การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารผ่านกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์

Media Accessibility

ดร.ตรี บุญเจือ:

PSE in Media accessibilty

สื่อมีอิทธิพลต่อคนในด้านต่างๆ รวมทั้งมีหน้าที่ในการให้ข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์แก่ผู้รับสาร ทำให้เห็นได้ว่า การที่คนใดคนหนึ่งมีเทคโนโลยี สิ่งอำนวยความสะดวกที่จะเข้าถึงสื่อได้ ก็จะถือได้ว่า เป็นผู้ที่สามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากสื่อได้ ทั้งนี้ เนื่องจากข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์จะช่วยเพิ่มศักยภาพของคนได้ ทั้งด้านความนึกคิด (cognition) ให้เกิดความรู้ (knowledge) สามารถพัฒนาให้เกิดการแสดงความเห็น (opinion) มีส่วนร่วมในสังคมได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นการตอบสนองต่อการส่งเสริม มนุษยนิยม โดยส่งเสริมให้เกิดความสามารถในการกำหนดและตัดสินได้ด้วยตนเอง จะไม่ตัดสินใจโดยสิ่งที่อยู่เหนือความเข้าใจ ไม่เชื่อโดยปราศจากเหตุผล (ตรี บุญเจือ. 2558)

ข้อจำกัดของบุคคลในการเข้าถึงสื่อและข้อมูลข่าวสารมีหลักใหญ่อยู่ 4 ปัจจัย คือ

  1. ด้านพื้นที่ ความห่างไกล เนื่องจากสื่อในปัจจุบันมีฐานหลักอยู่ที่เมืองหลวง คือ กรุงเทพฯ และปริมณฑล การนำเสนอหรือสื่อสารอะไรออกไปก็ไม่พ้นสิ่งที่เกิดขึ้นในเมืองใหญ่ ส่วนเนื้อหารายการที่เกิดขึ้นรอบนอกเขตเมืองมีการนำเสนอน้อยกว่ามาก (ไม่รวมข่าวทั่วไป) การกระจุกตัวของการแพร่กระจายสื่อที่อยู่ในเมืองทำให้เกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำของการรับสาร
  2. ด้านร่างกายหรือความพิการ คนพิการด้านการได้ยินและคนพิการด้านการมองเห็นมีอุปสรรคในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร เนื่องจากมีข้อจำกัดของประสาทสัมผัสที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสาร ซึ่งความพิการนี้อาจมีทั้งความพิการที่เกิดขึ้นอย่างถาวรและความพิการชั่วคราว
  3. ฐานะทางเศรษฐกิจ โดยผู้ที่มีฐานะดีก็มีโอกาสในการเข้าถึงสื่อและข้อมูลข่าวสารได้มากกว่า ทั้งการจัดหาหรือซื้ออุปกรณ์ที่ทันสมัย การสมัครสมาชิกหรือซื้อบริการเสริมเพื่อให้ได้รับบริการข้อมูลข่าวสารที่มากขึ้น และการที่สื่อมุ่งเน้นการมีเนื้อหาที่ตอบสนองต่อสังคมของผู้มีฐานะทางการเงิน ปัจจัยทั้ง 2 ด้านนี้ต่างก็เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้
  4. ความสามารถในการรู้ – การใช้เทคโนโลยี ผู้ที่ใช้เทคโนโลยีเป็นก็จะได้เปรียบคนที่ไม่มีความเข้าใจหรือไม่สามารถใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์ได้ ในขณะที่ผู้ที่มีข้อจำกัดนี้ เช่น คนพิการ ผู้สูงอายุ ผู้ที่ได้รับการศึกษากน้อย ฯลฯ ซึ่งกลุ่มชายขอบมักขาดโอกาสด้านการเรียนรู้ด้านนี้โดยพื้นฐานอยู่แล้ว เมื่อไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้ก็ยิ่งทำให้ไม่สามารถเรียนรู้เพิ่มเติมได้

การมีข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์เป็นอีกมิติหนึ่งที่ต้องวิเคราะห์เพื่อให้สามารถชี้ถึงประโยชน์ของการเข้าถึงสื่อและข้อมูลข่าวสารได้ โดยความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจะส่งผลต่อการย่นย่อโลกให้เล็กลงด้วยเทคโนโลยีสื่อสาร เช่น โทรเลข โทรศัพท์ วิทยุ และโทรทัศน์ ผู้คนสามารถติดต่อกันได้ง่ายและสะดวกยิ่งขึ้น แต่ก็เกิดกระบวนการการสื่อสารการเมืองเพื่อนำเสนอการสื่อสารไปยังประชาชน และเกิดแนวคิดทฤษฎีการสื่อสารการเมือง เพื่อสื่ออุดมคติทางการเมือง ตามทฤษฎีอํานาจนิยมนาซีและฟาสชิสต์ เน้นพัฒนากลไกการโฆษณาชวนเชื่อ (propaganda machine) ผ่านสื่อเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติการทางจิตวิทยา (psychological actions) โน้มน้าวจูงใจให้ประชาชนหลงเชื่อในลัทธิถือเชื้อชาติ (racism) และการกําจัดศัตรูของสังคมโดยถือเป็นความถูกต้อง เมื่อวิเคราะห์ย้อนหลังไปยังยุคดังกล่าว ทฤษฎีที่นำเสนอเหล่านั้นถือเป็นการปิดกั้นเสรีภาพทางการเมืองของปัจเจกชน เป็นการใช้สื่อมวลชนในฐานะเครื่องมือปฏิบัติการทางจิตวิทยาอย่างเข้มข้นเพื่อผลทางการเมืองของฝ่ายเผด็จการ สื่อมวลชนมีประสิทธิผลสูงในเชิงการเมือง แต่ขาดคุณค่าในเชิงมนุษยธรรม เช่น ในกรณีที่ฮิตเลอร์กระทำต่อประชาชนชาวเยอรมันก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง ทฤษฎีเข็มฉีดยา (hypodermic needle theory) ที่พยายามแสดงให้เห็นว่าสื่อมวลชนสามารถอัดฉีด “สารอย่างเดียวกัน” แก่สมาชิกทั้งหมดของสังคมมวลชนอย่างได้ผล

อย่างไรก็ดี การสื่อสารในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน แนวคิดของการสื่อสารมีแนวโน้มของการส่งเสริมการเข้าถึงเพื่อให้คนได้ใช้ข้อมูลข่าวสาร โดยมีหลักสำคัญ 4 ประการ คือ 1) วิพากษ์ทฤษฎีการสื่อสารของกลุ่มอำนาจนิยมและเบ็ดเสร็จนิยมว่าเป็นแนวคิดที่ขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชน ปิดกั้นเสรีภาพทางการเมืองของปัจเจกชน 2) เกิดทฤษฎีสื่อสารเพื่อการพัฒนาหรือนิเทศศาสตร์พัฒนาการ (development communication theory) 3) วิพากษ์ลัทธิสมัยนิยม (modernism) ที่เป็นจุดเริ่มต้นของลัทธิหลังสมัยนิยม (postmodernism) และ 4) พัฒนาเทคนิคและเทคโนโลยีการสื่อสารมวลชน รวมทั้ง การพัฒนาเทคโนโลยีทางการสื่อสารได้ก้าวกระโดดเป็นการเชื่อมโยงการสื่อสารในระดับโลก เกิดคำว่า “The Global Village”, “Information Society” และ “Globalization” และเกิดกระแสเรื่องการสร้างให้สื่อมวลชนทำหน้าที่เป็นสถาบันที่มีส่วนในการสร้างสังคมให้ดี โดยคำนึงถึงความเท่าเทียมกันของบุคคล สิทธิในการแสดงความคิดเห็น (right to communicate) โอกาสในการรับรู้และเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้อง (accessibility to information) เพื่อเพิ่มพลัง (empowerment) ให้กับสมาชิกในสังคม และนำเสนอแนวคิดของกระบวนการสื่อสารแบบมีส่วนร่วม (participatory communication process) ของสมาชิกในสังคมแทน เพื่อส่งเสริมให้เกิดสำนึกเชิงสาธารณะร่วมกัน (public conscientization) และกระบวนการเรียนรู้กัน (learning process) ระหว่างสมาชิกในสังคม เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสังคมที่เหมาะสมและเป็นที่เห็นพ้องต้องกันของสมาชิกในสังคม

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s