ศาสนา : บริบทอารยธรรมไทย

บทนำ

ทุกวันนี้เราจะได้ยินกันบ่อยๆ ว่าคนไทย ประเทศไทยมีวัฒนธรรมไทยมายาวนาน หากพิจารณาในภาพใหญ่ วัฒนธรรมคือ การแสดงออกของอารยธรรม ซึ่งอารยธรรมยังแสดงออกผ่านภาษา วรรณกรรม ปรัชญา ดนตรี ศิลปะ อีกด้วย การอุปนัยอย่างสำคัญจึงต้องพิจารณาว่า วัฒนธรรมไทยขึ้นอยู่กับอารยธรรมใด ในที่นี้ผู้เขียนยังไม่อาจเป็นผู้ตัดสินได้ว่าอารยธรรมไทยขึ้นตรงกับอารยธรรมใหญ่ใดๆ ในโลก แต่เป็นปกติที่วัฒนธรรมไทยได้รับอิทธิพลในด้านต่างๆ จากอารยธรรมใหญ่ๆ ในโลกผ่านการติดต่อสัมพันธ์กันแต่ในอดีต ในอีกทางหนึ่ง ย่อมเป็นไปได้ที่จะสรุปว่า

วัฒนธรรมไทยเป็นภาคแสดงของอารยธรรมไทย (Thai civilization)

ความมีอารยธรรมคือ การมีความเจริญ การมีความเป็นชุมชน ความเป็นเมืองและการมีอัตลักษณ์ของอารยธรรมในแต่ละด้าน อย่างไรก็ตาม กระบวนทรรศน์ความคิดของนักวิชาการในยุคสมัยใหม่ (modern paradigm) ที่หลงใหลวิทยาศาสตร์และเกณฑ์วิทยาอย่างวิทยาศาสตร์ และ กระบวนทรรศน์ความคิดของนักวิชาการในยุคหลังสมัยใหม่กลุ่มสุดขั้ว (extreme postmodern paradigm) ที่เน้นวิพากษ์ล้มล้างและทำลายคุณค่าต่างๆ ลงด้วยเชื่อว่าเป็นชุดความรู้ในเครือข่ายความรู้ที่ผู้ปกครองต้องการครอบงำประชาชน แนวคิดของนักวิชาการทั้ง 2 กลุ่ม ได้ทำการกดทับ ปิดทับ ไม่ยอมรับ “การมีอยู่ของอารยธรรมไทย” ซึ่งกลายมาเป็นกระบวนการกดข่มความเป็นไทย “Thainess” ด้วยการล้อเลียนและยกชูเพื่อหลอกล้อให้ขบขัน ในทางกลับกันก็เป็นการกดข่มตัวตนของผู้คนทั้งหลายในสังคมไทยให้ไม่มีจุดร่วมของอัตลักษณ์แห่งความเจริญรุ่งเรือง (fulcrum of identity) ทั้งนี้กลับเชื่อว่าสิ่งที่ตนทำนั้นสอดคล้องกับกระแสการส่งเสริมวัฒนธรรมย่อย (minor culture) โดยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์

กระแสวัฒนธรรมย่อมที่ถูกชูขึ้นเป็นกระแสก็เพื่อต่อต้านการกดข่มและทำให้สูญหายไปจากวัฒนธรรมหลักซึ่งเป็นภาคแสดงของอารยธรรมใหญ่ในดินแดนนั้นๆ หรือวัฒนธรรมสากลซึ่งเป็นภาคแสดงของอารยธรรมตะวันตก โดยวิธีทำลายทิ้ง (deterioration) และ การกลืนทางวัฒนธรรม (distillation) ซึ่งทำให้ความหลากหลายทางวัฒนธรรมลดลงไป แต่ในบริบทของประเทศไทยนั้น การกดข่มความเป็นไทยไม่ได้ทำให้วัฒนธรรมย่อยได้รับการสนับสนุน แต่เป็นการทำให้อัตลักษณ์ของชาติหายไป คนในชาติขาดความเป็นเจ้าของ วัฒนธรรมในหลายๆ ด้านถูกนักวิชาการยกไว้เป็นของส่วนตนของราชสำนักและรัฐจารีต ซึ่งแยกขาดจากรัฐในปัจจุบันและประชาชนหลากหลายชาติพันธุ์ ขาดการแสดงสัมพันธภาพที่มีระหว่างกันในอดีตจนถึงปัจจุบันของเส้นทางเวลาประวัติศาสตร์  หากแต่เอาประเด็นอำนาจและการกดขี่มาใช้เป็นเสมือนแส้ที่ฟาดลงบนหลังม้า ทำให้เกิดความรู้ไม่ยอมรับและรังเกียจวัฒนธรรมหลัก ส่งผลให้กลายเป็นความแตกแยกแปลกแยกมากกว่าความแตกต่างหลากหลาย นั่นคือ ใช้วิธีการเชิงลบเพื่อหวังผลเชิงบวก ซึ่งเป็นที่นิยมกันมากของนักวิชาการกระบวนทรรศน์ความคิดหลังสมัยใหม่กลุ่มสุดขั้ว

แต่ในทางกลับกัน เรื่องศาสนากลับใช้กระบวนทรรศน์ความคิดสมัยใหม่เข้ามาจัดแบ่งและใช้การจัดแบ่งนั้นกดข่มอารยธรรมไทยลง ในแต่ละอารยธรรมล้วนมีศาสนาโบราณเป็นภาคแสดงอย่างหนึ่งด้วย อารยธรรมไทยย่อมมีศาสนาในอารยธรรมของตน  นักวิชาการเชื่อร่วมกันว่า คนไทย คนลาว หรือชาวภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในส่วนคาบสมุทรอินโดจีนนับถือศาสนาผี อะไรคือ ศาสนาผี ศาสนาผีเป็นคำวิชาการหรือเป็นคำกระทบกระเทียบของนักวิชาการในสายประวัติศาสตร์ศาสนาหรือสังคมวิทยาหรือมนุษยวิทยา

ในทางปรัชญาย่อมควรสืบค้นอย่างรอบด้าน (วิเคราะห์; analysis) เพื่อใช้วิจารณญาณพินิจพิเคราะห์ข้อดี-ข้อเสีย (วิจักษ์: appreciation) และการประยุกต์ใช้ (วิธาน: application)

 

Dr.Anek Suwabuddit, Ph.D
ดร.เอนก สุวรรณบัณฑิต

 

ศาสนาผี 

ศาสนาผีเป็นศัพท์จำแนกใช้กับศาสนาชาติพันธุ์ที่ประชาชนนับถือมีประเพณีเดียวกัน พบในกลุ่มชนลาว ไทย ไทยอีสาน ไทยใหญ่ เมื่อพิจารณาตามกรอบการจำแนกลัทธิเชื่อทางศาสนา สามารถจัดศาสนาผีเป็นสรรพเทวนิยม , พหุเทวนิยม , วิญญาณนิยม ซึ่งรวมบทบาทของหมอผี เครื่องราง ของขลัง  ซึ่งแสดงผ่านประเพณีพื้นบ้านลาว ไท-กะได  ขมุและมอญ-เขมร ม้ง-เมี่ยน ทิเบต-พม่า และกลุ่มชาติพันธุ์อื่นในอินโดจีน

ลัทธิความเชื่อทางศาสนาที่เกี่ยวข้องได้แก่

จิตนิยม (spiritism) เชื่อว่า สรรพสิ่งล้วนเกิดแต่จิต จิตสร้างให้เกิดสสารซึ่งเป็นภาคแสดงของจิต ไม่มีสิ่งใดไม่มีจิต

วิญญาณนิยม (spiritualism) เชื่อว่่า มีจิตและสสาร จิตมีอำนาจเหนือสสาร มีวิญญาณและโลกหลังความตาย  วิญญาณมีความสามารถในการสื่อสารกับมนุษย์และสิ่งมีชีวิตอื่นได้  วิญญาณนี้มีคุณภาพสูงกว่ามนุษย์สามารถให้ความรู้และชี้แนะคุณธรรมศีลธรรมแก่มนุษย์ได้

วิญญาณนิยม (animism) เชื่อว่า สรรพสิ่งมีวิญญาณ วิญญาณเป็นอมตะ และวิญญาณเหล่านี้เป็นอำนาจเหนือธรรมชาติที่คอยรักษากฎเกณฑ์ของธรรมชาติและสังคมมนุษย์ให้เสมอภาคและยุติธรรม

พหุเทวนิยม (polytheism) เชื่อว่า สรรพสิ่งเกิดจากจิต จิตแบ่งภาคเป็นหลายส่วน แต่ละส่วนเป็นเอกเทศแต่ก็สัมพันธ์กันตามตำนาน เน้นการบูชาหรือความเชื่อในเทพเจ้าหลายองค์

เอกเทวนิยม (monotheism) เชื่อว่า สรรพสิ่งเกิดแต่พระเจ้าองค์เดียว เป็นพระผู้สร้างและมีอำนาจยิ่งใหญ่ที่สุด สิ่งอื่นๆ ล้วนมีคุณภาพรองลงมาทั้งสิ้น

สรรพเทวนิยม (pantheism) เชื่อว่า เอกภพกับพระเป็นเจ้านั้นเป็นสิ่งเดียวกัน จักรวาลมีฐานะเป็นที่รวบรวมเอกภาพและความศักดิ์สิทธิ์ของธรรมชาติ ไม่เชื่อในพระผู้สร้างและเทพที่เป็นบุคลาธิฐาน

สรรพัชฌัตเทวนิยม (panentheism)  เชื่อว่า พระเจ้าปรากฏอยู่ทุกหนแห่งในจักรวาลและมีอยู่นอกเหนือจากจักรวาลในฐานะผู้สร้างและผู้ค้ำจุน

เทวนิยม (theism) เชื่อว่า มีวิญญาณและโลกหลังความตาย มีเทพ และกฎแห่งเทพ

อเทวนิยม (atheism) เชื่อว่า สรรพสิ่งเป็นแต่สสาร จิตเกิดแต่สสารทำปฏิกิริยาเคมีและไฟฟ้ากันเท่านั้น ไม่มีโลกหลังความตาย ตายแล้วสูญ

อศาสนา (non religion) เชื่อว่า ศาสนาเป็นเพียงระบบความคิดของมนุษย์ที่ใช้ในการครอบงำผู้คน ไม่มีคุณประโยชน์ใดๆ มนุษย์ดำรงอยู่ในฐานะเผ่าพันธุ์ชีวิตในเอกภพได้เอง ให้เชื่อเฉพาะสิ่งที่ตนประจักษ์และยินดีเท่านั้น

 

religion

กรอบคิดสำคัญของศาสนาผี -วิญญาณนิยม

คนในภูมิภาคอินโดจีน คนไทย เชื่อในผี ผีคือวิญญาณที่ออกจากร่างกายเมื่อตาย วิญญาณจะไปอยู่ในโลกหลังความตาย หรือ ตกค้างอยู่ในโลก ในพืช สัตว์ และสิ่งของต่างๆ ได้ และให้คุณให้โทษได้

ผียังเป็นเทพารักษ์สิ่งปลูกสร้างหรือพื้นที่ของสถานที่ สิ่งหรือปรากฏการณ์ธรรมชาติ ผีที่เป็นวิญญาณบรรพบุรุษและวิญญาณอื่นที่ปกปักษ์ผู้คน และผีที่เป็นวิญญาณมุ่งร้ายก็มี

เทพารักษ์สถานที่ เช่น ผีวัด ผีบ้าน ผีเจ้าที่  หลักเมือง  มีการเฉลิมฉลองด้วยการชุมนุมของชุมชนและการถวายอาหาร การแปลงเทพเจ้าฮินดูรวมอยู่ในรายการเทพเจ้าด้วย เทพเจ้ามิใช่ฮินดูพื้นเมืองเรียก ผีแถน

คนไทยเชื่อใน ขวัญ โดยถือว่า ขวัญเป็นอีกส่วนหนึ่งแยกจากวิญญาณและร่างกาย ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของร่างกายและก็ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของวิญญาณ เป็นส่วนที่ดำรงไว้ซึ่งมงคล หากขาดหายไปก็จะเกิดความไม่มงคล จนถึงขั้น เสียสติได้

ชาวลาว เชื่อว่า วิญญาณสามสิบสองตน รวมกันเรียก ขวัญ  ซึ่งปกปักษ์ร่างกายในส่วนต่างๆ (อวัยวะ 32) และมีการประกอบพิธีกรรมบายศรี ระหว่างโอกาสสำคัญหรือเวลาที่มีความวิตกกังวลเพื่อผูกมัดวิญญาณกับร่างกาย และเชื่อว่าหากวิญญาณเหล่านี้ไม่อยู่กับตัวจะนำพาความเจ็บป่วยหรืออันตรายมา พิธีกรรมบายศรีเรียกขวัญทั้งสามสิบสองกลับมาเพื่อให้สุขภาพ ความมั่งคั่งและความเป็นอยู่ดีของผู้เข้ารับพิธี มีการผูกสายฝ้ายรอบเอวของผู้เข้าร่วมพิธีเพื่อรักษาวิญญาณให้อยู่กับที่ มักมีการดำเนินพิธีกรรมเพื่อต้อนรับแขก ก่อนและหลังการเดินทางยาว และเป็นพิธีกรรมรักษาหรือหลังฟื้นตัวจากความเจ็บป่วย นอกจากนี้ยังเป็นพิธีกรรมศูนย์กลางในการแต่งงานลาวลุ่ม และพิธีการตั้งชื่อเด็กแรกเกิด

ในชีวิตประจำวัน คนส่วนมากเคารพผีที่สถิตอยู่ในศาลพระภูมิ และเชื่อว่าปกป้องบริเวณใกล้เคียงจากอันตราย การถวายดอกไม้ธูปเทียน และมีการขอการคุ้มครองและความช่วยเหลือจากวิญญาณระหว่างการเปลี่ยนแปลงหรือช่วงยากลำบาก

ผีที่ยิ่งใหญ่ในธรรมชาติ ได้แก่ เทพประจำต้นไม้ (รุกขเทวา/นางไม้)  ภูเขา (เจ้าเขา) และป่า (เจ้าป่า) ส่วนวิญญาณชั่วร้าย มีขวัญของคนชั่วในชาติก่อนหรือตายโหง เช่น ผีปอบ  ผีโขมด ผีไพร ผีพราย ผีน้ำ

ผีที่สัมพันธ์กับบางสถานที่เช่น ครัวเรือน แม่น้ำหรือป่านั้น ไม่ได้จำแนกว่าดีหรือไม่ดีได้อย่างชัดเจน แต่หากมีการถวายของจะทำให้ผีเมตตาช่วยหลือเกื้อกูลในกิจการของมนุษย์ได้

เมื่อศาสนาพราหมณ์-ฮินดูมีบทบาท

ศาสนาพราหมณ์-ฮินดูเข้ามามีบทบาท โดยไศวนิกายที่นับถือพระศิวะกระจายอยู่ในชนชั้นปกครองของขอม-เขมร ไทย-อยุธยา นิกายไวษณพนิกายกระจายในชนชั้นปกครองของมาลายู-ศรีวิชัย ขอม-เขมร และไทย-อยุธยา และเมื่อฮินดูมีบทบาทก็มีเทวสถานที่ประกอบด้วยมหาเทพทั้ง 3 พระองค์

ศาสนาพราหมณ์เน้นสรรพสิ่งเกิดแต่จิต จิตยิ่งใหญ่คือ มหาเทพ การเข้าถึงและกลับไปรวมกับมหาเทพเป็นหน้าที่สำคัญของมนุษย์

ศาสนาพรามณ์ไม่ห้ามการนับถือใดๆ แต่เน้นว่า พึงบูชามหาเทพเพื่อเข้าถึงสิ่งสูงสุด บูชาเทพอื่นๆ หรือสิ่งศักดิ์สิทธิอื่นใดก็ได้ที่ไม่ขัดต่อมหาเทพ

เมื่อศาสนาพุทธมีบทบาท

ศาสนาพุทธเข้ามาในดินแดนในอินโดจีน ในช่วงแรกคือ พุทธเถรวาท กระจายอยู่ในแถบ มอญ ทวารวดี ต่อมาเป็นพุทธมหานิกาย กระจายในแถบแหลมมาลายู เขมร ลาว ในทางเวียดนามรับพุทธมหานิกายฝ่ายจีน จนเมื่อราว พ.ศ. 1800 รับพุทธเถรวาทสายลังกามาที่นครศรีธรรมราชและขยายขึ้นมาที่สุโขทัยและอยุธยา จากนั้นจึงแทนที่พุทธมหานิกายทั่วทั้งแหลมมาลายู

ศาสนาพุทธเถรวาทเน้นจิต การฝึกจิต และการบรรลุนิพพาน การเวียนว่ายตายเกิดในวัฎสงสาร ในขณะที่พุทธมหายานเน้นการบำเพ็ญพระโพธิสัตว์ และการบรรลุสู่สุขาวดี

ศาสนาพุทธไม่ห้ามการนับถือสิ่งที่คนอื่นนับถือ แต่เน้นว่ามิใช่สิ่งที่พึงบูชาสูงสุด

เมื่อศาสนาอิสลาม และ ศาสนาคริสต์มีบทบาท

ศาสนาอิสลามเข้ามามีบทบาทในหมู่เกาะชวา จากนั้นขยายขึ้นมาสู่คาบสมุทรมาลายูตอนล่าง ศาสนาคริสต์เข้ามาในไทย-อยุธยา ขยายไปตามชนเผ่า ชาติพันธุ์ตอนในของคาบสมุทร ทั้งสองศาสนามีหลักการสำคัญ คือ พระเจ้าสูงสุด และ ไม่ยอมรับการเชื่อในผี

 

การผสมผสานความเชื่อและกำหนดการแสดงออกในเชิงค่านิยม ขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม

ชนชาวภูมิภาคอินโดจีนยอมรับศาสนาพราหมณ์และส่งเสริมการบูชามหาเทพตามชนชั้นสูง แต่ก็ยอมรับการบูชาเทพต่างๆ ผีและวิญญาณท้องถิ่นถูกจัดเป็นเทพชั้นล่าง ผีที่ไม่ดีจัดเป็นอสูร (ไม่จัดเป็นแฑตย์ เปรต)

ชนชาวภูมิภาคอินโดจีนยอมรับศาสนาพุทธและยกให้พระพุทธเจ้าและเทวดาในแนวคิดพุทธเป็นความเป็นจริงที่เขาเชื่อว่าจริง และจัดผี วิญญาณ ในระบบความเชื่อเดิมเข้าไว้ในระบบวัฎสงสารแบบพุทธ  เช่น ผีที่ดีก็เป็นเทวดาในสวรรค์ชั้นต่างๆ กัน ผีที่ไม่ดีก็เป็นเปรตภูมิ อสุรกายภูมิ

ชนชาวไทย ไท-กะได ลาว และชาติพันธุ์ต่างๆ ในดินแดนประเทศไทยปัจจุบันได้รับสืบทอดความเชื่อ และการแสดงออกต่างๆ มาอย่างรวมกัน แต่ก็มีรายละเอียดปลีกย่อยแตกต่างกันไป เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละกลุ่มชน โดยมีศาสนาพุทธเป็นแกนหลัก มีความเชื่อในศาสนาผีเป็นรายละเอียด และมีศาสนาพราหมณ์เป็นส่วนประดับในลักษณะของสูงส่ง ดังจะสังเกตได้ว่า ประเพณีต่างๆ จะมีพิธีพุทธเป็นสำคัญ มีพิธีพราหมณ์ในจุดที่เพิ่มความศักดิ์สิทธิ์ และมีพิธีย่อยในศาสนาผีแทรกอยู่เป็นระยะ

แตกต่างแต่ไม่แตกแยก

เมื่อพิจารณาตามหลักปรัชญาหลังนวยุคสายกลางจะพบกรอบสำคัญคือ ความแตกต่างแต่ไม่แตกแยก (difference but no divided) นั่นคือ ไม่ใช่ความเป้นเอกภาพ และก็ไม่ใช่ความหลากหลาย เนื่องจากมิได้ยึดมั่นเอาแกนคิดใดๆ เป็นเกณฑ์หนึ่งเดียว แต่มีลักษณะประกอบสร้างความเชื่อขึ้นมาใหม่ มีลักษณะของการบูรณาการ การประยุกต์ใช้ ทำให้เกิดความแตกต่างกันในแต่ละกลุ่มชน ชาติพันธุ์ พื้นที่ แต่ไม่ได้เกิดความแตกแยกกีดกันในระดับสามัญสำนึก (มีการกีดกันและล้มล้างทำลายกันในระดับย่อยตามกระแสผู้นำและสังคม) ความกลมกลืนนี้เมื่อมองย้อนกลับไปแล้ว ทำให้เห็นเสน่ของความกลมกลืนในชีวิต (harmony in life) ของคนไทยและชาติพันธุ์ต่างๆ

การรื้อฟื้นลัทธิศาสนาเที่ยงแท้ในประเทศไทย

เนื่องจากความกลมกลืนของการนับถือศาสนากับการใช้ชีวิตนี้ ทำให้เกิดรายละเอียดปลีกย่อยที่แตกต่างกันออกไป ในขณะที่นักวิชาการศาสนา นักการศาสนา ซึ่งได้ปรับกระบวนทรรศน์เป็นวิทยาศาสตร์ มุ่งเน้นหลักการตามศาสนาของตนได้ตั้งขอบข่ายที่ยอมรับได้ของการเป็นผู้นับถือศาสนานั้นๆ จุดประเด็นความเป็นศาสนิกจริงแท้และเท็จเทียมขึ้น ทำให้มีการกีดคั่นข้อเชื่อ ค่านิยม ขนมธรรมเนียมต่างๆ ว่าไม่ตรง ไม่สอดคล้อง ไม่ใช่ หลักการของศาสนาตน ดังเช่น นักวิชาการศาสนาพุทธ นักวิชาการศาสนาอิสลาม นักวิชาการศาสนาคริสต์

จากการวิเคราะห์แล้ว จะเห็นได้ว่า การนับถือศาสนาของคนไทย มีวิวัฒนาการคร่าวๆ ดังที่ได้แสดงไว้ และนำไปสู่การเป็นศาสนาพุทธแบบไทย ซึ่งนักวิชาการศาสนาพุทธต่างพากันประสานเสียงว่า ไม่ใช่พุทธแท้ และนักสังคมศาสตร์และนักมนุษยศาสตร์ต่างพยายามรับลูกว่าเป็นศาสนาผี นำไปสู่ภาวะ 2 ขั้ว ที่คนไทยและชาติพันธ์ุที่นับถือศาสนาพุทธในไทยต่างก็ไม่อาจยอมรับว่าใช่หรือไม่ใช่ เพราะในรายละเอียดมีลักษณะร่วมนั้นอยู่ ในขณะเดียวกัน ก็มีศาสนิกหลายคนที่นับถือพุทธอย่างเคร่งครัด และศาสนิกหลายคนที่นับถือและปฏิบัติไปทางศาสนาผีอย่างมาก

หากพิจารณาตามแนวคิดของให้เห็นว่า สิ่งต่างๆ ไม่ได้เป็นภาวะ 2 ขั้ว ศาสนาไทย ที่คนไทยและคนในประเทศไทยนับถือ เป็นพุทธและเป็นศาสนาผีในระดับของสเกลสีเทาที่แตกต่างกันไประหว่างสีดำและสีขาว

 

grey

 

หากแต่ ข้อคำนึงสำคัญที่ต้องการนำเสนอในบทความนี้คือ อะไรคือ harmony of life ของคนไทย สิ่งที่คนไทยต้องการคือการตอบตนเองให้ได้ว่า what is thai? และ Who am I as Thai?

ในช่วงเวลาที่วิกฤติอัตลักษณ์เกิดขึ้น อะไรคือความเป็นไทย และ เราเป็นคนไทยหรือไม่ อย่างไร  คำถามนี้เป็นปัญหาสำคัญของภาวะคนไร้รากซึ่งเกิดขึ้นในคนรุ่นใหม่ที่เติบโตมาจากการกระแทกเข้ามาของอารยธรรม วัฒนธรรมอื่น จนทำให้เกิดภาวะรากลอย ไม่สามารถคิดคำนึงไปถึง รากเหง้าของตนเองได้โดยง่าย ภาวะขบคิดทางปัญญา การนำหลักวิชาการต่างๆ มาใช้กำหนดกฎเกณฑ์จนทำให้ลืม “ความเป็นจริง” ในสังคมไทยที่เราเองเป็นผู้อยู่กับมัน (being-in-the-world) โดยเราพยายามทำให้เกิดความเป็นอืน (alienation) และ ความเป็นชายขอบ (marginalization) แก่คนอื่นที่เราไม่เห็นด้วย หรือ คนที่เราต้องการดึงมาไว้พวกเดียวกันและกีดกั้นให้เกิดภาวะ กระแสหลัก กระแสรอง

การนับถือศาสนาถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางอุดมการณ์จนละเลยเป้าประสงค์สำคัญ และแก่นแท้ของศาสนา นั่นคือ การเข้าถึงความเป็นจริงสูงสุด สำหรับศาสนาพุทธคือการเข้าถึงนิพพาน ศาสนาอิสลามและศาสนาคริสต์ก็คือการเข้าถึงโลกสวรรค์  ในขณะที่ศาสนาพราหมณ์คือการกลับไปรวมเป็นหนึ่งกับจิตสูงสุด

การสนใจอยู่ในรายละเอียดระหว่างกระบวนการด้วยเชื่อว่าจะทำให้มุ่งตรงต่อเป้าประสงค์กำลังกลายเป็นทิฏฐิ (attitude, belief) และกระบวนทรรศน์ (worldview) ที่ทำให้ห่างไปจากการเข้าถึงความเป็นจริงสูงสุด เพราะมนุษย์กำลังออกห่างจากปรากฎการณ์ที่ตนเองได้มีอยู่จริง

ปล. ผูกปมคิดไว้คิด ไม่แนะนำให้อ้างอิง แต่แนะนำให้คิดตามและคิดต่างได้

 

 

 

 

 

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s