การเรียนรู้ความงาม

ravich01
ดร.รวิช ตาแก้ว

การเรียนรู้ทางความงามเป็นการเรียนรู้ที่ไม่จำเป็นต้องใช้ทักษะความเข้าใจทางด้านภาษาหรือทางด้านการเขียน แต่เป็นความเข้าใจความงามจากการเห็นรูปลักษณะของเส้น สี แสงและเงา(น้ำหนักแสงเงา) พื้นผิวในธรรมชาติ ซึ่งสามารถพบเห็นได้จากรูปร่างและรูปทรงตามธรรมชาติ จากนั้นจึงถ่ายทอดผลจากการเห็นนั้นโดยใช้วัสดุและเทคนิคในการสร้างงานศิลปะเพื่อสื่อสารตามแนวคิดของศิลปะแบบสากล

ด้วยแนวทางการถ่ายทอด 3 รูปแบบ คือ รูปแบบที่เลียนแบบธรรมชาติ รูปแบบที่เน้นรูปร่างและรูปทรง และรูปแบบที่เน้นอารมณ์ในการถ่ายทอด กระบวนการถ่ายทอดนั้นพยายามสร้างสรรค์ให้เกิดเป็นความงามตามที่ได้จากการรับรู้ที่สัมผัสได้โดยตรงนำไปสู่ประสบการณ์ของความรู้สึกของผู้สร้างผลงานที่มีต่อความเป็นจริงที่ปรากฏอยู่ในธรรมชาติเป็นหลัก

แนวคิดการสร้างสรรค์และการวิจารณ์เพื่อหาคุณค่าของผลงานศิลปะ จึงยึดเอาสาระความเป็นจริงที่ปรากฏเป็นรูปร่าง รูปทรง แสงเงา(สี) หรือปรากฏเป็นเรื่องราวธรรมดาของปุถุชนที่ผ่านการรับรู้โดยตรงเข้าสู่ตัวผู้สร้างหรือผู้เสพย์ว่า รูปแบบการถ่ายทอด สุนทรียศาสตร์แบบตรง ซึ่งเป็นรูปแบบสุนทรียะที่ให้ค่าความดื่มด่ำทางจิตใจที่กระทบต่อผู้สร้างและผู้เสพย์ได้โดยตรง

สำหรับการเรียนรู้ความงามของศิลปะไทยนั้นเป็นการเรียนรู้ความงามที่เกิดขึ้นจากรูปแบบที่ได้กำหนดขึ้นตามขนบธรรมเนียม ซึ่งเป็นรูปแบบความงามตามความคิดและความเชื่อตามขนบธรรมเนียมและประเพณีที่ได้รับการสืบทอดต่อ ๆ กันมา โดยการใช้เส้น  สี  รูปร่าง รูปทรง ซึ่งเป็นความงามตามอุดมคติของสังคมไทยที่ได้รับการสืบทอดต่อ ๆ กันมา

ความงามตามอุดมคติของสังคมไทยเป็นแนวคิดเชิงความงามแบบทางอ้อมเกิดจากแนวคิดเชิงเหตุผลของพราหมณ์และวัฒนธรรมทางจิตวิญญาณของพุทธที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว โดยกำหนดเป็นรูปแบบในการแสดงออกอย่างชัดเจนตามความเชื่อ

แนวคิดเชิงเหตุผลของพราหมณ์จากแนวคิดของอุปนิษัทที่บันทึก จำแนกไว้นับพันปีแล้ว และเป็นทรรศนะที่แตกต่างไปจากแนวคิดตะวันตก โดยสรุป กล่าวว่า คุณค่าของสิ่งที่เกิดจากการสัมผัส เรียกว่า ระสา หรือรส ดังนั้น ทฤษฎีรส จะครอบคลุมคุณค่าลักษณะที่มาจาก รูป รส กลิ่น เสียง ด้วยการสัมผัสผ่านตา จมูก ลิ้น กายและใจ  รสจึงเกิดจากปรุงแต่งให้เกิดคุณค่า  ถ้าไม่กลั่นกรอง  เรียกว่า สุนทรียศาสตร์เชิงรส ซึ่งเกิดจากปรากฏการณ์ที่เป็นจริง  ถูกดัดแปลงให้เป็นสัญลักษณ์โดยผ่านจินตนาการหรือผสมผสานกันเป็นคุณค่ารสที่งดงาม ผ่านความสำนึกสู่ความปิติซาบซ่านของจิตในจุดที่เรียกว่า ความงามกับจริยธรรมผสมผสานกัน นี้คือ มุมมองของวัฒนธรรมทางจิตวิญญาณตะวันออก

แต่เบื้องหลังของวัฒนธรรมทางจิตวิญญาณที่เป็นจิตวิญญาณของตะวันออก คือ การเรียนรู้ผ่านกระบวนการของโยคะสมาธิ ตามลำดับโดยทั่วไป เรียกว่า “ฌาน”  เพื่อให้จิตได้ล่วงรู้สภาวธรรมของจิต และเกิดเป็นสุนทรียศาสตร์ที่เกิดจากสมาธิ เรียกว่า วิถีทางของสุนทรียญาณ จะเกิดเป็นนิมิตเฉพาะรูปและนาม ซึ่งเป็นความหมายเชิงสัญลักษณ์  ดังเช่นเรื่อง รามายณะ

ด้วยเหตุนี้ รูปแบบการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะของตะวันออก ที่แสดงออกด้วยเนื้อหาเป็นเพียงรูปและนามผสมผสานเป็นสัญลักษณ์บนพื้นระนาบ ไม่แสดงแสง เงา บรรยากาศและมิติที่ถูกต้องตามความเป็นจริงของธรรมชาติมาแสดงรูปแบบลักษณะเช่นนี้คือ แบบอย่างการสร้างสรรค์ของศิลปะตะวันออก

อีกวัฒนธรรมหนึ่ง คือ วัฒนธรรมทางจิตวิญญาณของพุทธ  ระยะแรกเรียนรู้ด้วยวิธีการโยคะสมาธิจากพราหมณ์  แต่เมื่อพระพุทธองค์ทรงมองย้อนกลับไปยังเบื้องหลังของวิธีการ จึงปฏิเสธ เพราะเมื่อปฏิบัติถึงสุดทางแล้วพบแต่ความว่างเปล่า เมื่อออกจากฌานสู่สภาวธรรมที่แท้จริงของความเป็นโลก จิตยังกระทบอยู่กับกิเลส    ณ จุดนี้ พระพุทธองค์ทรงพบว่า สภาวธรรมที่แท้จริงของโลกที่รู้ได้ คือ โลกของผัสสะทั้งหกกับสรรพสิ่งที่มากระทบเท่านั้น  หากปฏิบัติแนวเดิมจะไม่หลุดพ้นไปจากวิถีทางที่พระองค์ทรงแสวงหา จึงกลับมาพิจารณาใหม่โดยใช้ศีลเป็นตัวควบคุม โดยกำหนดผ่านสมาธิ เพื่อรู้ความจริงเชิงปัญญาโดยใช้สติเป็นเกณฑ์ พบว่าผัสสะทั้งหมดไม่มีตัวตน พบความไม่เที่ยง พบความเปลี่ยนแปลง สภาวะนี้คือ สภาวธรรมที่แท้จริงของโลก คือ สภาวะของวัฏฏะที่เกิดจากเหตุสู่ผลที่ต่อเนื่องกัน นี้คือ ความแตกต่างในการมองโลกของพราหมณ์กับพุทธ ซึ่งเป็นอีกส่วนหนึ่งจากสภาวธรรม ดังกล่าว

ทฤษฎีการรับรู้ของพุทธศาสนา คือ การรับรู้จากความรู้สึกบริสุทธิ์ที่เกิดจากความรู้สึกทางจิต แปรเข้าสู่พุทธิปัญญา เพื่อปลุกเร้าความจำให้สร้างภาพลักษณ์ทางสมองขึ้นมาแทน  จากความรู้นี้ สิ่งที่ปรากฎคือ ความจริงเป็นเพียงรูปและนาม และเป็นเพียงการรู้จากจุดหนึ่งไปสู่อีกจุดหนึ่งเท่านั้น

กระบวนการสร้างสรรค์จึงยึดเอาเพียงนามและรูปที่ผ่านการสังเคราะห์โดยตรงจากการคิด ภาพลักษณ์นามธรรมจึงเป็นความคิดเชิงจินตนาการมากกว่าเกิดจากการรับรู้โดยตรงจากการเห็น   แหล่งความคิด จินตนาการ จึงเกิดจากพลังของศรัทธา หรือผสมผสานกันเป็นรูปร่าง รูปทรงเชิงการคิดผ่านสัญลักษณ์  รูปแบบที่แสดงนี้เป็นสุนทรียศาสตร์แบบอ้อม เรียกว่า สุนทรียปัญญา  ซึ่งเป็นค่าของความดีที่ตอบสนองต่อจิต รูปแบบที่แสดงออกจึงเป็นรูปแบบเชิงสัญลักษณ์

อ้างอิง

รวิช ตาแก้ว. (2557). ความดีงาม. วิทยานิพนธ์ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต. กรุงเทพ: มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา.

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s