วิพากษ์การพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างหลังนวยุค

 

chaidej01
พ.อ. ไชยเดช แก่นแก้ว

บทวิพากษ์นี้เป็นการเสนอแนวคิดของฝ่ายตรงข้ามเพื่อเปิดพื้นที่สำหรับการแสดงเหตุผลของฝ่ายปรัชญาหลังนวยุคสายกลางได้

การที่มนุษย์ได้พัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักปรัชญากระบวนทรรศน์หลังนวยุคสายกลางไม่เป็นความสุขแท้

การให้เหตุผลเช่นนี้เน้นการวิพากษ์ระบบปรับปรุงให้ดีขึ้น แต่ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นความขัดแย้ง และรุนแรง เหตุผลนี้ดูน่าเชื่อถือเพราะที่ผ่านมา กระบวนทรรศน์นวยุคเองก็ใช้กระบวนการดังกล่าวนี้เป็นข้ออ้างในเชิงวาทกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วาทกรรมการพัฒนา หรือ การพัฒนาในฐานะที่เป็นวาทกรรม (Development as Discourse) (Marc DuBois, 1991, p. 1) สิ่งที่เป็นวาทกรรมมันไม่ได้เปิดเผยความจริง เป็นเพียงมายาคติ เป็นเพียงโฆษณาชวนเชื่อของผู้ที่มีอำนาจทางการเมืองเท่านั้น ผู้ที่ศึกษาและนำเสนอแนวคิดนี้ก็คือ ฟูโกต์ (Foucault) นักปรัชญาหลังนวยุคสายรื้อถอนนิยม (deconstructionism) ชาวฝรั่งเศส ฟูโกต์มิได้สนใจศึกษาความจริง (truth) จากการวิเคราะห์คำว่าพัฒนา แต่สนใจศึกษากฎเกณฑ์ที่เป็นตัวกำหนด สร้างความหมาย และการเป็นไปได้ในการพูดถึง “ความจริง” ดังนั้น เขาจึงสนใจศึกษาวาทกรรมว่าด้วยความจริง (a discourse of truth) มากกว่า (Michel Foucault, 1980, pp. 131-133) การศึกษาของเขาจึงมีลักษณะสวนทางกับการศึกษาความจริงและความเป็นจริงในรูปแบบของกระบวนทรรศน์ยุคโบราณ เพราะสำหรับฟูโกต์แล้วสิ่งที่เรียกว่าความจริงมิใช่ข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์แต่อย่างใด แต่คือกฎเกณฑ์ชุดหนึ่งที่เป็นตัวกำกับว่าอะไรจริง/ไม่จริง

ฟูโกต์กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า “ความจริงจะต้องถูกเข้าใจในฐานะที่เป็นระบบของกฎเกณฑ์/กระบวนการแบบหนึ่ง ที่ทำหน้าที่ผลิต กำกับ แจกจ่าย เผยแพร่ และกำหนดการทำงานของบรรดาถ้อยแถลงต่างๆ” (Michel Foucault, 1980, p. 133) ตัวอย่างเช่น ความจริงของวิทยาศาสตร์ ของวิธีการหาความรู้แบบวิทยาศาสตร์ มิใช่อยู่ที่ความสามารถในการสกัด ค้นหา หรือค้นพบสิ่งที่เรียกว่า “ความจริง” แต่อย่างใด แต่อยู่ที่การสร้างกฎเกณฑ์ชุดหนึ่งขึ้นมา เพื่อกำหนด/กำกับว่าอะไรคือความจริงแบบวิทยาศาสตร์เท่านั้น แต่กฎเกณฑ์เหล่านี้ในตัวของมันเองมิใช่เป็นเรื่องวิทยาศาสตร์หรือธรรมชาติล้วนๆ แต่เป็นการสร้างขึ้นมาของนักวิทยาศาสตร์ จึงมีเรื่องของอำนาจและความรุนแรงเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างมากด้วย และกฎเกณฑ์เหล่านี้เองที่สร้าง “ระบบว่าด้วยความจริง” (a regime of truth)
การที่กระบวนทรรศน์หลังนวยุคสายกลางได้เน้นถึงการพัฒนาคุณภาพชีวิต การพัฒนาดังกล่าวดูเหมือนว่าเป็นการให้เหตุผลเพื่อให้เกิดการปรับปรุงให้ดีขึ้น แต่ในความเป็นจริง เป็นเพียงการเดินซ้ำรอยเดิมของปรัชญากระบวนทรรศน์นวยุคที่เคยโฆษณาชวนเชื่อเรื่องการพัฒนาคุณภาพชีวิตมาแล้วในอดีต ในช่วงเวลานั้น กระบวนทรรศน์นวยุคได้เคยโฆษณาไปถึงจุดที่ว่า เมื่อวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบความจริง การประดิษฐ์นวัตกรรมและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีจะเกิดอย่างรวดเร็วจนเป็นที่หวังกันว่าวิทยาศาสตร์จะแก้ปัญหาทุกอย่างของมนุษย์ได้ วิทยาศาสตร์อาจจะรักษาโรคได้ทุกชนิด วิทยาศาสตร์อาจจะขจัดความตายและชราภาพ มนุษย์ทุกคนจะเป็นหนุ่มเป็นสาวตลอดกาล โดยไม่ต้องกลัวความเจ็บป่วย ชรา มรณะ (John Stuart Mill, 1967, pp. 400-401) แต่สุดท้ายก็เป็นได้แค่ “วาทกรรมการพัฒนา” เพราะความรู้วิทยาศาสตร์ไม่ได้ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตได้จริง พลังความรู้ทางวิทยาศาสตร์เป็นไปเพื่อการทำลายเท่านั้นเมื่อมันตกอยู่ในมือของผู้มีอำนาจแต่ไร้จริยธรรม
เมื่อกระบวนทรรศน์หลังนวยุคสายกลางมีนโยบายเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตเช่นนี้จึงไม่อาจหวังความจริงที่ตรงกับความเป็นจริงได้ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นมาแล้วในอดีตคือหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ยืนยันว่ากระบวนทรรศน์หลังนวยุคสายกลางไม่สามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตได้จริง สิ่งที่ทำได้ดีที่สุดก็แค่วิพากษ์ระบบของนวยุคเพื่อการปรับปรุงให้ดีขึ้นเท่านั้น ซึ่งก็ไม่ต่างกับกระบวนทรรศน์อื่นๆ ที่ผ่านมาที่เน้นการวิพากษ์โดยยกตนข่มท่านไปเรื่อยๆ เช่นนี้
การพัฒนาคุณภาพชีวิตของกระบวนทรรศน์หลังนวยุคสายกลาง หากจะกล่าวอย่างถึงที่สุดแล้ว เป็นแค่กระบวนการสร้างความเป็นเจ้าของวาทกรรม “การพัฒนาคุณภาพชีวิต” เท่านั้น ซึ่งประกอบไปด้วยสาระสำคัญ 2 ประการดังต่อนี้
ประการแรก ได้แก่ เทคนิค/กระบวนการการจัดระเบียบ (individualizing/disciplining techniques) เพื่อกำกับการพูดถึง/เขียนถึง/ขบคิดถึง/วิเคราะห์ ฯลฯ สิ่งที่เรียกว่า การพัฒนาคุณภาพชีวิต มันคือภาพลวงใหม่ของวาทกรรมการพัฒนา เหมือนกับ การพัฒนาในรูปแบบวาทกรรมการพัฒนาของนวยุคนิยม (Artoro Escobar, 1985, pp. 387-390) ในขณะที่กระบวนทรรศน์หลังนวยุคสายสุดขั้วได้ต่อต้านแนวคิดนวยุคในเรื่องของเทคนิค/กระบวนการในการจัดระเบียบที่ทำให้เรื่องการพัฒนากลายเป็น “ความรู้” และ “ความจริง” ผ่านกลยุทธ์ในการจัดระเบียบต่างๆ เช่น การทำให้กลายเป็น “แขนงวิชา” (discipline) เพื่อการเรียนการสอนในรูปแบบ “การศึกษาการพัฒนา” (development studies) กระบวนทรรศน์หลังนวยุคสายกลางกลับทำการประนีประนอมกระบวนทรรศน์นวยุคกับกระบวนทรรศน์หลังนวยุคสายสุดขั้วเข้าด้วยกัน แล้วหยิบยกเรื่องการพัฒนาคุณภาพชีวิตมาต่อยอดวาทกรรมอีกครั้ง ผลที่เกิดขึ้นก็คือ ใครที่ยึดแนวทางกระบวนทรรศน์นวยุคกับกระบวนทรรศน์หลังนวยุคสายสุดขั้วก็จะกลายเป็นพวก “ด้อยพัฒนา” เพราะคำว่าการพัฒนาได้ถูกผูกขาดเอาไว้ในกระบวนทรรศน์หลังนวยุคสายกลางเท่านั้น เป็นการสร้างความยึดมั่นถือมั่นครั้งใหม่ให้เกิดขึ้น เป็นการผลิตซ้ำวาทกรรมการพัฒนาให้ผู้ที่ถือกระบวนทรรศน์ดังกล่าวดูเหมือนว่าเป็นผู้ที่เหนือกว่าคนกระบวนทรรศน์อื่นๆ จึงเป็นเทคนิควิทยาของอำนาจ (technologies of power) ที่ชาญฉลาดและแยบยล เพราะแฝงมาด้วยชุดคำที่ทรงพลังอำนาจในเชิงวิธีการ นั่นก็คือ วิจารณญาณนั่นเอง

ผู้ที่เชื่อวาทกรรมของกระบวนทรรศน์หลังนวยุคสายกลางจะถูกมองว่าเป็นผู้มีวิจารณญาณ ส่วนผู้ที่เชื่อกระบวนทรรศน์อื่นๆ ก็จะกลายเป็นคนที่ไม่มีวิจารณญาณ เมื่อไม่มีวิจารณญาณก็จะถูกมองว่าเป็นพวกงมงายไร้สาระ วังวนเดิมๆ ก็จะเกิดขึ้น คือ การกล่าวกด กล่าวข่ม ลิดรอน ลดทอนความน่าเชื่อถือเหมือนอย่างที่ออกุส กงต์ (August Comte, 1798-1857) เคยทำมาแล้วในอดีตที่ลดทอนอำนาจของศาสนจักรและความรู้ทางปรัชญาด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ดังนั้น วิจารณญาณจึงเป็นเพียงการโอ้อวดมรรควิธีในการแก้ปัญหามนุษยชาติและการพัฒนาคุณภาพชีวิตเท่านั้น เป็นยุติบทบาทของกระบวนการวิทยาศาสตร์ที่ทรงพลัง เมื่อวิจารณญาณถูกนำมาแทนที่ การผลิตคำว่าวิจารณญาณขึ้นมานี้จึงเป็นไปเพื่อการเข้าถึงความรู้หรือความจริงชุดใหม่ที่เรียกว่า “การพัฒนาคุณภาพชีวิต” ดังนั้น ถ้าหากการพัฒนาคุณภาพชีวิตคือพระเจ้าองค์ใหม่ที่ปลดปล่อยประชาชนอกจากความด้อยคุณภาพชีวิตไปสู่การมีคุณภาพชีวิตคือการได้กินดีอยู่ดีมีสุข กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ความรู้ทางศาสนา กฎของเจ้าสำนัก และอำนาจเบื้องบน ก็จะกลายเป็นซาตานที่กระบวนทรรศ์หลังนวยุคสายกลางต้องปราบปรามให้ราบคาบลงไปพร้อมๆ กันด้วย

นอกจากนี้ ในทางสื่อยังใช้คำว่าวิจารณญาณที่ดูน่าเลื่อมใส ศรัทธา และมีความสูงส่งนี้มาจัดระเบียบวาทกรรมอีกครั้ง โดยจะลงเนื้อหาใดๆ ก็ได้อย่างเป็นอิสระ เพียงแต่กำกับให้ผู้รับสื่อได้ใช้วิจารณญาณในการรับชมเป็นพอ ใครใช้วิจารณญาณไม่ได้ก็ให้ถือว่าเป็นพวกด้อยพัฒนา หรือเป็นเด็กที่ขาดวุฒิภาวะที่ต้องคอยให้ผู้ใหญ่มาให้คำนะนำปรึกษาในขณะที่รับชมสื่อ จนกลายเป็นสภาพที่เป็นเรื่องปกติ (normalization) กล่าวคือ คำว่าวิจารณญาณได้ถูกแปรสภาพจากประดิษฐกรรมทางประวัติศาสตร์ที่เพิ่งเกิดขึ้นในกระบวนทรรศน์หลังนวยุคสายกลาง สู่การเป็นกุญแจเปิดประตูไปสู่ความรู้ ความจริง ธรรมชาติ ความรู้แจ้ง ความสูงส่งในตน จนกลายเป็นจารีตปฏิบัติของสื่อที่ล่อแหลม เพื่อให้คำว่า วิจารณญาณเป็นเครื่องค้ำประกันความชอบธรรมให้กับสื่อประเภทนี้ คำว่า ความรับผิดชอบ จึงอยู่ที่วาทกรรม “วิจารณญาณ” ไม่ใช่ผู้ผลิตหรือผู้นำเสนอสื่อ
แต่ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือ ในการทำให้วิจารณญาณเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่แต่ละคนสามารถฝึกฝนได้ มีการสร้างนักปรัชญาหลังนวยุคขึ้นมาในฐาน “ผู้มีวิจารณญาณ” อาจเรียกว่าเป็นวิญญูชนก็ได้ เพื่อพิจารณาตัดสินว่าการกระทำใดเป็นสิ่งที่ควรทำ ทำแล้วเป็นกุศล ไม่มีโทษ ก่อให้เกิดประโยชน์ มีความสุข ได้รับคำยกย่องและยอมรับจากเหล่าวิญญูชนซึ่งเป็นนักปรัชญาหลังนวยุคเหล่านี้ ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริง นักปรัชญาหลังนวยุคเหล่านี้ก็เป็นเพียงนักวิพากษ์แนวคิดทฤษฎีเท่านั้น ไม่ได้มีประสบการณ์ทางด้านปฏิบัติอย่างแท้จริง มีแต่ความเข้าใจ (understanding) แต่ขาดปัญญาในเชิงปฏิบัติ (prudence or phronesis) วิจารณญาณที่เกิดขึ้นจึงเป็นเพียงเรื่องเทคนิควิธีการล้วนๆ หรือวิชาการล้วนๆ เป็นแค่อำนาจวาทกรรมที่ถูกเปลี่ยนชื่อใหม่ในกระบวนทรรศน์ใหม่เท่านั้น
ประการที่สอง ได้แก่ การใช้วิจารณญาณเป็นเครื่องมือกีดกันปิดกั้น (exclusion) ความรู้ ความคิด เทคนิควิธีการเข้าถึงความจริงในรูปแบบอื่นๆ โดยยืนยันว่า วิจารณญาณเท่านั้นที่สามารถพัฒนาคุณภาพคุณภาพชีวิตได้อย่างแท้จริง จึงไม่ต่างกับปรัชญานวยุคที่กีดกันปิดกั้นความรู้ ความคิด เทคนิควิธีการเข้าถึงความจริงในรูปแบบของกระบวนทรรศน์อื่น โดยเชิดชูกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ให้เหนือชั้นกว่ากระบวนการหาความรู้ในรูปแบบอื่นๆ ไม่มีที่ว่างให้กับสิ่งที่เรียกว่าภูมิปัญญาชาวบ้าน วัฒนธรรมพื้นบ้าน/วัฒนธรรมชุมชนแต่อย่างใด สิ่งเหล่านี้ถูกมองว่าไม่มีเหตุผล ไม่เป็นวิทยาศาสตร์ ด้อยกว่า ต่ำกว่าความรู้ประเทศตะวันตก ดังนั้น วิจารณญาณของกระบวนทรรศน์หลังนวยุคสายกลางก็เช่นกัน ก็พยายามปิดกั้น หรือลดทอนความสำคัญของความรู้ ความคิด เทคนิควิธีการเข้าถึงความจริงในรูปแบบของกระบวนทรศน์อื่น โดยเฉพาะกระบวนทรรศน์นวยุคนิยม โดยชี้ให้เห็นว่า ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ไม่ได้ให้ความจริง มันให้แต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตเท่านั้น จึงเป็นการตัดขาดกระบวนการหาความรู้ในรูปแบบอื่นๆ โดยสิ้นเชิง ซึ่งเป็นความคิดที่คับแคบมาก เป็นเพียงขุมความรู้ที่มีจากประเทศตะวันตกไม่ต่างอะไรกับกระบวนทรรศน์นวยุค แสดงถึงความดีกว่า เหนือกว่า ด้วยการสร้างภาพลักษณ์ (image) และจินตนาการ (imagination) ให้เห็นว่าคนที่ไม่มีวิจารณญาณคือคนกระบวนทรรศน์เก่าๆ เป็นพวกด้อยพัฒนา (underdevelopment) เพราะไม่ใส่ใจการพัฒนาคุณภาพชีวิตเหมือนคนกระบวนทรรศน์หลังนวยุค แม้ว่าภาพลักษณ์ที่สร้างขึ้นจะเป็นเพียงประดิษฐกรรมของปรัชญาหลังนวยุคสายกลางแต่ด้วยภาคปฏิบัติการต่างๆ โดยเฉพาะทางสื่อในรูปแบบต่างๆ ทำให้วาทกรรมดังกล่าวนี้กลายเป็นความจริงในที่สุด สิ่งเหล่านี้ดูสอดรับกับข้อสังเกตของมิเชล ฟูโกต์ ที่ว่า “ความจริง” นั้น เป็นเรื่องของกฎเกณฑ์ชุดหนึ่งที่ทำให้อะไรจริง/ไม่จริง มากกว่าเป็นเรื่องของข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานเชิงประจักษ์ กล่าวอีกนัยหนึ่งในทรรศนะของฟูโกต์ไม่มีสิ่งที่เห็นจริงแล้ว มีแต่สิ่งที่ทำให้กลายเป็นสิ่งที่เห็นจริงแล้ว (eventualization)

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s