถือว่าจุดต่างเป็นพรสวรรค์ของแต่ละบุคคล ทั้งนี้ก็เพราะความเชื่อในลักษณะเช่นนี้เป็นไปเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตและสร้างประโยชน์ให้แก่สังคม

สรุป ทุกกลุ่มที่มีทรรศนะที่เชื่อว่า ความประพฤติดีนั้นมีจริงตามที่นำมาอ้างไว้นี้ได้ใช้เหตุผลยืนยันว่า ความดีเป็นเรื่อง ความประพฤติของมนุษย์ และความประพฤติดังกล่าวที่ใช้เป็นคำอธิบายโดยเหตุผลที่ยกมาอ้างนั้นไม่เกี่ยวข้องกับความงามที่เป็นความสุนทรียะทางจิตใจของมนุษย์  และมีทรรศนะว่าความงามเป็นการประเมินเชิงคุณค่าอีกรูปแบบหนึ่งที่แตกต่างไปจากความประพฤติจึงไม่ได้นำมากล่าวไว้  ดังนั้นเกณฑ์ที่ใช้ติดสินในเรื่อง ความดีและความงาม ควรแยกออกจากกันให้ชัดเจน  ทั้งนี้ เพื่อเป็นการชี้ชัดว่า แง่มุมที่แตกต่างในเรื่องที่แตกต่างจึงไม่ควรนำมารวมกันและใช้เป็นเกณฑ์ตัดสิน เพราะขาดความชัดเจนในเชิงเหตุผล

 

อ้างอิง : รวิช ตาแก้ว. (2557). ความดีงาม. วิทยานิพนธ์ดุษฎีบัณฑิต. กรุงเทพฯ, มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา.

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s