สุนทรียสนทนา

สุนทรียสนทนาเป็นปรัชญาตามแนวคิด philosophy of dialogue ซึ่งเป็นแนวคิดของนักปรัชญาชาวยิวสัญชาติออสเตรียชื่อมาร์ติน บูเบอร์ (Martin Buber) ซึ่งได้เขียนไว้ในหนังสือ I and Thou (1923) โดยมีมโนคติหลักว่า พื้นฐานสารัตถะความเป็นมนุษย์นั้นถูกมองด้วยลัทธิเหตุผลนิยมเชิงวิทยาศาสตร์ (scientific rationalism) แต่กรอบความคิดเชิงปรัชญาระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ (man with man) นั้นจะต้องใช้สุนทรียสนทนาเพื่อสร้างให้เกิดพื้นที่ระหว่างมนุษย์ (sphere of between)

สุนทรียสนทนาเป็นบทสนทนาซึ่งกันและกันระหว่างสิ่งเป็นอยู่ (entity) สองคนหรือมากกว่า  สุนทรียบทสนทนาเป็นรูปแบบของการสื่อสารที่มีความหมายแฝงทางวาจา ในขณะที่การติดต่อสื่อสารสามารถแลกเปลี่ยนความคิดและข้อมูลโดยสัญญะที่ไม่ใช่คำพูด พฤติกรรม ในฐานะเป็นนิรุกติศาสตร์ สุนทรียบทสนทนายังเป็นการใช้ภาษา แต่ก็ถูกแยกออกจากวิธีการสื่อสารอื่น ๆ เช่น การอภิปรายและการโต้วาที ในขณะที่การอภิปรายถือว่าเป็นการเผชิญหน้า สุนทรียสนทนากลับเน้นการฟังและทำความเข้าใจ เป็นลักษณะธรรมชาติในการสนทนาที่แท้จริงของมนุษย์และเกี่ยวข้องกับสำนึกทางศาสนา ความทันสมัย มโนทรรศน์ จริยธรรมการศึกษา จิตวิญญาณและการตีความ เนื่องจากสุนทรียสนทนาคือรูปแบบพื้นฐานของการสื่อสารและการปฏิสัมพันธ์ของข้อความจำนวนมาก

เพลโตช่วยทำให้รูปแบบบทสนทนาง่ายขึ้นและลดทอนลงเพื่อให้เป็นบทสนทนาที่เน้นการถกเถียงกันอย่างบริสุทธิ์ ในขณะที่เหลือองค์ประกอบที่แสดงความน่าขบขันเอาไว้ผ่านการวาดภาพตัวละคร เพลโตเริ่มเขียนบทสนทนาในปี ก.ค.ศ. 405 และในปี ก.ค.ศ. 399 เขาได้พัฒนาการใช้บทสนทนาโดยเฉพาะอย่างยิ่งในวัฏเรื่องราวที่ได้รับแรงบันดาลใจโดยตรงจากการตายของโสเครติส งานปรัชญาทั้งหมดของเขายกเว้นเรื่อง “การขอโทษ” ต่างก็ใช้รูปแบบนี้ เพลโตใช้บทสนทนาเป็นเครื่องมืออย่างน่าชื่นชม และทุกวันนี้มันก็ยังคงเป็นรูปแบบที่โดดเด่นอย่างยิ่ง ต่อมาอริสโตเติลได้ขยายบทสนทนาทางปรัชญาให้มีรูปแบบแตกต่างกันจำนวนมาก และมีการเรียนการสอนกันในยุคเฮเลนนิกจนถึงคริสต์ศตวรรษที่ 19 นักปรัชญาหลายท่านได้แต่งผลงานเป็นบทสนทนาเพื่อให้เข้าใจง่าย

บทสนทนานั้นเป็นความพยายามที่จะเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องในฐานะผู้ให้และผู้รับของแต่ละคนในขณะเดียวกันเพื่อให้เกิดการสนทนา (conversation) ที่ชาญฉลาดและเพิ่มพูนปัญญา ทั้งนี้จะเกิดในส่วนของการเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยทั้งสิ่งที่ชัดแจ้ง (explicit) และ ส่วนที่อยู่ภายในใจ (implicit) ทั้งนี้การสนทนาด้วยหลักสุนทรียสนทนาจะนำไปสู่การแก้ไขความไม่เห็นด้วย (disagreement) โดยการชี้แจงให้เห็นข้อเชื่อของอีกฝ่ายและทำให้ข้อขัดแย้งนั้นไม่อาจถูกใช้เป็นสมมติฐานในฐานความคิดได้อีกต่อไป และการสนทนานำไปสู่สมมติฐานใหม่ที่น่าจะช่วยให้การคิดดำเนินต่อไปได้

มาร์ติน บูเบอร์ ได้กำหนดให้สุนทรียสนทนาเป็นจุดศูนย์กลางของปรัชญาด้วยเห็นว่าสุนทรียสนทนาเป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพในการสื่อสารอย่างต่อเนื่องไม่ใช่เพียงแต่เป็นความพยายามที่จะนำไปสู่ข้อสรุปของบางมุมมองเท่านั้น บูเบอร์จึงได้เสนอไว้ว่าสารัตถะของมนุษย์นั้นมี 2 อย่างคือ ฉันต่อมัน  (I toward IT )และ ฉันต่อสิ่งนั้น (I toward THOU) นั่นคือ เรามีประสบการณ์อย่างไรต่อวัตถุ (object) และชีวิตของมนุษย์มุ่งค้นหาความหมายในความสัมพันธ์กับสิ่งต่างๆ ซึ่งนำมนุษย์ไปสู่ความสัมพันธ์กับพระเจ้าผู้เป็น สิ่งนั้นที่นิรันดร์ (Eternal Thou)

บูเบอร์ชี้ว่าความสัมพันธ์แบบฉันต่อมัน (I-It) เป็นความสัมพันธ์ของมนุษย์ต่อสิ่งอื่นเป็นสิ่งๆ ไป เป็นคนๆ หรือชิ้นๆ ไป (discrete object) ซึ่งมนุษย์แต่ละคนก็มีแตกต่างกัน และมนุษย์คนหนึ่งๆ เองก็มีต่อสิ่งต่างๆ แตกต่างกันด้วย ในขณะที่ความสัมพันธ์แบบฉันต่อสิ่งนั้น (I-Thou) นั้น ไม่ใช่ฉันเดียวกันกับฉันใน (I-It) แต่เป็นฉันที่เป็นจิตวิญญาณ (spirit) และจิตคิด (mind) ที่เกิดเป็นความรู้สึกหรือมโนทรรศน์ต่อความสัมพันธ์กับสิ่งที่รับรู้ผ่านผัสสะ สิ่งที่รับรู้นั้นมีผลโดยกึ่งอัตโนมัติต่อความคิดหรือจิตใจของมนุษย์ และนำไปสู่ความรู้สึกเชิงบวกหรือลบต่อสิ่งนั้น เช่น ความรัก เป็นความสัมพันธ์ใน I-Thou ไม่ใช่ I-It เพราะเป็นความสัมพันธ์ระหว่าง subject-subject ไม่ใช่ subject-object ซึ่งเรามีต่อวัตถุอื่น ดังนั้น ความสัมพันธ์ I-Thou ที่สูงสุดก็คือ ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับพระเจ้านั่นเอง

เมื่อพิจารณาสุนทรียสนทนาด้วยปรัชญากระบวนทรรศน์  (กีรติ บุญเจือ, 2546) ย่อมมองบทบาท ของสุนทรียสนทนาในแต่ละมุมมองความคิดได้ดังนี้

  • กระบวนทรรศน์ดึกดำบรรพ์ (primitive paradigm) มองทุกอย่างว่ามาจากน้ำพระทัยของอำนาจลึกลับหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์เบื้องบน การสนทนา (dialogue) เป็นบทสนทนาของเบื้องบนกับมนุษย์ผู้ได้รับเลือกเท่านั้น เพราะปกติเบื้องบนมีอำนาจจึงสั่งการแต่เพียงอย่างเดียว ใครได้รับเมตตาจากเบื้องบนจึงจะได้สนทนากับเบื้องบน และมีแต่ทำตามเบื้องบนจึงจะได้ผลตอบแทนชีวิตที่ดี มนุษย์ย่อมไม่อาจกระทำสุนทรียสนทนาได้
  • กระบวนทรรศน์โบราณ (ancient paradigm) มองทุกอย่างว่ามาจากกฎเกณฑ์ตายตัว หรือต้องดำเนินการตามระบบเครือข่ายของเจ้า การทำสุนทรียสนทนาจึงต้องพิจารณาว่าทำตามกรอบของเจ้าสำนักใด หากทำเองได้ดีก็ตั้งตัวเป็นเจ้าสำนักใหม่ได้ สุนทรียสนทนาเป็นเทคนิควิธีที่เรียนรู้ได้ กำหนดหลักการและกฎเกณฑ์เพิ่มเติมได้ ส่วนลูกศิษย์ก็รับแนวทางไปปฏิบัติตามอย่างพร้อมใจ ไม่ต้องคิดอะไรมาก
  • กระบวนทรรศน์ยุคกลาง (medieval paradigm) มองทุกอย่างว่าเป็นทางไปสู่โลกหน้า สุนทรียสนทนาเป็นวิธีการที่ทำให้เราฝึกฝนตนเอง เข้าใจสิ่งสร้างต่างๆ ตามที่ศาสนาสอนไว้ แล้วเราทำได้ดี ทำได้ในชีวิตประจำวัน ก็จะถือว่าเราทำดี ได้บุญ และเป็นทางไปสู่โลกหน้าที่ดีได้
  •  กระบวนทรรศน์นวยุค (modern paradigm) มองทุกอย่างว่าเป็นระบบเครือข่ายตามเกณฑ์วิทยาศาสตร์ ทุกอย่างที่เป็นความจริงต้องสามารถพิสูจน์ได้ในระบบเครือข่ายทางวิทยาศาสตร์  ย่อมมองสุนทรียสนทนาเป็นหลักการและกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน มีประสิทธิภาพ และประสิทธิผล ผู้ปฏิบัติย่อมพยายามศึกษาและเขียนออกมาเป็นหนังสือ เป็นระเบียบปฏิบัติ หรือกำหนดกฎเกณฑ์ต่างๆ ให้ชัดเจน รวมไปถึงพยายามนำเสนอในฐานะตนเองเป็นผู้รู้ และต้องการขยายผลด้วยการให้ใช้สุนทรียสนทนาเป็นหลักการในทุกๆ สาขาวิชา ทุกกิจกรรมและหากเป็นไปได้ควรมีตัวชี้วัดด้วยก็จะยิ่งแสดงว่าสุนทรียสนทนาเป็นหลักการที่เป็นสากลอย่างแท้จริง
  • กระบวนทรรศน์หลังนวยุค (postmodern paradigm) มองทุกอย่างด้วยวิจารญาณ เขาย่อมพยายามตีความและหาความหมายของสุนทรียสนทนาผ่านการวิเคราะห์ ประเมินค่า และประยุกต์ใช้ให้ตรงกับบริบทของมนุษย์ในแต่ละพื้นที่ แต่ละสังคม แต่ละวัฒนธรรม  เพื่อเปิดโอกาสให้แก่มนุษย์ทุกคนมีโอกาสที่จะสร้างโครงสร้างใยข่ายความรู้ในสมองตนเองเพื่อประโยชน์ในการช่วยจำและเข้าใจต่อสิ่งต่างๆ ที่ตนเองรับรู้และสามารถพัฒนาสติปัญญาตัวเองได้ด้วยการฟัง การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้อื่น
    •  กระบวนทรรศน์หลังนวยุคสุดขั้ว (extreme postmodern) สุนทรียสนทนาถูกใช้เพื่อขจัดอำนาจที่มีอยู่ในผู้เข้าร่วมวงสุนทรียสนทนาเพื่อเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้มีพื้นที่แสดงความคิดเห็นอย่างเสรี
    •  กระบวนทรรศน์หลังนวยุคสายกลาง (moderate postmodern) ได้เข้ามาปรับกระแสให้เห็นคุณค่าของสุนทรียสนทนาตามกระบวนทรรศน์หลังนวยุค เปิดโอกาสให้สามารถพัฒนาเทคนิค ลูกเล่นต่างๆ เพิ่มขึ้นได้ โดยผสมผสาน บูรณาการกับวัฒนธรรมต่างๆ ของแต่ละท้องถิ่น และใช้เพื่อเพิ่มความเข้าใจระหว่างกันให้มากยิ่งขึ้น

สุนทรียสนทนาสะท้อนความเป็นปรัชญาทั้งในระดับอันตวิทยาว่าเป็นจุดศูนย์กลางของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์และมนุษย์กับสิ่งอื่น แสดงอภิปรัชญาและญาณปรัชญาที่สามารถตีความได้ตามปรัชญากระบวนทรรศน์ซึ่งมนุษยชาติต่างมีร่วมกัน ดังนั้น การเรียนรู้สุนทรียสนทนาจะต้องเรียนรู้พื้นฐานปรัชญาเพื่อทำความเข้าใจมโนคติที่ชัดเจน และจะนำไปสู่การมองเห็นคุณค่าของสุนทรียสนทนาที่แท้จริง ทำให้การนำไปปฏิบัติใช้นั้นเกิดการประยุกต์ได้อย่างหลากหลายต่อไป

อ้างอิง

สิริกร อมฤตวาริน, เอนก สุวรรณบัณฑิต. (2560). สุนทรียสนทนา: เครื่องมือของกระบวนทรรศน์หลังนวยุคสายกลาง. (รายงานผลการวิจัย), กรุงเทพ: มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา.

Buber, M. (2000).  I and You. Trans by Smith, RG. London, Scribner classics.

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s